วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓
,
๑.
๑.๑ สิกขาบทนอกพระปาฏิโมกข์เรียกว่าอะไร ? ทรงบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์อะไร ?
๑.๒ กายบริหาร ข้อที่ ๓ และข้อที่ ๗ มีความว่าอย่างไร ?
ตอบ
๑.๑ เรียกว่า อภิสมาจาร ฯ ทรงบัญญัติไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบภิกษุและความงามของพระศาสนา เช่นกับตระกูลใหญ่ จำต้องมีระเบียบไว้รักษาเกียรติของตระกูล ฯ
๑.๒ มีความว่าดังนี้
ข้อที่ ๓ อย่าพึงไว้เล็บยาว การขัดมลทินหรือแคะมูลเล็บเป็นกิจควรทำ
ข้อที่ ๗ อย่าพึงแต่งเครื่องประดับต่าง ๆ เช่น ตุ้มหู สายสร้อยและแหวน เป็นต้น ฯ
๒.
๒.๑ บาตรที่ทรงอนุญาตมีกี่ชนิด ? อะไรบ้าง ? บาตรแสตนเลสจัดเข้าในชนิดไหน ?
๒.๒ บาตรที่ทรงห้ามมีกี่ชนิด ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๒.๑ มี ๒ ชนิด ฯ คือบาตรดินเผา บาตรเหล็ก ฯ บาตรแสตนเลสจัดเข้าในบาตรเหล็ก
๒.๒ มี ๑๑ ชนิด คือ ๑ บาตรทอง ๒ บาตรเงิน ๓ บาตรแก้วมณี ๔ บาตรแก้วไพฑูรย์ ๕ บาตรแก้วผลึก ๖ บาตรแก้วหุง ๗ บาตรทองแดง ๘ บาตรทองเหลือง ๙ บาตรดีบุก ๑๐ บาตรสังกะสี และ ๑๑ บาตรไม้
๓.
๓.๑ นิสัยคืออะไร ? เหตุให้นิสัยระงับมีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๓.๒ ภิกษุเช่นไรควรได้นิสัยมุตตกะ ?
ตอบ
๓.๑ นิสัย คือ กิริยาที่พึ่งพิงของสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิก ต่อพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ ฯ
เหตุให้นิสัยระงับจากพระอุปัชฌาย์ มี ๕ คือ ฯ
๑. หลีกไปเสีย
๒. สึกเสีย
๓. ตายเสีย
๔. ไปเข้ารีตเดียรถีย์
๕. สั่งบังคับ
ส่วนเหตุให้นิสัยระงับจากพระอาจารย์ เพิ่มอีก ๑ ข้อ คือ อันเตวาสิกรวมเข้ากับพระอุปัชฌาย์ของเธอ
๓.๒ ภิกษุผู้ควรได้นิสัยมุตตกะ คือ
๑) เป็นผู้มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ สติ
๒) เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล อาจาระ ความเห็นชอบ เคยได้ยินได้ฟังมามาก มีปัญญา
๓) รู้จักอาบัติ มิใช่อาบัติ อาบัติเบา อาบัติหนัก ทรงปาฏิโมกข์ ทั้งมีพรรษาพ้น ๕
๔.
๔.๑ วัตรคืออะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๔.๒ วัตถุอนามาสคืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๔.๑ วัตรคือแบบอย่างอันภิกษุควรประพฤติในกาลเหตุนั้น ๆ ฯ มี ๓ อย่าง ฯ คือ ๑ กิจวัตร ๒ จริยาวัตร ๓ วิธิวัตร
๔.๒ วัตถุอนามาส คือวัตถุไม่ควรจับต้อง ฯ มีดังนี้
๑) ผู้หญิง ทั้งเครื่องแต่งกาย ทั้งรูปที่ทำมีสัณฐานเช่นนั้น และ ดิรัจฉานตัวเมีย
๒) ทอง เงิน และรัตนะ
๓) ศัสตราวุธ
๔) เครื่องดักสัตว์
๕) เครื่องประโคมทุกอย่าง
๖) ข้าวเปลือก และผลไม้อันเกิดอยู่ในที่ ฯ
๕.
๕.๑ กิจอันสงฆ์จะพึงทำก่อนสวดปาฏิโมกข์มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๕.๒ สงฆ์สวดปาฏิโมกข์อยู่ ภิกษุอื่นมาถึง หรือมาถึงเมื่อสวดจบแล้ว พึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
๕.๑ มี ๙ อย่าง ฯ คือ
๑. กวาดโรงอุโบสถ
๒. ตามประทีป
๓. ปูอาสนะ
๔. ตั้งน้ำฉันน้ำใช้
๕. นำปาริสุทธิของภิกษุผู้เจ็บไข้มา
๖. นำฉันทะของเธอมาด้วย
๗. บอกฤดู
๘. นับภิกษุ
๙. สั่งสอนนางภิกษุณี ฯ
๕.๒
ถ้าภิกษุมาใหม่มากกว่า ต้องสวดใหม่ ถ้าเท่ากันหรือน้อยกว่า ให้ฟังส่วนที่เหลือ
ถ้ามาเมื่อสวดจบแล้ว ไม่ต้องสวดซ้ำอีก ให้บอกปาริสุทธิในสำนักภิกษุผู้สวดผู้ฟังปาฏิโมกข์แล้ว ฯ
๖.
๖.๑ ความรู้อะไรบ้างที่จัดเป็นดิรัจฉานวิชา ?
๖.๒ ภิกษุประพฤติเช่นไรเรียกว่าทำศรัทธาไทยให้ตกไป ?
ตอบ
๖.๑
๑) ความรู้ในทางทำเสน่ห์
๒) ความรู้ในทางทำให้ผู้นั้นผู้นี้ถึงความวิบัติ
๓) ความรู้ในทางใช้ภูตผีอวดฤทธิ์เดชต่าง ๆ
๔) ความรู้ในทางทำนายทายทัก
๕) ความรู้อันทำให้หลงงมงาย เช่น หุงปรอท ฯ
๖.๒
ภิกษุรับของที่เขาถวายแล้ว ไม่บริโภค แต่กลับนำไปให้แก่คฤหัสถ์เสีย ทำผู้บริจาคเสื่อมศรัทธา (ยกเว้น อนามัฏฐบิณฑบาต ทรงอนุญาตพิเศษแก่มารดาบิดา) ฯ
๗.
๗.๑ อเนสนาได้แก่อะไร ? มีอะไรบ้าง ?
๗.๒ การทำวิญญัติคือการทำอย่างไร ? จัดเข้าในอุปปถกิริยาประเภทไหน ?
ตอบ
๗.๑ กิริยาแสวงหาในทางไม่สมควร มี ๒ อย่างคือ ฯ
๑) การแสวงหาเป็นโลกวัชชะ มีโทษทางโลก
๒) การแสวงหาเป็นปัณณัตติวัชชะ มีโทษทางพระบัญญัติ ฯ
๗.๒ การขอต่อบุคคลที่ไม่ควรขอ หรือในเวลาที่ไม่ควร เช่น คฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา ฯ จัดเข้าในอุปปถกิริยาประเภทอเนสนา ฯ
๘.
๘.๑ จงให้ความหมายของคำว่า กาลิก ยาวกาลิก ยามกาลิก สัตตาหกาลิก ยาวชีวิก ?
๘.๒ น้ำอ้อยเป็นกาลิกอะไร ?
ตอบ
๘.๑
กาลิก คือของที่จะพึงกลืนให้ล่วงลำคอลงไป
ยาวกาลิก คือของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว ตั้งแต่เช้าชั่วเที่ยงวัน
ยามกาลิก คือของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว คือ ๑ วัน กับ ๑ คืน
สัตตาหกาลิก คือของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว ๗ วัน
ยาวชีวิก คือของที่ให้บริโภคได้เสมอ ไม่จำกัดกาล ฯ
๘.๒ น้ำอ้อยสด จัดเป็นยามกาลิก น้ำอ้อยเคี่ยวจนแข็ง จัดเป็นสัตตาหกาลิก ฯ
๙.
๙.๑ อุกเขปนียกรรม สงฆ์ควรทำแก่ภิกษุผู้ประพฤติเช่นไร ?
๙.๒ อธิษฐาน (บริขาร) มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๙.๑ ควรทำแก่ภิกษุผู้ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติ หรือยอมรับแต่ไม่ทำคืนอาบัติ ฯ
๙.๒ มี ๒ อย่าง ฯ คือ
๑) อธิษฐานด้วยกาย คือลูบบริขารนั้นพร้อมผูกใจว่าจะใช้ผ้าผืนนี้เป็นผ้าครอง
๒) อธิษฐานด้วยวาจา คือกล่าวคำอธิษฐาน ไม่ถูกของด้วยกายก็ได้ ฯ
๑๐.
๑๐.๑ สมบัติของภิกษุในทางพระวินัยมีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๑๐.๒ ภิกษุประพฤติเช่นไร ได้ชื่อว่า โคจรวิบัติ ?
ตอบ
๑๐.๑ มี ๔ ฯ คือ
๑) สีลสมบัติ
๒) อาจารสมบัติ
๓) ทิฏฐิสมบัติ
๔) อาชีวสมบัติ ฯ
๑๐.๒ ภิกษุไปสู่บุคคลก็ดี สถานที่ก็ดี อันภิกษุไม่ควรไป คือ หญิงแพศยา ๑

หญิงหม้าย ๑ สาวเทื้อ ๑ ภิกษุณี ๑ บัณเฑาะก์ ๑ ร้านสุรา ๑ ได้ชื่อว่า โคจรวิบัติ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๔

