วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓
,
๑.
๑.๑ อาบัติ คืออะไร ?
๑.๒ อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติ ๖ อย่างนั้น อย่างไหนเสียหายมากที่สุด ?
ตอบ
๑.๑ คือ โทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ฯ
๑.๒ ต้องด้วยไม่ละอาย จัดว่าเสียหายมากที่สุด ฯ
๒.
๒.๑ นิสสัยคืออะไร ? มีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๒.๒ ปาราชิก สิกขาบทที่ ๒ และ ๔ มีความหมายว่าอย่างไร ?
ตอบ
๒.๑ คือปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต ฯ มี ๔ ฯ
๑) เที่ยวบิณฑบาต
๒) นุ่งห่มผ้าบังสุกุล
๓) อยู่โคนไม้
๔) ฉันยาดองด้วยน้ามูตรเน่า ฯ
๒.๒
สิกขาบทที่ ๒ ว่า “ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ได้ราคา ๕ มาสก ต้องปาราชิก”
สิกขาบทที่ ๔ ว่า “ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรม (คือ ธรรมอันยิ่งของมนุษย์) ที่ไม่มีในตน ต้องปาราชิก” ฯ
๓.
๓.๑ สิกขากับสิกขาบท ต่างกันอย่างไร ?
๓.๒ สิกขามีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๓.๑
ต่างกันดังนี้ สิกขา คือ ข้อที่ภิกษุต้องศึกษา
สิกขาบท คือ พระบัญญัติมาตราหนึ่ง ๆ เป็นสิกขาบทหนึ่ง ๆ ฯ
๓.๒
สิกขามี ๓ ฯ
๑. ศีล ความรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย
๒. สมาธิ ความรักษาใจมั่น
๓. ปัญญา ความรอบรู้ในกองสังขาร ฯ
๔.
๔.๑ อุตตริมนุสสธรรมคืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
๔.๒ ปาราชิก ๔ ข้อไหนเป็นสจิตตกะ ข้อไหนเป็นอจิตตกะ ? ทำไมเป็นเช่นนั้น?
ตอบ
๔.๑ คือ ธรรมอันยิ่งของมนุษย์ หรือคุณอย่างยวดยิ่งของมนุษย์ ฯ มี ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล นิพพาน ฯ
๔.๒ ปาราชิกทั้ง ๔ ข้อ เป็นสจิตตกะ ที่เป็นเช่นนั้น เพราะต้องด้วยจงใจ เกิดขึ้นโดยมีเจตนาเป็นสมุฏฐาน ฯ
๕.
๕.๑ ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องอนุปสัมบันต้องอาบัติอะไร ?
๕.๒ เพราะเหตุใดสังฆาทิเสสจึงเรียกว่าครุกาบัติ ทุฏฐุลลาบัติ วุฏฐานคามินี ?
ตอบ
๕.๑ ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องหญิง ต้องสังฆาทิเสส บัณเฑาะก์ ต้องถุลลัจจัย ผู้ชายต้องทุกกฏ ฯ
๕.๒ เพราะเป็นอาบัติหนัก จึงเรียกว่า ครุกาบัติ เพราะมีเรื่องหยาบคายมาก จึงเรียกว่า ทุฏฐุลลาบัติ เพราะภิกษุผู้ต้อง จะพ้นได้ด้วยการอยู่กรรม จึงเรียกว่า วุฏฐานคามินี ฯ
๖.
๖.๑ ที่เช่นไร เรียกว่าที่ลับตาและที่ลับหู ?
๖.๒ นั่งในที่ลับตาและที่ลับหูกับหญิงสองต่อสองทำให้ถูกปรับอาบัติอะไรได้บ้าง ?
ตอบ
๖.๑ ที่ที่แลไม่เห็น เรียกว่า ที่ลับตา ที่แจ้ง แลเห็นได้ แต่ไม่ได้ยินเสียง เรียกว่า ที่ลับหู ฯ
๖.๒ นั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง ทำให้ถูกปรับอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง นั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง ทำให้ถูกปรับอาบัติสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ฯ
๗.
๗.๑ ภิกษุโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติไม่มีมูลต้องอาบัติกี่สถาน ? อะไรบ้าง ?
๗.๒ เภสัช ๕ มีอะไรบ้าง ? น้ำตาลทรายจัดเข้าในเภสัชใด ?