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔
,
๑.
๑.๑ พระวินัย แบ่งออกเป็นกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๑.๒ จะปฏิบัติพระวินัยอย่างไร จึงจะเรียกได้ว่า พอดีพองาม ?
ตอบ
๑.๑ แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง ฯ คือ อาทิพรหมจริยกาสิกขาบท ๑ อภิสมาจาร ๑ ฯ
๑.๒ ปฏิบัติโดยสายกลาง คือไม่ถือเคร่งครัดอย่างงมงายจนเป็นเหตุทำตนให้ลำบาก เพราะเหตุธรรมเนียมเล็กน้อย และไม่มักง่ายจนทำตนให้เป็นคนเลวทราม ฯ
๒.
๒.๑ ภิกษุผู้ไม่เอื้อเฟื้อในอภิสมาจารมีโทษอย่างไรบ้าง ?
๒.๒ ภิกษุเปลือยกายด้วยอาการอย่างไรบ้าง ที่เป็นเหตุให้ต้องอาบัติและไม่ต้องอาบัติ ?
ตอบ
๒.๑ มีโทษปรับอาบัติถุลลัจจัยเป็นอย่างสูง แต่น้อย ส่วนมากปรับอาบัติทุกกฏเป็นพื้น ฯ
๒.๒
ถ้าเปลือยกายเป็นวัตรอย่างเดียรถีย์ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ถ้าเปลือยกายทำกิจแก่กัน คือไหว้ รับไหว้ ทำบริกรรม ให้ของ รับของ เปลือยกายในเวลาฉันและดื่ม ต้องทุกกฏ แต่ในเรือนไฟและในน้ำ ไม่ต้องอาบัติ ฯ
๓.
๓.๑ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตผ้าสำหรับทำจีวรไว้กี่ชนิด ? อะไรบ้าง ?
๓.๒ วัสสิกสาฎกได้แก่ผ้าเช่นไร ? มีจำกัดประมาณ กว้าง ยาว ไว้อย่างไร ?
ตอบ
๓.๑ ทรงอนุญาตไว้ ๖ ชนิด ฯ คือ
๑) โขมะ ผ้าทำด้วยเปลือกไม้
๒) กัปปาสิกะ ผ้าทำด้วยฝ้าย
๓) โกเสยยะ ผ้าทำด้วยไหม
๔) กัมพละ ผ้าทำด้วยขนสัตว์
๕) สาณะ ผ้าทำด้วยเปลือกป่าน
๖) ภังคะ ผ้าเจือของ ๕ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง
๓.๒ ได้แก่ผ้าอาบน้ำฝน มีจำกัดประมาณยาว ๖ คืบ กว้าง ๒ คืบครึ่ง แห่งคืบพระสุคต ฯ
๔.
๔.๑ อาจารย์ทางพระวินัยตามนัยอรรถกถามีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๔.๒ อาจารย์เหล่านั้นทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
๔.๑ มี ๔ ฯ คือ
ปัพพชาจารย์ ๑
อุปสัมปทาจารย์ ๑
นิสสยาจารย์ ๑
อุทเทสาจารย์ ๑ ฯ
๔.๒ ทำหน้าที่ต่างกัน คือ
ปัพพชาจารย์ ทำหน้าที่ให้สรณคมน์เมื่อบรรพชา
อุปสัมปทาจารย์ ทำหน้าที่สวดกรรมวาจาเมื่ออุปสมบท
นิสสยาจารย์ ทำหน้าที่ให้นิสัย
อุทเทสาจารย์ ทำหน้าที่สอนธรรม ฯ
๕.
๕.๑ คำว่า ถือนิสัย หมายความว่าอะไร ?
๕.๒ จงเขียนคำขอนิสัยอาจารย์พร้อมทั้งคำแปล
ตอบ
๕.๑ หมายความว่า ยอมตนอยู่ในความปกครองของพระเถระผู้มีคุณสมบัติควรปกครองตนได้ ยอมตนให้ท่านปกครองพึ่งพิงพำนักอาศัยท่าน ฯ
๕.๒ คำขอนิสัยอาจารย์ว่าดังนี้ ” อาจริโย เม ภนฺเต โหหิ , อายสฺมโต นิสฺสาย วจฺฉามิ ” ซึ่งแปลว่า ” ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักอยู่อาศัยท่าน ” ฯ
๖.
๖.๑ ภิกษุเช่นไร ชื่อว่า นวกะ มัชฌิมะ เถระ ?
๖.๒ วัตรอันภิกษุควรประพฤติในคำว่า วตฺตสมฺปนฺโน นั้นคืออะไรบ้าง ?
ตอบ
๖.๑ ภิกษุมีพรรษาไม่ถึง ๕ เรียกว่า นวกะ
ภิกษุมีพรรษาตั้งแต่ ๕ ขึ้นไป แต่ยังไม่ถึง ๑๐ เรียกว่า มัชฌิมะ
ภิกษุมีพรรษาตั้งแต่ ๑๐ ขึ้นไป เรียกว่า เถระ ฯ
๖.๒

๑) กิจวัตร ว่าด้วยกิจอันควรทำ

๒) จริยาวัตร ว่าด้วยมารยาทอันควรประพฤติ
๓) วิธีวัตร ว่าด้วยแบบอย่าง ฯ
๗.
๗.๑ ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาไม่ขาดย่อมได้อานิสงส์เท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๗.๒ ภิกษุพึงประชุมกันสวดพระปาฏิโมกข์ในวันเช่นไรบ้าง ?
ตอบ
๗.๑ ได้อานิสงส์ ๕ ฯ คือ
๑) เที่ยวไปโดยไม่ต้องบอกลาตามสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรค
๒) เที่ยวจาริกไปไม่ต้องนำไตรจีวรไปครบสำรับ
๓) ฉันคณโภชน์ และปรัมปรโภชน์ได้
๔) เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
๕) จีวรที่เกิดขึ้นในที่นั้น จักเป็นของได้แก่พวกเธอ ฯ
๗.๒ ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ วันแรม ๑๕ ค่ำ หรือ ๑๔ ค่ำและวันสามัคคี ฯ
๘.
๘.๑ ภิกษุจำพรรษา ๑ รูป ๒, ๓, ๔, ๕ รูป เมื่อถึงวันปวารณาพึงปฏิบัติอย่างไร ?
๘.๒ เหตุที่ทำให้เลื่อนปวารณาได้มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๘.๑ พึงปฏิบัติอย่างนี้
ภิกษุ ๑ รูป พึงอธิษฐานเป็นการบุคคล
ภิกษุ ๒, ๓, ๔ รูป พึงทำคณะปวารณา
ภิกษุ ๕ รูปขึ้นไปพึงทำสังฆปวารณา ฯ
๘.๒ มี ๒ อย่าง ฯ คือ
๑) ภิกษุเข้ามาสมทบปวารณาด้วยหมายจะคัดค้านผู้นั้นผู้นี้ ทำให้เกิดอธิกรณ์ขึ้น
๒) อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ปวารณาแล้วต่างจะจากกันจาริกไปเสีย ฯ
๙.
๙.๑ การทำนอกรีตนอกรอยของสมณะ เรียกว่าอะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๙.๒ จงบอกความหมายของแต่ละอย่างด้วย ?
ตอบ
๙.๑ เรียกว่า อุปปถกิริยา ฯ มี ๓ อย่าง ฯ คือ อนาจาร ๑ ปาปสมาจาร ๑ อเนสนา ๑ ฯ
๙.๒ ความประพฤติไม่ดีไม่งาม และเล่นมีประการต่าง ๆ จัดเข้าในอนาจาร
ความประพฤติเลวทราม จัดเข้าในปาปสมาจาร
ความเลี้ยงชีพไม่สมควร จัดเข้าในอเนสนา ฯ
๑๐.
๑๐.๑ ลหุภัณฑ์ และครุภัณฑ์ที่เป็นของสงฆ์ คือของเช่นไร ? อย่างไหนแจกกันได้และไม่ได้ ?
๑๐.๒ วินัยกรรม กับสังฆกรรม ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
๑๐.๑
ลหุภัณฑ์ คือของเบา มีบิณฑบาต เภสัช กับบริขารที่จะใช้สำหรับตัว คือบาตร จีวร ประคดเอว เข็ม มีดพับ มีดโกน เป็นของที่แจกกันได้ ฯ
ครุภัณฑ์ คือของหนัก ไม่ใช่ของสำหรับใช้สิ้นไป เป็นของควรรักษาไว้ได้นาน เป็นเครื่องใช้ในเสนาสนะ หรือเป็นตัวเสนาสนะเอง ตลอดถึงกุฎีและที่ดิน เป็นของที่แจกกันไม่ได้ ฯ
๑๐.๒
กรรมที่ภิกษุแต่ละรูปหรือหลายรูปจะพึงกระทำตามพระวินัย เช่น การแสดงอาบัติ อธิษฐาน วิกัป เป็นต้น เรียกว่าวินัยกรรม
กรรมที่ภิกษุครบองค์สงฆ์จตุวรรคเป็นต้น พึงทำเป็นการสงฆ์ เช่นอปโลกนกรรม ญัตติกรรม เป็นต้น เรียกว่าสังฆกรรม ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๕

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๕
,
๑.
๑.๑ อภิสมาจารคืออะไร ? แบ่งเป็นกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
๑.๒ ขันธ์แห่งจีวรประกอบด้วยอะไรบ้าง ? ทรงมีพระพุทธานุญาตไว้อย่างไร ?
ตอบ
๑.๑ คือธรรมเนียมของภิกษุ แบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ ข้อห้าม ๑ ข้ออนุญาต ๑ ฯ
๑.๒ ประกอบด้วยมณฑล อัฑฒมณฑล และอัฑฒกุสิ ฯ ทรงมีพุทธานุญาตไว้ว่า จีวรผืนหนึ่งให้มีขันธ์ไม่น้อยกว่า ๕ เกินกว่านั้นใช้ได้ แต่ให้เป็นขันธ์ที่เป็นคี่ คือ ๗, ๙, ๑๑ เป็นต้น ฯ
๒.
๒.๑ ในบาลีแสดงเหตุนิสัยจะระงับจากอุปัชฌาย์ไว้เท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๒.๒ ภิกษุผู้ควรจะได้นิสัยมุตตกะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๒.๑ แสดงไว้ ๕ ประการคือ
อุปัชฌาย์หลีกไปเสีย ๑
สึกเสีย ๑
ตายเสีย ๑
ไปเข้ารีตเดียรถีย์ ๑
สั่งบังคับ ๑ ฯ
๒.๒ มีคุณสมบัติ คือ
๑) เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีวิริยะ มีสติ
๒) เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล อาจาระ ความเห็นชอบ เคยได้ยินได้ฟังมาก มีปัญญา
๓) รู้จักอาบัติ มิใช่อาบัติ อาบัติเบา อาบัติหนัก ทรงปาติโมกข์ ทั้งมีพรรษา ๕ ฯ
๓.
๓.๑ อุปัชฌาย์ประณามสัทธิวิหาริกผู้ประพฤติมิชอบด้วยเหตุอะไรบ้าง ?
๓.๒ อาการที่อุปัชฌาย์ประณามสัทธิวิหาริกพึงทำอย่างไร ?
ตอบ
๓.๑ ด้วยเหตุดังนี้ คือ หาความรักใคร่ในอุปัชฌาย์มิได้ ๑ หาความเลื่อมใสมิได้ ๑ หาความละอายมิได้ ๑ หาความเคารพมิได้ ๑ หาความหวังดีต่อมิได้ ๑ ฯ
๓.๒ พึงพูดให้รู้ว่าตนไล่เธอเสีย ในบาลีแสดงไว้ว่า เราประณามเธอ เธออย่าเข้ามา ณ ที่นี้ จงขนบาตรจีวรของเธอออกไปเสีย หรือเธอไม่ต้องอุปัฏฐากเราดังนี้ หรือแสดงอาการทางกายให้รู้อย่างนั้นก็ได้ ฯ
๔.
๔.๑ ภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะ ไปสู่อาวาสอื่น พึงประพฤติให้ถูกธรรมเนียมอย่างไร ?
๔.๒ ภิกษุผู้เข้าไปรับบิณฑบาตในละแวกบ้าน พึงประพฤติให้ถูกธรรมเนียมอย่างไร ?
ตอบ
๔.๑ พึงประพฤติดังนี้
๑) ทำความเคารพในท่าน
๒) แสดงความเกรงใจเจ้าของถิ่น
๓) แสดงอาการสุภาพ
๔) แสดงอาการสนิทสนมกับเจ้าของถิ่น
๕) ถ้าจะอยู่ที่นั่น ควรประพฤติให้ถูกธรรมเนียมของเจ้าของถิ่น
๖) ถือเสนาสนะแล้วอย่าดูดาย เอาใจใส่ชำระปัดกวาดให้หมดจด จัดตั้งเครื่องเสนาสนะให้เป็นระเบียบ ฯ
๔.๒ พึงประพฤติอย่างนี้
๑) นุ่งห่มให้เรียบร้อย
๒) ถือบาตรในภายในจีวร
๓) สำรวมกิริยาให้เรียบร้อย
๔) กำหนดทางเข้าทางออกแห่งบ้าน
๕) รับบิณฑบาตด้วยอาการสำรวม ฯ
๕.
๕.๑ ภิกษุผู้เข้าไปในเจติยสถาน ควรปฏิบัติอย่างไร ?
๕.๒ ภิกษุได้ชื่อว่า “กุลปสาทโก ผู้ยังตระกูลให้เลื่อมใส” เพราะมีปฏิปทาอย่างไร ?
ตอบ
๕.๑ ควรปฏิบัติอย่างนี้ คือไม่กั้นร่ม ไม่สวมรองเท้า ไม่ห่มคลุมเข้าไป ไม่แสดงอาการดูหมิ่นต่าง ๆ เช่นพูดเสียงดัง และนั่งเหยียดเท้าเป็นต้น ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และไม่ถ่มเขฬะในลานพระเจดีย์ ฯ
๕.๒ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระ ไม่ทอดตนเป็นคนสนิทของสกุลโดยฐานเป็นคนเลว และไม่รุกรานตัดรอนแสดงเมตตาจิต ประพฤติพอดีพองาม ยังความเลื่อมใสให้เกิดในตน ฯ
๖.
๖.๑ ดิถีที่กำหนดให้เข้าจำพรรษาในบาลีกล่าวไว้เท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๖.๒ สัตตาหกรณียะ และ สัตตาหกาลิก มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
๖.๑ กล่าวไว้ ๒ คือ
๑) ปุริมิกา วัสสูปนายิกา วันเข้าพรรษาต้น คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘
๒) ปัจฉิมิกา วัสสูปนายิกา วันเข้าพรรษาหลัง คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ฯ
๖.๒ สัตตาหกรณียะ คือในพรรษา ภิกษุมีกิจจำเป็นต้องไปแรมคืนที่อื่น แต่กลับมาภายใน ๗ วัน ส่วนสัตตาหกาลิก คือของที่รับประเคนแล้วเก็บไว้บริโภคได้ ๗ วัน ฯ
๗.
๗.๑ ผู้ทำและอาการที่ทำ ในการทำอุโบสถ มีอะไรบ้าง ?
๗.๒ การทำอุโบสถต้องพร้อมด้วยองค์อย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๗.๑ ผู้ทำมี ๓ คือสงฆ์ คณะ และบุคคล ฯ อาการที่ทำมี ๓ คือสวดปาฏิโมกข์ บอกความบริสุทธิ์ และอธิษฐาน ฯ
๗.๒ พร้อมด้วยองค์ ๔ คือ
๑) วันนั้นเป็นวันอุโบสถที่ ๑๔ หรือ ๑๕ หรือวันสามัคคี วันใดวันหนึ่ง
๒) ภิกษุผู้เข้าประชุมครบองค์ประชุม คือตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป
๓) พวกเธอไม่ต้องสภาคาบัติ
๔) บุคคลที่จำต้องเว้น ไม่มีในที่ประชุมนั้น ฯ
๘.
๘.๑ วันปวารณา และอาการที่กระทำ คืออะไรบ้าง ?
๘.๒ การตั้งญัตติในสังฆปวารณามีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๘.๑
วันปวารณามี ๓ คือ จาตุททสี ที่ ๑๔ ค่ำ ๑, ปัณณรสี ที่ ๑๕ ค่ำ ๑, สามัคคีวันที่ภิกษุสงฆ์พร้อมเพรียงกัน ๑ ฯ
อาการที่กระทำมี ๓ คือปวารณาต่อที่ประชุม ๑, ปวารณากันเอง ๑, อธิษฐานใจ ๑ ฯ
๘.๒ มี ๕ อย่าง คือ
เตวาจิกาญัตติ ๑
เทววาจิกาญัตติ ๑
เอกวาจิกาญัตติ ๑
สมานวัสสิกาญัตติ ๑
สัพพสังคาหิกาญัตติ ๑ ฯ
๙.
๙.๑ ภิกษุไม่สังวรในอุปปถกิริยา จะพึงได้รับโทษอย่างไรบ้าง ?
๙.๒ การแสวงหาเช่นไรจัดเป็นโลกวัชชะ มีโทษทางโลก ? เช่นไรจัดเป็นปัณณัตติวัชชะ มีโทษทางพระบัญญัติ ?
ตอบ
๙.๑ ปรับเป็นอาบัติทุกกฏ และเป็นฐานที่สงฆ์จะพึงลงโทษ ๔ สถาน อย่างใดอย่างหนึ่งตามโทษานุโทษ คือ
๑) ตัชชนียกรรมตำหนิโทษ
๒) นิยสกรรมถอดยศ คือถอดความเป็นผู้ใหญ่
๓) ปัพพาชนียกรรม ขับไล่จากวัด
๔) ปฏิสารณียกรรมให้หวนระลึกถึงความผิด ฯ
๙.๒
การแสวงหาในทางบาป เช่นทำโจรกรรมและหลอกลวง และในทางที่โลกเขาดูหมิ่น จัดเป็นโลกวัชชะ ฯ
การแสวงหาในทางผิดธรรมเนียมของภิกษุ แม้ไม่มีโทษแก่คนพวกอื่น จัดเป็นปัณณัตติวัชชะ ฯ
๑๐.
๑๐.๑ ในบาลีแสดงลักษณะการถือวิสาสะไว้อย่างไรบ้าง ?
๑๐.๒ เหตุที่ควรถือเป็นประมาณ ๕ ประการให้บริขารขาดอธิษฐาน มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๑๐.๑ แสดงไว้อย่างนี้ คือ
๑) เป็นผู้เคยได้เห็นกันมา
๒) เป็นผู้เคยคบกันมา
๓) ได้พูดกันไว้
๔) ยังมีชีวิตอยู่
๕) รู้ว่าของนั้น เราถือเอาแล้ว เจ้าของจักพอใจ ฯ
๑๐.๒ มีดังนี้ คือ
๑) ให้แก่ผู้อื่น
๒) ถูกโจรชิงเอาไปหรือลักเอาไป
๓) มิตรถือเอาด้วยวิสาสะ
๔) ถอนเสียจากอธิษฐาน
๕) เป็นช่องทะลุ ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๖