ตอบ
๗.๑ ๒ สถาน ฯ
๑) โจทด้วยอาบัติปาราชิก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๒) โจทด้วยอาบัติสังฆาทิเสส ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๗.๒ เภสัช ๕ มี เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย จัดเข้าในน้ำอ้อย ฯ
๘.
๘.๑ ในปาจิตตีย์ ๙ วรรคนั้น วรรคที่เท่าไร มี ๑๒ สิกขาบท ?
๘.๒ ภิกษุยกผักตบชวาที่ลอยอยู่ในแม่น้ำ มาไว้ในสระจะต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
๘.๑ วรรคที่ ๘ ฯ
๘.๒ เมื่อยกขึ้นจากน้ำซึ่งเป็นที่เดิม ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ผักตบชวาจะตายหรือไม่ตาย ไม่เป็นประมาณ ฯ
๙.
๙.๑ บริขาร ๘ มีอะไรบ้าง ? ภิกษุซ่อนบริขารของผู้อื่นเพื่อล้อเล่น ต้องอาบัติอะไร ?
๙.๒ คำว่า “พินทุกัปปะ” คืออะไร ?
ตอบ
๙.๑ มี
๑) สังฆาฏิ
๒) อุตตราสงค์
๓) อันตรวาสก
๔) บาตร
๕) มีดโกน
๖) กล่องเข็ม
๗) ประคดเอว
๘) ผ้ากรองน้ำ ฯ
ภิกษุซ่อนบริขารคือ บาตร จีวร ผ้าปูนั่ง กล่องเข็ม ประคดเอว สิ่งใดสิ่งหนึ่งของภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์ ตามสิกขาบทที่ ๑๐ แห่งสุราปานวรรค
ถ้าซ่อนบริขารอื่นนอกจากนี้ ต้องทุกกฎ ซ่อนบริขารของอนุปสัมบันต้องทุกกฏ ฯ
๙.๒ คือการทำให้เสียสี (วัตถุสำหรับทำให้เสียสี คือเขียวคราม, โคลน, ดำคล้ำ ทำให้เป็นจุดกลม หรือดวงกลมใหญ่เท่าแววตานกยูง เล็กเท่าหลังตัวเรือด) ฯ
๑๐.
๑๐.๑ การอุปสมบทจัดเป็นอธิกรณ์อะไร ? ใครเป็นผู้ระงับอธิกรณ์นั้น ?
๑๐.๒ ภิกษุเถียงกันเรื่องการแก้ไขปัญหาจราจรเป็นอธิกรณ์อะไรหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?
ตอบ
๑๐.๑ จัดเป็นกิจจาธิกรณ์ ฯ สงฆ์เป็นผู้ระงับอธิกรณ์นั้น ฯ
๑๐.๒ ไม่จัดเป็นอธิกรณ์ เพราะไม่ใช่การเถียงกันปรารภพระธรรมวินัย ฯ

วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๑๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓
,
๑.
ก. พุทธประวัติคืออะไร ?
ข. มีความสำคัญอย่างไรที่ต้องเรียนรู้ ?
ตอบ
ก. คือ เรื่องที่พรรณนาความเป็นไปของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ข. มีความสำคัญในการศึกษาพระพุทธศาสนา เพราะแสดงพระพุทธจริยาให้ปรากฏ เช่นเดียวกับตำนานย่อมมีความสำคัญต่อชาติของตน
๒.
ก. เจ้าชายสิทธัตถะทรงปรารภถึงอะไรจึงเสด็จออกบรรพชา ?
ข. ทรงบรรพชาเมื่อพระชันษาเท่าไร ? และทรงบรรพชาได้กี่ปีจึงตรัสรู้ ?
ตอบ
ก. ทรงปรารภถึงความแก่ ความเจ็บ ความตาย และ สมณะ
ข. เมื่อพระชันษา ๒๙ ปี, และทรงบรรพชาได้ ๖ ปี จึงตรัสรู้
๓.
ก. ญาณ ๓ ที่พระพุทธองค์ทรงได้ในวันตรัสรู้คืออะไรบ้าง ?
ข. ญาณข้อไหน ที่ทำให้พระองค์ทรงสำเร็จความเป็นพุทธะโดยสมบูรณ์ ?
ตอบ
ก.
๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
๒) จุตูปปาตญาณ
๓) อาสวักขยญาณ
ข.
ญาณ ข้อที่ ๓***
๔.
ก. พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนาเมื่อไร ?
ข. ใจความแห่งปฐมเทศนานั้นว่าด้วยเรื่องอะไร ?