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖
,
๑.
๑.๑ สิกขาบทนอกพระปาฏิโมกข์ เรียกว่าอะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๑.๒ ภิกษุล่วงละเมิดสิกขาบทนอกพระปาฏิโมกข์นั้น ต้องอาบัติโดยตรงอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๑.๑ เรียกว่าอภิสมาจาร ฯ มี ๒ อย่าง คือ เป็นข้อห้าม ๑ เป็นข้ออนุญาต ๑ ฯ
๑.๒ ต้องอาบัติโดยตรง ๒ อย่าง คือ ถุลลัจจัย ๑ ทุกกฏ ๑ ฯ
๒.
บริขารต่อไปนี้ได้แก่อะไรบ้าง ?
๒.๑ บริขารเครื่องบริโภค
๒.๒ บริขารเครื่องอุปโภค
ตอบ
๒.๑ ได้แก่ ไตรจีวร ผ้าปูนอน ผ้าเช็ดหน้าเช็ดปาก ผ้านิสีทนะ บาตร ฯ
๒.๒ ได้แก่ กล่องเข็ม เครื่องกรองน้ำ มีดโกน หินสำหรับลับ เครื่องสะบัดร่ม รองเท้า ฯ
๓.
๓.๑ การแสดงความเคารพได้แก่กิริยาเช่นไร ?
๓.๒ ภิกษุควรงดทำความเคารพกันในเวลาใดบ้าง ? จงตอบมา ๕ ข้อ
ตอบ
๓.๑ ได้แก่ การกราบไหว้ การลุกรับ การทำอัญชลี การทำสามีจิกรรม ฯ
๓.๒ ในเวลาดังต่อไปนี้ (ตอบมา ๕ ข้อ)
๑) ในเวลาประพฤติวุฏฐานวิธี คือ อยู่กรรมเพื่อออกจากอาบัติสังฆาทิเสส
๒) ในเวลาถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม
๓) ในเวลาเปลือยกาย
๔) ในเวลาเข้าบ้านหรือเดินอยู่ตามทาง
๕) ในเวลาอยู่ในที่มืดแลไม่เห็นกัน
๖) ในเวลาที่ท่านไม่รู้
๗) ในเวลาขบฉันอาหาร
๘) ในเวลาถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ฯ
๔.
๔.๑ ท่านห้ามไม่ให้จำพรรษาตลอด ๔ เดือนฤดูฝนนั้น เพราะเหตุไร ?
๔.๒ อีก ๗ วันจะถึงวันปวารณา ภิกษุทำสัตตาหกรณียะไปปวารณาที่วัดอื่น เธอจะได้รับอานิสงส์การจำพรรษาหรือไม่ ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
๔.๑ เพราะต้องการเดือนท้ายฤดูฝนไว้เป็นจีวรกาล คราวแสวงหาจีวร คราวทำจีวรเพื่อผลัด ผ้าไตรจีวรเดิม ฯ
๔.๒ ได้รับอานิสงส์การจำพรรษาเหมือนกัน เพราะวันสุดท้ายแห่งวันจำพรรษาตกอยู่ในวันที่ ๗ ในที่อื่นบ่งให้กลับใน ๗ วันนั้นเพราะยังไม่สิ้นกำหนดวันจำพรรษา ฯ
๕.
๕.๑ ภิกษุพึงประชุมกันสวดพระปาฏิโมกข์ในวันเช่นไรบ้าง ?
๕.๒ กำลังสวดพระปาฏิโมกข์ค้างอยู่ หากมีภิกษุอื่นมาถึงเข้าจะปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
๕.๑ ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ วันแรม ๑๕ ค่ำ หรือ ๑๔ ค่ำ และวันสามัคคี ฯ
๕.๒ ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ถ้าภิกษุผู้มาใหม่มากกว่าต้องสวดใหม่ ถ้าเท่ากัน หรือน้อยกว่า พึงสวดส่วนที่เหลือต่อ ฯ
๖.
๖.๑ สังฆปวารณา คืออะไร ?
๖.๒ คำบอกปาริสุทธิว่าอย่างไร ?
ตอบ
๖.๑ คือ ปวารณาเป็นการสงฆ์ มีภิกษุประชุมตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป ฯ
๖.๒ ว่าดังนี้
สำหรับผู้แก่พรรษากว่าว่า “ปริสุทฺโธ อหํ อาวุโส ปริสุทฺโธติ มํ ธาเรหิ” ว่า ๓ หน
สำหรับผู้อ่อนพรรษากว่าว่า “ปริสุทฺโธ อหํ ภนฺเต ปริสุทฺโธติ มํ ธาเรถ” ว่า ๓ หน ฯ
๗.
ความประพฤติต่อไปนี้ จัดเข้าในอุปปถกิริยาข้อไหน ?
๗.๑ ชอบเล่นคะนอง ร้องรำทำเพลง
๗.๒ ชอบด่าว่า เสียดสี เปรียบเปรยเขา ยุยงให้เขาแตกกัน
ตอบ
๗.๑ จัดเข้าในข้ออนาจาร ความประพฤติไม่ดีไม่งาม ฯ
๗.๒ จัดเข้าในข้อปาปสมาจาร ความประพฤติเลวทราม ฯ
๘.
๘.๑ อุททิสมังสะ ได้แก่เนื้อเช่นไร ?
๘.๒ ภิกษุฉันเนื้องู เนื้อมนุษย์ ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
๘.๑ อุททิสมังสะ ได้แก่เนื้อที่เป็นกัปปิยะโดยกำเนิดและเขาทำให้สุกแล้ว แต่เป็นของที่เขาฆ่าเพื่อทำเป็นอาหารถวายพระภิกษุโดยตรง ฯ
๘.๒ ภิกษุฉันเนื้องู ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ ฉันเนื้อมนุษย์ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯ
๙.
๙.๑ วินัยกรรม คืออะไร ? มีกี่อย่าง อะไรบ้าง ?
๙.๒ การทำวินัยกรรมมีจำกัดบุคคลหรือสถานที่ไว้อย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๙.๑ คือ การทำกิจตามพระวินัย ฯ มี ๓ อย่าง คือ
๑) การแสดงอาบัติ
๒) การอธิษฐาน
๓) การวิกัป ฯ
๙.๒ มีจำกัดบุคคลหรือสถานที่ดังนี้
๑) แสดงอาบัติต้องแสดงแก่ภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกัน
๒) อธิษฐานต้องทำเอง
๓) วิกัปต้องทำแก่สหธรรมิกทั้ง ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี รูปใดรูปหนึ่ง ฯ ส่วนสถานที่ห้ามไม่ให้ทำในที่มืด แต่ในที่นอกสีมา ก็ทำได้ ฯ
๑๐.
๑๐.๑ วิบัติของภิกษุในทางพระวินัยมีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๑๐.๒ จงให้ความหมายของวิบัติแต่ละอย่างนั้นพอได้ใจความ ?
ตอบ
๑๐.๑ มี ๔ คือ
๑) สีลวิบัติ
๒) อาจารวิบัติ
๓) ทิฏฐิวิบัติ
๔) อาชีววิบัติ ฯ
๑๐.๒
ความเสียแห่งศีล ชื่อว่าสีลวิบัติ
ความเสียมารยาท ชื่อว่าอาจารวิบัติ
ความเห็นผิดธรรมผิดวินัย ชื่อว่าทิฏฐิวิบัติ
ความเสียแห่งการเลี้ยงชีพ ชื่อว่าอาชีววิบัติ ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๗

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
,
๑.
ในพระวินัยส่วนอภิสมาจาร มีพระพุทธบัญญัติให้รักษาความสะอาดเกี่ยวกับร่างกายไว้อย่างไร ? การเคี้ยวไม้ชำระฟันมีประโยชน์อย่างไร ?
ตอบ
มีพระพุทธบัญญัติว่าด้วยกายบริหารไว้ว่า
ห้ามไว้ผมยาว ๑
ห้ามไว้หนวดเครา ๑
ห้ามไว้เล็บยาว ๑
ห้ามไว้ขนจมูกยาว ๑
เมื่อถ่ายอุจจาระแล้ว มีน้ำอยู่ จะไม่ชำระไม่ได้ ๑
อนุญาตให้ใช้ไม้ชำระฟัน ๑
น้ำดื่มให้กรองก่อน ๑ ฯ
มีประโยชน์ คือ
๑. ฟันไม่สกปรก
๒. ปากไม่เหม็น
๓. เส้นประสาทรับรสหมดจดดี
๔. เสมหะไม่หุ้มอาหาร
๕. ฉันอาหารมีรส ฯ
๒.
บริขารเหล่านี้คือ ไตรจีวร ฟูกเตียง (ที่นอน) หมอนหนุนศีรษะ เตียง ผ้าปูนอน ผ้าเช็ดหน้า ฟูกตั่ง (เบาะ) ผ้านิสีทนะ อย่างไหนเป็นบริขารบริโภค อย่างไหนเป็นบริขารเสนาสนะ ?
ตอบ
ไตรจีวร ผ้าปูนอน ผ้าเช็ดหน้า ผ้านิสีทนะ จัดเป็นบริขารเครื่องบริโภค ฟูกเตียง (ที่นอน) หมอนหนุนศีรษะ เตียง ฟูกตั่ง (เบาะ) จัดเป็นบริขารเสนาสนะ ฯ
๓.
ในพระวินัย ทรงอนุญาตบาตรไว้กี่ชนิด ? อะไรบ้าง ? และมีธรรมเนียมระวังรักษาบาตรอย่างกวดขันไว้อย่างไร ?
ตอบ
ทรงอนุญาตไว้ ๒ ชนิด คือ
บาตรดินเผา (สุมดำสนิท) ๑
บาตรเหล็ก ๑ ฯ
มีธรรมเนียม คือ ห้ามวางบาตรในที่ ๆ บาตรจะตกแตก ห้ามคว่ำบาตรไว้บนพื้นแข็ง ห้ามแขวนบาตร และห้ามใช้บาตรต่างกระโถน ห้ามเก็บบาตรทั้งยังเปียก มีบาตรอยู่ในมือห้ามผลักบานประตู เป็นต้น ฯ
๔.
จงให้ความหมายของคำดังต่อไปนี้
ก. นิสสัย
ข. วัตร
ค. อุปัชฌายะ
ง. อาจารย์
จ. สัทธิวิหาริกวัตร
ตอบ
ก. นิสสัย คือ กิริยาที่พึ่งพิง
ข. วัตร คือแบบอย่าง อันภิกษุควรประพฤติในกาล สถานที่ กิจ และบุคคล
ค. อุปัชฌายะ คือ ภิกษุผู้รับให้สัทธิวิหาริกพึ่งพิง
ง. อาจารย์ คือ ภิกษุผู้รับให้อันเตวาสิกพึ่งพิง
จ. สัทธิวิหาริกวัตร คือ หน้าที่อันอุปัชฌายะจะพึงทำแก่สัทธิวิหาริก ฯ
๕.
กิจวัตรที่สัทธิวิหาริกควรทำแก่พระอุปัชฌาย์ในข้อว่า เคารพในท่าน นั้น ในบาลีท่านแสดงไว้อย่างไร ?
ตอบ
ในบาลีแสดงการเดินตามท่าน ไม่ชิดนัก ไม่ห่างนัก และไม่พูดสอดในขณะที่ท่านกำลังพูด เมื่อท่านพูดผิด ไม่ทักหรือค้านอย่างจัง ๆ พูดอ้อมพอท่านได้สติรู้สึกตัวจึงจะเป็นการดี ฯ
๖.
การตั้งญัตติกรรม ในเวลาทำอุโบสถ มีคำว่า ปตฺตกลฺลํ แปลว่า ความพรั่งพร้อม นั้นหมายความว่าอย่างไร ?
ตอบ
หมายความว่า การทำอุโบสถกรรมนั้น ต้องประกอบด้วยองค์ ๔ คือ
๑. วันนั้น เป็นวันอุโบสถที่ ๑๔ หรือ ๑๕ หรือวันสามัคคี วันใดวันหนึ่ง
๒. ภิกษุประชุมครบองค์ประชุม
๓. พวกเธอไม่ต้องสภาคาบัติ
๔. บุคคลที่ควรเว้นไม่มีในที่ประชุม ฯ
๗.
ในอาวาสแห่งหนึ่งมีภิกษุจำพรรษาแรก ๔ รูป พรรษาหลัง ๒ รูป เมื่อถึงวันปวารณาแรก (เพ็ญเดือน ๑๑) และวันปวารณาหลัง (เพ็ญเดือน ๑๒) ทั้ง ๖ รูปนั้นพึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
เมื่อถึงวันปวารณาแรก ทั้ง ๖ รูปพึงประชุมกันแล้ว ตั้งสังฆญัตติ ภิกษุผู้จำพรรษาแรก ๔ รูปพึงปวารณา เมื่อเสร็จแล้วภิกษุอีก ๒ รูปพึงทำปาริสุทธิอุโบสถ ในสำนักภิกษุ ๔ รูปนั้น เมื่อถึงวันปวารณาหลัง พึงประชุมกัน ๖ รูปเช่นเดียวกันแล้ว ภิกษุผู้จำพรรษาแรก ๔ รูป พึงตั้งญัตติสวดปาฏิโมกข์ เมื่อจบแล้วภิกษุ ๒ รูป พึงปวารณาในสำนักภิกษุ ๔ รูปนั้น ฯ
๘.
ภิกษุบิณฑบาตได้สับปะรดแล้ว นำมาฉันรวมกับน้ำตาลทรายและเกลือซึ่งรับประเคน

ไว้แล้ว ๒ วัน จะต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ? เพราะเหตุไร ?

ตอบ
ต้องปาจิตตีย์ เพราะน้ำตาลเป็นสัตตาหกาลิก เกลือเป็นยาวชีวิก เมื่อฉันร่วมกับสับปะรดซึ่งเป็นยาวกาลิก จึงมีคติเป็นยาวกาลิก ทำให้ต้องปาจิตตีย์ เพราะฉันของเป็นสันนิธิ ฯ
๙.
ภัณฑะเช่นไรที่จัดเป็นของสงฆ์ ? กำหนดไว้กี่ประเภท ? อะไรบ้าง ? บิณฑบาต กุฎี ที่ดิน จีวร ประคดเอว และเสนาสนะ เป็นภัณฑะประเภทไหน ?
ตอบ
ภัณฑะที่เขาถวายเป็นสาธารณะแก่หมู่ภิกษุ ไม่เฉพาะตัว หรือภัณฑะอันภิกษุรับก็ดี ปกครองหวงห้ามไว้ก็ดีด้วยความเป็นสาธารณะแก่หมู่ภิกษุ จัดเป็นของสงฆ์ ฯ
กำหนดไว้ ๒ ประเภทคือ ครุภัณฑ์ ๑ ลหุภัณฑ์ ๑ ฯ บิณฑบาต จีวร ประคดเอว จัดเป็นลหุภัณฑ์ กุฎี ที่ดิน และเสนาสนะ จัดเป็นครุภัณฑ์ ฯ
๑๐.
มหาปเทส คืออะไร ? น้ำตาลสด มิได้ทรงอนุญาตไว้โดยตรงให้ภิกษุฉันได้เหมือนน้ำอ้อย แต่ฉันได้เพราะอะไร ? จงตอบให้มีหลัก
ตอบ
คือ ข้อสำหรับอ้างใหญ่ ฯ แม้มิได้ทรงอนุญาตไว้โดยตรงก็จริง แต่เพราะน้ำตาลสดเป็นของมีรสหวานเช่นกับอ้อย ชื่อว่าเป็นของเข้ากันกับรสแห่งอ้อย ดังมีระบุไว้ในมหาปเทศ ๔ ข้อว่า สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งเป็นกัปปิยะ ขัดกันต่อสิ่งเป็นอกัปปิยะ สิ่งนั้นควร ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๘

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๒๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๘
,
๑.
ภิกษุผู้ละเมิดสิกขาบทนอกพระปาฏิโมกข์ต้องอาบัติอะไรได้บ้าง ?
ตอบ
ต้องอาบัติถุลลัจจัย และ ทุกกฏ ฯ
๒.
พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุไว้ผมได้ยาวที่สุดเท่าไร ? ไว้ได้นานที่สุดเท่าไร ?
ตอบ
ไม่เกิน ๒ นิ้ว ฯ ไม่เกิน ๒ เดือน ฯ
๓.
ภิกษุไม่ต้องนำผ้าไตรจีวรไปครบสำรับ มีพระพุทธานุญาตไว้ในกรณีใดบ้าง ?
ตอบ
๑. ในกรณีเข้าบ้านมีพระพุทธานุญาตไว้อย่างนี้ คือ
๑. คราวเจ็บไข้
๒. สังเกตเห็นว่าฝนจะตก
๓. ไปสู่ฝั่งแม่น้ำ
๔. วิหารคือกุฎีคุ้มได้ด้วยดาล
๕. ได้รับอานิสงส์พรรษา
๖. ได้กรานกฐิน ฯ
๒. ในกรณีต้องไปค้างแรมที่อื่น มีพระพุทธานุญาตไว้อย่างนี้ คือ
๑. ได้รับอานิสงส์พรรษา
๒. ได้กรานกฐิน ฯ
๔.
ในพระวินัยส่วนอภิสมาจาร มีพระพุทธบัญญัติสำหรับพระภิกษุผู้รับถือเสนาสนะของสงฆ์ ควรเอาใจใส่รักษาเสนาสนะอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๑. อย่าทำเปรอะเปื้อน
๒. ชำระให้สะอาด
๓. ระวังไม่ให้ชำรุด
๔. รักษาเครื่องเสนาสนะ
๕. ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ให้มีพร้อม
๖. ของใช้สำหรับเสนาสนะหนึ่ง อย่าเอาไปใช้ในที่อื่นให้กระจัดกระจาย ฯ
๕.
วัตร ๓ คืออะไรบ้าง ? ภิกษุเหยียบผ้าขาวอันเขาลาดไว้ในที่นิมนต์ผิดวัตรข้อไหน ? มีโทษให้เกิดความเสียหายอย่างไร ?
ตอบ
คือ กิจวัตร ๑ จริยาวัตร ๑ วิธิวัตร ๑ ฯ ผิดวัตรข้อจริยาวัตร ฯ
มีโทษเป็นการเสียมารยาท ไม่ระวังกิริยา ทำให้ผ้าขาวมีรอยน่ารังเกียจ แม้ภิกษุอื่นจะนั่งก็รังเกียจ เป็นที่ตำหนิของบัณฑิตทั้งหลาย ฯ
๖.
ภิกษุพบพระเถระในเวลาเข้าบ้านหรือเดินอยู่ตามทาง ควรปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
ไม่ควรไหว้ ควรหลีกทาง ลุกรับ และให้อาสนะแก่ท่าน ฯ
๗.
อเนสนา คืออะไร ? ภิกษุทำอเนสนา ต้องอาบัติอะไรได้บ้าง ?
ตอบ
คือ กิริยาที่แสวงหาเลี้ยงชีพในทางไม่สมควร ฯ ปาราชิก สังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ และทุกกฏ ฯ
๘.
ความรู้ในการทำเสน่ห์ให้ชายหญิงรักกัน จัดเป็นดิรัจฉานวิชาเพราะเหตุไร ?
ตอบ
เพราะไม่เกี่ยวกับธรรมวินัย และเป็นข้อสงสัยว่าลวง ทำให้หลง ไม่ใช่ความรู้จริง ผู้บอกเป็นผู้ลวง ผู้เรียนเป็นผู้หัดเพื่อลวง หรือเป็นผู้หลง ฯ
๙.
สภาคาบัติ คืออาบัติเช่นไร ?
ตอบ
คือ อาบัติที่ภิกษุต้องเหมือนกันเพราะล่วงละเมิดสิกขาบทเดียวกัน ฯ
๑๐.
การอธิษฐานเข้าพรรษา กับปวารณาออกพรรษา ทั้ง ๒ นี้ อย่างไหนกำหนดด้วยสงฆ์เท่าไร ? และกำหนดเขตอย่างไร ?
ตอบ
การอธิษฐานเข้าพรรษาไม่เป็นสังฆกรรมจึงไม่กำหนดด้วยสงฆ์ แต่เป็นธรรมเนียมให้พร้อมเพรียงกันอธิษฐานในที่ใดก็ได้ แต่ท่านห้ามจำพรรษาในที่ไม่สมควร เช่น ในโพรงไม้ บนค่าคบไม้ ในตุ่ม หรือในกระท่อมผี เป็นต้น ฯ และให้กำหนดบริเวณอาวาสเป็นเขต ฯ
การปวารณาเป็นสังฆกรรมกำหนดสงฆ์ ๕ รูปขึ้นไป ฯ และกำหนดให้ทำภายในเขตสีมา ถ้าต่ำกว่า ๕ รูปท่านให้ปวารณาเป็นการคณะ ถ้ารูปเดียวให้อธิษฐานเป็นการบุคคล ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๙

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙
,
๑.
อภิสมาจาร คืออะไร ? ภิกษุล่วงละเมิดจะเกิดความเสียหายอย่างไร ?
ตอบ
คือธรรมเนียมของภิกษุ ฯ
ถ้าละเมิดบ้าง ย่อมเสียหายน้อย ถ้าละเมิดเป็นนิตย์ ธรรมเนียมย่อมเสื่อม ภิกษุจะแตกเป็น ๒ พวก คือเคร่งและไม่เคร่ง ฯ
๒.
ภิกษุพึงปฏิบัติเกี่ยวกับเล็บมือเล็บเท้าอย่างไร จึงถูกต้องตามอภิสมาจาร ?
ตอบ
พึงตัดพอเสมอเนื้อ ไม่พึงขัดเล็บด้วยมุ่งให้สวยงาม แต่เล็บเปื้อนจะขัดหรือแคะได้อยู่ ฯ
๓.
ภิกษุพึงใช้บริขารบริโภคและเครื่องอุปโภคอย่างไร จึงจะดูน่าเลื่อมใสของประชาชน ?
ตอบ
ภิกษุย่อมใช้สอยบริขารที่เป็นของปอนหรือเรียบ ๆ ไม่ใช้ของโอ่โถง ย่อมทำให้เกิดความเลื่อมใสแก่คนบางพวกที่เรียกว่า ลูขประมาณ ฯ
๔.
ผ้าสังฆาฏิ คือผ้าอะไร ? มีหลักฐานความเป็นมาอย่างไร ?
ตอบ
ผ้าห่มกันหนาวทรงอนุญาตเพื่อใช้ในฤดูหนาว ฯ
เรื่องว่า ในฤดูหนาวทรงให้ลองห่มจีวรผืนเดียวอยู่กลางแจ้ง พบว่าทนได้เพียงยามหนึ่ง ถ้าตลอดราตรีต้อง ๓ ชั้นจึงพอทนได้ จึงอนุญาตสังฆาฏิ ๒ ชั้นกับอุตตราสงค์ชั้นเดียว เป็น ๓ ชั้น ฯ
๕.
พระอุปัชฌาย์และสัทธิวิหาริก พึงปฏิบัติต่อกันอย่างไร จึงเจริญงอกงามในพระธรรมวินัย ?
ตอบ
ให้พระอุปัชฌาย์และสัทธิวิหาริกตั้งจิตสนิทสนมในกันและกัน ดุจบิดากับบุตร ต่างเคารพเชื่อฟังถูกกันอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัย ฯ
๖.
เมื่อสหธรรมิกอาพาธ ทรงให้ใครพยาบาล ? และทรงสั่งสอนภิกษุอาพาธไว้ว่าอย่างไร ?
ตอบ
ทรงให้ภิกษุเพื่อนสหธรรมิกเอาใจใส่รักษาพยาบาลกัน อย่าทอดธุระเสีย ฯ
ทรงสั่งสอนว่า ภิกษุทั้งหลาย มารดาและบิดาของเธอทั้งหลายไม่มี ถ้าพวกเธอจะไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจะพยาบาลพวกเธอ ภิกษุใดปรารถนาจะอุปัฏฐากเรา ขอให้ภิกษุนั้นพยาบาลภิกษุไข้เถิด ฯ
๗.
วิธิวัตร คืออะไร ? มีความสำคัญอย่างไร ?
ตอบ
คือวินัยที่ว่าด้วยแบบอย่าง เช่นแบบอย่างการห่มผ้าเป็นต้น ฯ
เป็นเหตุให้ภิกษุมีความประพฤติสม่ำเสมอ เช่นนุ่งห่มแบบเดียวกัน ถ้าไม่ใช้ก็ต้องมีวิธีใหม่ไม่เช่นนั้นจะค่อย ๆ สาบสูญจนไม่เหลืออะไร เมื่อถึงเวลานั้นพระสงฆ์ก็ไม่ต่างจากชาวบ้าน ฯ
๘.
การจำพรรษาของภิกษุมีวิธีอย่างไร ? จงอธิบายพอเข้าใจ
ตอบ
ในบาลีกล่าวเพียงให้ทำอาลัย คือผูกใจจะอยู่ที่นี้ ๓ เดือน แต่บัดนี้มีธรรมเนียมประชุมพร้อมกันกล่าวคำอธิษฐานว่า อิมสฺมิํ อาวาเส อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ ความว่า เราเข้าถึงฤดูฝนในอาวาสนี้ตลอด ๓ เดือน ฯ
๙.
การทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ บอกความบริสุทธิ์และการอธิษฐาน ทรงให้ทำในกรณีใด ?
ตอบ
ภิกษุ ๔ รูปขึ้นไป ให้สวดปาฏิโมกข์ ถ้า ๓ รูป ๒ รูป เรียกคณะ ให้บอกความบริสุทธิ์แก่กันและกัน ถ้ารูปเดียวเรียกบุคคล ให้อธิษฐานใจ คือคิดว่าวันนี้เป็นวันอุโบสถของเรา ฯ
๑๐.
คำว่า อธิษฐานในวินัยกรรม คืออะไร ? เปลี่ยนผ้าสังฆาฏิผืนใหม่ พึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
คือการตั้งบริขารที่ทรงอนุญาตไว้ใช้สำหรับตัวเอง (เช่นตั้งใจใช้จีวรผืนนั้น ไม่ใช้ผืนอื่น) ฯ
พึงพินทุผ้าสังฆาฏิผืนใหม่ว่า อิมํ พินฺทุกปฺปํ กโรมิ เราทำหมายด้วยจุดนี้ แล้วปัจจุทธรณ์คือยกเลิกผ้าสังฆาฏิเก่าว่า อิมํ สงฺฆาฏิํ ปจฺจุทฺธรามิ เรายกเลิกผ้าสังฆาฏิผืนนี้ จากนั้นอธิษฐานผ้าสังฆาฏิผืนใหม่ว่า อิมํ สงฺฆาฏิํ อธิฏฺฐามิ เราอธิษฐานผ้าสังฆาฏิผืนนี้ ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๐

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
๑.
อภิสมาจารมี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเป็นข้ออนุญาต อีกอย่างคืออะไร ? ปรับอาบัติอะไรบ้าง ?
ตอบ
อีกอย่างหนึ่ง คือข้อห้าม ฯ
ปรับอาบัติถุลลัจจัยและอาบัติทุกกฏ ฯ
๒.
ภิกษุใช้เครื่องนุ่งห่มของคฤหัสถ์ปกปิดกายแทนจีวร จะผิดหรือไม่ อย่างไร ?
ตอบ
แล้วแต่กรณี ในสมัยที่จีวรถูกไฟไหม้ ถูกโจรชิงไปเป็นต้น นุ่งห่มผ้าของคฤหัสถ์ได้ ห้ามเปลือยกาย ถ้าไม่ปกปิด ต้องทุกกฎ แต่ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นต้องทุกกฎ ฯ
๓.
วิธีใช้วิธีรักษาบาตรที่ถูกต้อง คืออย่างไร ?
ตอบ
ห้ามใช้บาตรต่างกระโถน คือทิ้งก้างปลา กระดูก เนื้อ หรืออื่น ๆ อันเป็นเดนในบาตร ห้ามล้างมือหรือบ้วนปากลงในบาตร มือเปื้อนจับบาตรก็ไม่ควร ฉันแล้วให้ล้าง ห้ามเก็บทั้งยังเปียก ให้ผึ่งแดดก่อน ห้ามผึ่งทั้งยังเปียก ให้เช็ดจนหมดน้ำจึงผึ่ง ห้ามผึ่งไว้นาน ให้ผึ่งสักครู่หนึ่ง ฯ
๔.
สัทธิวิหาริกคือใคร ? อุปัชฌาย์ควรมีใจเอื้อเฟื้อสัทธิวิหาริกของตนอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
ภิกษุถือภิกษุรูปใดเป็นอุปัชฌาย์ ก็เป็นสัทธิวิหาริกของภิกษุรูปนั้น ฯ
อุปัชฌาย์ควรมีใจเอื้อเฟื้อสัทธิวิหาริกของตนอย่างนี้
๑. เอาใจใส่ในการศึกษาของสัทธิวิหาริก
๒. สงเคราะห์ด้วยบาตร จีวร และบริขารอื่น ๆ ถ้าของตนไม่มีก็ขวนขวายให้
๓. ขวนขวายป้องกันหรือระงับความเสื่อมเสียอันจักมีหรือที่มีแล้วแก่สัทธิวิหาริก
๔. เมื่อสัทธิวิหาริกอาพาธ ทำการพยาบาล ฯ
๕.
ภายในพรรษาภิกษุมีเหตุให้ไปที่อื่น คิดจะกลับภายในวันนั้น มิได้ผูกใจสัตตาหะไว้ แต่มีเหตุขัดข้องให้กลับถึงเมื่ออรุณขึ้นแล้ว เช่นนี้ พรรษาขาดหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?
ตอบ
ถ้าไปด้วยธุระที่ทรงอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะ พรรษาไม่ขาด ฯ
เพราะยังอยู่ในพุทธานุญาต ทั้งจิตคิดจะกลับ ถ้าไปด้วยมิใช่ธุระที่เป็นสัตตาหกรณียะ พรรษาขาด ฯ
๖.
การสวดปาติโมกข์นั้น มีบุพพกิจอะไรบ้าง ? และภิกษุอาจต้องถุลลัจจัยด้วยเรื่องอะไรบ้าง ?
ตอบ
มีดังนี้ นำปาริสุทธิของภิกษุผู้อาพาธมา นำฉันทะของเธอมาด้วย บอกฤดู นับภิกษุ สั่งสอนนางภิกษุณี ฯ
ภิกษุรู้อยู่ว่าจะมีภิกษุอื่นมาร่วมทำอุโบสถด้วยอีก แต่นึกเสียว่า ช่างเถอะแล้วสวดปรับอาบัติถุลลัจจัย ฯ
๗.
ปวารณา คืออะไร ? มีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุเช่นไรทำปวารณาได้ ? และทำในวันไหน ?
ตอบ
คือการให้โอกาสแก่ภิกษุทั้งหลายเพื่อตักเตือนว่ากล่าวตนได้ ฯ
มีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาถ้วนไตรมาสทำปวารณาแทนอุโบสถ ฯ
ทำในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันเต็ม ๓ เดือน แต่วันจำพรรษา ฯ
๘.
ดิรัจฉานวิชาไม่ดีอย่างไร พระศาสดาจึงตรัสห้ามไว้ ไม่ให้บอกไม่ให้เรียน ?
ตอบ
เป็นความรู้ที่เขาสงสัยว่าลวงหรือหลง ผู้บอกเป็นผู้ลวง ผู้เรียนก็เป็นผู้หัดเพื่อจะลวงหรือเป็นผู้หลง ฉะนั้นพระศาสดาจึงตรัสห้ามไม่ให้ศึกษา ฯ
๙.
ยาวกาลิก กับ ยาวชีวิก ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ยาวกาลิก คือ อาหารที่เก็บได้ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวัน ได้แก่โภชนะ ๕ นมสด นมส้ม เป็นต้น
ยาวชีวิก คือ ส่วนประกอบยา บริโภคได้เสมอไปไม่มีจำกัดเวลาเมื่อมีเหตุได้แก่ รากไม้ น้ำฝาด ใบไม้ ผลไม้ ยางไม้ เกลือ เป็นต้น ฯ
๑๐.
อโคจร คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
คือบุคคลก็ดี สถานที่ก็ดี อันภิกษุไม่ควรไปสู่ ฯ
มีหญิงแพศยา ๑ หญิงหม้าย ๑ สาวเทื้อ ๑ ภิกษุณี ๑ บัณเฑาะก์ ๑ ร้านสุรา ๑ ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๑

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑
,
๑.
อภิสมาจาร คืออะไร ? ปรับอาบัติได้กี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
คือธรรมเนียมของภิกษุ ฯ ปรับอาบัติได้ ๒ อย่าง ฯ คือถุลลัจจัยและทุกกฎ ฯ
๒.
มีข้อกำหนดในการไว้ผมยาวอย่างไร ? ในการโกนผม ภิกษุใช้กรรไกรแทนมีดโกนได้หรือไม่ ?
ตอบ
ไว้ได้เพียง ๒ เดือน หรือ ๒ นิ้ว เป็นอย่างยิ่ง ฯ ไม่ได้ เว้นไว้แต่อาพาธ ฯ
๓.
จีวรผืนหนึ่ง มีกำหนดจำนวนขัณฑ์ไว้อย่างไร ? ใน ๑ ขัณฑ์ประกอบด้วยอะไรบ้าง ?
ตอบ
กำหนดจำนวนไว้ไม่น้อยกว่า ๕ ขัณฑ์ แต่ให้เป็นขัณฑ์คี่ คือ ๗, ๙, ๑๑ เป็นต้น ฯ
ประกอบด้วยมณฑล อัฑฒมณฑล กุสิ อัฑฒกุสิ ฯ
๔.
นิสัยระงับ กับ นิสัยมุตตกะ มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
นิสัยระงับ หมายถึง การที่ภิกษุผู้ถือนิสัยขาดจากปกครอง ฯ
นิสัยมุตตกะ หมายถึง ภิกษุผู้ได้พรรษา ๕ แล้ว และมีคุณสมบัติพอรักษาตนผู้อยู่ตามลำพังได้ ทรงพระอนุญาตให้พ้นจากนิสัย ฯ
๕.
ในคำว่า ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร วัตรได้แก่อะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ได้แก่ ขนบ คือ แบบอย่าง อันภิกษุควรประพฤติในกาล สถานที่ กิจ และบุคคลนั้น ๆ ฯ มี
๑. กิจวัตร ว่าด้วยกิจอันควรทำ
๒. จริยาวัตร ว่าด้วยมารยาทอันควรประพฤติ
๓. วิธิวัตร ว่าด้วยแบบอย่าง ฯ
๖.
เพื่อแสดงความเคารพในผู้มีพรรษามากกว่า เมื่ออยู่ในกุฎีเดียวกับท่าน ควรปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
จะทำสิ่งใด ควรขออนุญาตท่านก่อน เช่น สอนธรรม อธิบายความ สาธยาย แสดงธรรม จุดจะดับไฟ เปิดปิดหน้าต่าง ห้ามทำตามอำเภอใจ ฯ
๗.
การสวดปาติโมกข์ นอกจากวันพระจันทร์เพ็ญและพระจันทร์ดับแล้ว ยังทรงอนุญาตให้ทำได้ในวันใดอีก ? อุโบสถเช่นนั้น เรียกว่าอะไร ?
ตอบ
ในวันที่ภิกษุผู้แตกกันปรองดองกันได้ ฯ เรียกว่า สามัคคีอุโบสถ ฯ
๘.
ในวัดหนึ่งมีภิกษุจำพรรษา ๔ รูป เมื่อถึงวันปวารณาออกพรรษาพึงทำอย่างไร ? ถ้ามีภิกษุอาคันตุกะสัตตาหะมาสมทบอีก ๕ รูป จะพึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
พึงทำคณะปวารณา โดยรูปหนึ่งตั้งญัตติแล้วปวารณาตามลำดับพรรษา ฯ
ถ้ามีภิกษุมาเพิ่มอีก ๕ รูป พึงทำสังฆปวารณา แล้วปวารณาตามลำดับพรรษา ฯ
๙.
ภิกษุได้ชื่อว่า “กุลทูสโก ผู้ประทุษร้ายสกุล” เพราะประพฤติอย่างไร ?
ตอบ
ประจบคฤหัสถ์ ยอมให้เขาใช้สอย หรือด้วยอาการเชิงให้สิ่งของน้อยด้วยหวังได้มาก ฯ
๑๐.
กาลิก มีเท่าไร ? อะไรบ้าง ? กล้วยดองน้ำผึ้งเป็นกาลิกอะไร ?
ตอบ
มี ๔ ฯ คือ ยาวกาลิก ยามกาลิก สัตตาหกาลิก และยาวชีวิก ฯ
กล้วยดองน้ำผึ้งจัดเป็นยาวกาลิก ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๒

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
,
๑.
สิกขาบทนอกพระปาติโมกข์ที่เรียกว่าอภิสมาจารแบ่งเป็น ๒ คือ เป็นข้อห้าม ๑ เป็นข้ออนุญาต ๑ นั้น คืออย่างไร ? ปรับโทษแก่ผู้ล่วงละเมิดไว้อย่างไร ?
ตอบ
ข้อห้าม คือ กิริยาหรือบริขารอันไม่เหมาะแก่สมณสารูป จึงห้ามไว้หนวดเครา ห้ามบาตรไม้เป็นต้น ที่เป็นข้ออนุญาต คือ การประทานประโยชน์พิเศษแก่พระภิกษุ เช่น ทรงอนุญาตผ้าอาบในฤดูฝนเป็นต้น ฯ
ปรับโทษไว้เพียง ๒ คือ ถุลลัจจัย ๑ ทุกกฎ ๑ แม้ในข้อที่ทรงอนุญาต เมื่อไม่ทำตาม ก็เป็นทุกกฎ เพราะไม่เอื้อเฟื้อ ฯ
๒.
พระบัญญัติว่า อย่าพึ่งนุ่งผ้าอย่างคฤหัสถ์ ถ้าภิกษุถูกโจรชิงผ้าไป พึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
พึงปิดด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่สุดแม้ชุดของคฤหัสถ์ ห้ามมิให้เปลือยกาย ฯ
๓.
ผ้าสำหรับทำจีวรนุ่งห่มนั้น ทรงอนุญาตไว้กี่ชนิด ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
ทรงอนุญาตไว้ ๖ ชนิด ฯ มี
๑. โขมะ ผ้าเปลือกไม้
๒. กัปปาสิกะ ผ้าฝ้าย
๓. โกเสยยะ ผ้าไหม
๔. กัมพละ ผ้าขนสัตว์ เว้นผมและขนมนุษย์
๕. สาณะ ผ้าเปลือกป่าน ๖. ภังคะ ผ้าเจือด้วยของ ๕ อย่างนั้น อย่างใดอย่างหนึ่ง ฯ
๔.
การประณาม ในพระวินัยหมายความว่าอย่างไร ? มีพุทธานุญาตให้อุปัชฌาย์ประณามสัทธิวิหาริกผู้ประพฤติอย่างไร ?
ตอบ
ความว่า การไล่สัทธิวิหาริกหรืออันเตวาสิกผู้ประพฤติมิชอบ ฯ ผู้ประพฤติดังนี้
๑. หาความรักใคร่ในอุปัชฌาย์มิได้
๒. หาความเลื่อมใสมิได้
๓. หาความละอายมิได้
๔. หาความเคารพมิได้
๕. หาความหวังดีต่อมิได้ ฯ
๕.
บุพพกรณ์และบุพพกิจต่างกันอย่างไร ? ในวัดที่มีภิกษุ ๓ รูป เมื่อถึงวันอุโบสถจะต้องทำบุพพกรณ์และบุพพกิจหรือไม่ เพราะเหตุไร ?
ตอบ
บุพพกรณ์ คือกิจพึงทำก่อนประชุมสงฆ์ ส่วนบุพพกิจ คือธุระพึงทำก่อนสวดปาติโมกข์ ฯ
เช่นนั้นหากมีภิกษุ ๓ รูป พึงทำบุพพกรณ์เพราะต้องประชุมกัน ส่วนบุพพกิจนั้น ไม่ต้องเพราะภิกษุ ๓ รูป ไม่ต้องสวดปาติโมกข์ ฯ
๖.
ภิกษุจำพรรษา ๕, ๔, ๓, และ ๒ รูปหรืออยู่รูปเดียว ในวันปวารณา พึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
๕ รูป พึงทำปวารณาเป็นการสงฆ์
๔ รูป ๓ รูป ๒ รูป พึงปวารณาเป็นการคณะ
รูปเดียว พึงอธิษฐานเป็นการบุคคล ฯ
๗.
อนาจาร ปาปสมาจาร และอเนสนา ได้แก่ ความประพฤติเช่นไร ? รวมเรียกว่าอะไร ?
ตอบ
อนาถาร คือความประพฤติไม่ดีไม่งาม และเล่นมีประการต่าง ๆ ปาปสมาจาร คือความประพฤติเลวทราม อเนสนา คือความเลี้ยงชีพไม่สมควร ฯ
รวมเรียกว่า อุปปถกิริยา ฯ
๘.
กาลิก คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ? กาลิกระคนกันมีกำหนดอายุไว้อย่างไร ? จงยกตัวอย่าง
ตอบ
คือของที่จะพึงกลืนให้ล่วงลำคอลงไป ฯ มีดังนี้
ยาวกาลิก, ยามกาลิก, สัตตาหกาลิก และยาวชีวิก ฯ
กาลิกระคนกันกำหนดอายุตามกาลิกที่มีอายุสั้นสุดเป็นเกณฑ์ ฯ เช่น
เอายาผงที่เป็นยาวชีวิกซึ่งไม่จำกัดอายุคลุกกับน้ำผึ้ง ที่เป็นสัตตาหกาลิกซึ่งมีกำหนดอายุไว้ ๗ วัน ดังนี้ต้องถืออายุ ๗ วันเป็นเกณฑ์ ฯ
๙.
การแสดงอาบัติ อธิษฐาน ทำวิกัป ในพระวินัยเรียกว่าอะไร ? กิจเหล่านี้ จำกัดบุคคลไว้อย่างไร ?
ตอบ
เรียกว่า วินัยกรรม ฯ
การแสดงอาบัติ จำกัดภิกษุผู้รับต้องเป็นภิกษุผู้มีสังวาสเดียวกัน การอธิฐาน ให้ทำเอง การทำวิกัป จำกัดผู้รับ ต้องทำกับสหธรรมิกทั้ง ๕ ผู้ใดผู้หนึ่ง ฯ
๑๐.
ภิกษุผู้ได้ชื่อว่าประดับพระศาสนาให้รุ่งเรืองเพราะประพฤติปฏิบัติเช่นไร ? จงชี้แจง
ตอบ
เพราะมีความประพฤติเรียบร้อยด้วยอภิสมาจาร เว้นบุคคลและสถานที่ไม่ควร เป็นผู้ได้ชื่อว่าอาจารโคจรสัมปันโน ผู้ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร คู่กับ สีลสัมปันโน ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๓

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๓
,
๑.
อาทิพรหมจริยกาสิกขากับอภิสมาจาริกาสิกขา ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
อาทิพรหมจริยกาสิกขา ได้แก่ข้อศึกษาเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ อันได้แก่สิกขาบทอันมาในพระปาติโมกข์ที่ภิกษุต้องปฏิบัติ ส่วนอภิสมาจาริกาสิกขา ได้แก่ข้อศึกษาเนื่องด้วยอภิสมาจาร คือมารยาทอันดี ที่มานอกพระปาติโมกข์ เป็นขนบธรรมเนียมของหมู่คณะที่ควรพฤติ ฯ
๒.
วินัยกรรมกับสังฆกรรมต่างกันอย่างไร ? วินัยกรรมนั้นจำกัดบุคคลและสถานที่อย่างไร ?
ตอบ
วินัยกรรม กรรมที่ภิกษุรูปหนึ่งหรือมากรูปพึงทำตามพระวินัย เช่น พินทุจีวรเป็นต้น ส่วนสังฆกรรม กรรมที่ภิกษุครบองค์สงฆ์ ๔ รูปขึ้นไปจะพึงทำ เช่น อปโลกนกรรมเป็นต้น ฯ
จำกัดบุคคลและสถานที่ไว้ดังนี้
๑. แสดงอาบัติ ตั้งแสดงแก่ผู้เป็นภิกษุด้วยกัน
๒. อธิฐาน ต้องทำเอง
๓. วิกัป ต้องวิกัปแก่สหธรรมิกทั้ง ๕ ผู้ใดผู้หนึ่ง
๔. ห้ามไม่ให้ทำในที่มืด แต่ทำในสีมาหรือนอกสีมาใช้ได้ทั้งนั้น ฯ
๓.
ตามนัยแห่งอรรถกถา อาจารย์มีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ? คำขอนิสสัยอาจารย์ว่าอย่างไร ?
ตอบ
มี ๔ ประเภท ฯ คือ
๑. ปัพพัชชาจารย์ อาจารย์ในบรรพชา
๒. อุปสัมปทาจารย์ อาจารย์ในอุปสมบท
๓. นิสสยาจารย์ อาจารย์ผู้ให้นิสสัย
๔. อุทเทสาจารย์ อาจารย์ผู้บอกธรรม ฯ
คำขอนิสสัยว่า อาจริโย เม ภนฺเต โหหิ อายสฺมโต นิสฺสาย วจฺฉามิ ฯ
๔.
กิริยาที่แสดงความอ่อนน้อมต่อกันเป็นความงามของหมู่ แต่ต้องทำให้ถูกกาลเทศะ ข้อนี้ควรงดเว้นในกรณีใดบ้าง ? จงบอกมาสัก ๕ ข้อ
ตอบ
ได้แก่ในเวลาดังต่อไปนี้ (ตอบเพียง ๕ ข้อ)
๑. ในเวลาประพฤติวุฏฐานวิธี คืออยู่กรรม เพื่อออกจากอาบัติสังฆาทิเสส
๒. ในเวลาถูกสงฆ์ทำอุกเขปนียกรรม ที่ถูกห้ามสมโภคและสังวาส
๓. ในเวลาเปลือยกาย
๔. ในเวลาเข้าบ้านหรือเดินอยู่ตามทาง
๕. ในเวลาอยู่ในที่มืดที่และไม่เห็นกัน
๖. ในเวลาที่ท่านไม่รู้ คือ หลับ หรือขลุกอยู่ด้วยธุระอย่างหนึ่ง แม้ไหว้ ท่านก็ไม่รู้
๗. ในเวลาขบฉันอาหาร
๘. ในเวลาถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ ฯ
๕.
ในวัดหนึ่ง มีภิกษุจำพรรษา ๔, ๓, ๒, ๑ รูป เมื่อถึงวันอุโบสถพึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
๔ รูป พึงประชุมกันสวดปาติโมกข์
๓ รูป พึงประชุมกันทำปาริสุทธิอุโบสถ ดังนี้ รูปหนึ่งสวดประกาศญัตติจบแล้วแต่ละรูปพึงบอกความบริสุทธิ์ของตน
๒ รูป ไม่ต้องตั้งญัตติ พึงบอกความบริสุทธิ์แก่กันและกัน
๑ รูป พึงอธิษฐาน ฯ
๖.
อุปปถกิริยา คืออะไร ? ความประพฤติเช่นไรจัดเข้าใน อนาจาร ปาปสมาจาร อเนสนา ?
ตอบ
คือการทำนอกรีตของสมณะ ฯ
อนาจาร คือความประพฤติไม่ดีไม่งาม และเล่นมีประการต่าง ๆ
ปาปสมาจาร คือความประพฤติเลวทราม
อเนสนา คือการเลี้ยงชีพไม่สมควร ฯ
๗.
ภิกษุผู้ได้ชื่อว่า โคจรสัมปันโน ผู้ถึงพร้อมด้วยโคจร เพราะปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
เพราะเว้นอโคจร ๖ คือบุคคลและสถานอันไม่ควร เมื่อจะไปก็เลือกบุคคล สถานที่ กาลอันควร กลับในเวลา ฯ
๘.
ยาวกาลิกกับยาวชีวิก ได้แก่กาลิกเช่นไร ? กาลิกระคนกันมีกฎเกณฑ์กำหนดอายุไว้อย่างไร ? จงยกตัวอย่าง
ตอบ
ยาวกาลิก ได้แก่ของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวัน ยาวชีวิก ได้แก่ของที่ให้บริโภคได้เสมอไป ไม่มีจำกัดกาล
กำหนดอายุตามกาลิกที่มีอายุน้อยที่สุด เช่น ยาผง เป็นยาวชีวิก คลุกกับน้ำผึ้งที่เป็นสัตตาหกาลิก ต้องถืออายุ ๗ วัน เป็นเกณฑ์ ฯ
๙.
คำว่า อันโตวุฏฐะ อันโตปักกะ สามปักกะ หมายถึงอะไร ?
ตอบ
อันโตวุฏฐะ หมายถึงยาวกาลิกที่ภิกษุเก็บไว้ในที่อยู่ของตน
อันโตปักกะ หมายถึงยาวกาลิกที่ภิกษุหุงต้มภายใน (ที่อยู่ของตน)
สามปักกะ หมายถึงยาวกาลิกที่ภิกษุทำให้สุกเอง ฯ
๑๐.
ภิกษุจะฉันสิ่งใด ๆ ต้องรับประเคนก่อน มีกรณียกเว้นเป็นพิเศษอะไรบ้างที่ไม่ต้องรับประเคนก่อนก็ฉันได้ ?
ตอบ
เว้นเป็นพิเศษเฉพาะภิกษุถูกงูกัด ให้ฉันยามหาวิกัฏ ๔ คือ มูตร คูถ เถ้า และดินได้ ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๔

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๑๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
,
๑.
ภิกษุผู้ปฏิบัติพระวินัยในส่วนอภิสมาจารให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีงาม พึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
ปฏิบัติสายกลาง คือไม่เคร่งครัดอย่างงมงาย จนเป็นเหตุทำตนให้ลำบาก เพราะธรรมเนียมเล็ก ๆ น้อย ๆ และไม่มักง่ายจนถึงทำตนให้เป็นคนเลวทราม ฯ
๒.
เปลือยกายอย่างไรต้องอาบัติถุลลัจจัย ? อย่างไรต้องอาบัติทุกกฎ ?
ตอบ
เปลือยกายเป็นวัตรอย่างเดียรถีย์ ต้องถุลลัจจัย ฯ
เปลือยกายทำกิจแก่กัน เช่น ไหว้ รับไหว้ ให้ของ รับของ หรือในเวลาขบฉันต้องทุกกฎ ฯ
๓.
ในบาลีแสดงเหตุนิสัยจะระงับจากอุปัชฌาย์ไว้เท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
แสดงไว้ ๕ ประการ ฯ คืออุปัชฌาย์หลีกไปเสีย ๑ สึกเสีย ๑ ตายเสีย ๑ ไปเข้ารีตเดียรถีย์ ๑ สั่งบังคับ ๑ ฯ
๔.
ภิกษุผู้ได้ชื่อว่า วตฺตสมฺปนฺโน ผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร วัตรคืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
วัตร คือแบบอย่างอันภิกษุควรประพฤติในกาล สถานที่ กิจ บุคคล ฯ มี
๑. กิจวัตร ว่าด้วยกิจอันควรทำ
๒. จริยาวัตร ว่าด้วยมารยาทอันควรประพฤติ
๓. วิธีวัตร ว่าด้วยแบบอย่าง ฯ
๕.
คารวะ คืออะไร ? การลุกขึ้นรับเป็นกิจที่ผู้น้อยพึงทำ แต่ควรเว้นในเวลาเช่นใดบ้าง ?
ตอบ
คือกิริยาที่แสดงอาการอ่อนน้อมโดยสมควรแก่กาล สถานที่ กิจ และบุคคล ฯ
ควรเว้นในเวลานั่งอยู่ในสำนักของผู้ใหญ่ ไม่ลุกรับผู้น้อยกว่าท่าน ในเวลานั่งเข้าแถวในบ้าน ในเวลาเข้าประชุมสงฆ์ในอาราม ฯ
๖.
ในวัดที่ไม่ผู้ทรงจำปาติโมกข์ได้จนจบ ถึงวันอุโบสถ สวดเท่าที่จำได้ แล้วชักสุตบท (สวดย่อ) โดยอ้างว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน ถูกต้องหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?
ตอบ
สวดปาติโมกข์ย่อนั้น ถูกแล้ว แต่จะอ้างว่าเกิดเหตุฉุกเฉินนั้น ไม่ถูก ฯ
เพราะทรงอนุญาตการสวดย่อ เนื่องจากจำได้ไม่หมดไว้แผนกหนึ่งต่างหาก ไม่จัดเข้าในเหตุ ๑๐ ประการ ฯ
๗.
สภาคาบัติ คืออาบัติเช่นไร ? ภิกษุต้องสภาคาบัติ จะพึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
คืออาบัติที่ภิกษุต้องวัตถุเดียวกัน เพราะล่วงละเมิดสิกขาบทเดียวกัน ฯ
ห้ามไม่ให้ปลงอาบัตินั้นต่อกันและกัน ให้ปลงกับรูปอื่น ถ้าสงฆ์ต้องสภาคาบัติทั้งหมด พึงส่งรูปหนึ่งไปแสดงในที่อื่น ภิกษุที่เหลือจึงแสดงในสำนักของภิกษุนั้น ฯ
๘.
ภิกษุได้รับการสรรเสริญว่า กุลปสาทโก ผู้ยังตระกูลให้เลื่อมใส กับ ภิกษุผู้ได้รับการตำหนิว่า กุลทูสโก ผู้ประทุษร้ายตระกูล เพราะมีความประพฤติเช่นไร ?
ตอบ
กุลปสาทโก ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระ ไม่ทอดตนเป็นคนสนิทของสกุลโดยฐานเป็นคนเลว ไม่รุกรานตัดรอนเขาแสดงเมตตาจิต ประพฤติพอดีพองาม ทำให้เขาเลื่อมใสนับถือตน
กุลทูสโก ผู้ประทุษร้ายสกุล เพราะประพฤติให้เขาเสียศรัทธา ประจบอย่างคฤหัสถ์ ยอมให้เขาใช้สอย หรือด้วยอาการเอาเปรียบเชิงให้สิ่งเล็กน้อยด้วยหวังผลมาก ฯ
๙.
ผ้าบริขารโจล ได้แก่ผ้าเช่นไร ? การอธิษฐานด้วยกายกับวาจาต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ได้แก่ผ้าที่ไม่ใช่ของใหญ่ถึงกับนุ่งห่มได้ เช่น ผ้ากรองน้ำ ถุงบาตร ย่าม ฯ
การอธิษฐานด้วยกาย คือจับหรือลูบบริขารที่จะอธิษฐานแล้ว ทำความผูกใจตามคำอธิษฐานนั้น ๆ ส่วนการอธิษฐานด้วยวาจา คือการเปล่งคำอธิษฐานนั้น ๆ ไม่สัมผัสด้วยกายก็ได้ ฯ
๑๐.
สังฆาฏิ อันตรวาสก นิสีทนะ ผ้าอาบน้ำฝน ผ้าเช็ดปาก ผ้าถุงบาตร ผืนใดที่ทรงอนุญาตให้อธิษฐานได้เพียงผืนเดียว ?
ตอบ
สังฆาฏิ นิสีทนะ อันตรวาสก และผ้าอาบน้ำฝน ฯ