ตอบ
ก. เมื่อวันเพ็ญ เดือนอาสาฬหะ สองเดือนหลังจากตรัสรู้
ข. ว่าด้วยที่สุดสองอย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพ, มัชฌิมาปฏิปทา, และอริยสัจ ๔
๕.
พระธรรมเทศนาต่อไปนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงที่ไหน และมีผลอย่างไร ?
ก. อนัตตลักขณสูตร
ข. อาทิตตปริยายสูตร
ตอบ
ก. ทรงแสดงที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน มีผลให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้บรรลุอรหัตตผล
ข. ทรงแสดงที่คยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยา มีผลให้พระภิกษุปุราณชฎิลบรรลุอรหัตตผล
๖.
ก. ระพุทธองค์เสด็จกรุงราชคฤห์ครั้งแรกภายหลังตรัสรู้ประทับที่ไหน ?
ข. ทรงรับถวายพระอารามแห่งแรกชื่ออะไร ?
ตอบ
ก. ประทับ ณ ลัฏฐิวัน สวนตาลหนุ่ม
ข. ชื่อว่าเวฬุวนาราม
๗.
ก. พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาสุดท้ายที่เมืองอะไร ?
ข. ทรงรับภัตตาหารมื้อสุดท้ายที่เมืองอะไร ?
ตอบ
ก. ที่เวฬุวคาม เขตเมืองเวสาลี
ข. ที่ปาวานคร
ศาสนพิธี
๘.
ผู้ศึกษามีความรู้เรื่องศาสนพิธีต่อไปนี้อย่างไร ?
ก. บุญพิธี
ข. ทานพิธี
ตอบ
รู้อย่างนี้คือ
ก. บุญพิธี ว่าด้วยวิธีทำบุญมี ๒ อย่างคือ ทำบุญงานมงคล เช่น ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญฉลองอายุ เป็นต้น และทำบุญงานอวมงคล เช่น งานศพ เป็นต้น
ข. ทานพิธี ว่าด้วยพิธีถวายทานต่าง ๆ เช่น สังฆทาน เป็นต้น
๙.
จงอธิบายวิธีปฏิบัติของพิธีกรรมต่อไปนี้ ?
๙.๑ วิธีกราบเบญจางคประดิษฐ์
๙.๒ วิธีกรวดน้ำ
ตอบ
๙.๑ ชายนั่งคุกเข่าท่าพรหม หญิงนั่งคุกเข่าราบท่าเทพธิดา เข่าทั้งสองจดพื้น ประนมมือ หมอบกราบลง ทอดฝ่ามือทั้งสองที่พื้น ให้ฝ่ามือห่างกันเล็กน้อย ก้มศีรษะจรดหน้าผากลงระหว่างฝ่ามือทั้งสองนั้น
๙.๒ เมื่อพระสงฆ์ผู้เป็นประธานในพิธีอนุโมทนา เริ่มว่าบท ยถา วาริวหา…. ทายกพึงกรวดน้ำ พอถึงบทว่า สพฺพีติโย… เป็นต้นไป พึงประนมมือรับพรไปจนจบ แล้วกราบ ๓ หน
๑๐.
๑๐.๑ พุทธมามกะ หมายถึงบุคคลเช่นใด ?
๑๐.๒ จงเขียน คำถวายสังฆทานประเภทสามัญพร้อมทั้งคำแปล ?
ตอบ
๑๐.๑ หมายถึง ผู้ประกาศตนเป็นผู้รับนับถือพระพุทธเจ้า เป็นของตน เป็นการแสดงให้ปรากฏว่ายอมรับนับถือ พระพุทธศาสนาประจำชีวิตของตนนั่นเอง
๑๐.๒ อิมานิ มยํ ภนฺเต, ภตฺตานิ, สปริวารานิ, ภิกฺขุสงฺฆสฺส, โอโณชยาม, สาธุโน ภนฺเต, ภิกฺขุสงฺโฆ, อิมานิ, ภตฺตานิ สปริวารานิ, ปฏิคฺคณฺหาตุ, อมฺหากํ, ทีฆรตฺตํ, หิตาย, สุขาย
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งภัตตาหาร กับของที่เป็นบริวาร ทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์ จงรับ ซึ่งภัตตาหาร กับของที่ เป็นบริวารทั้งหลายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓
,
๑.
ก. โลกเดือดร้อนวุ่นวายในปัจจุบันนี้ เพราะขาดธรรมอะไร ?
ข. บุคคลมีกาย วาจา ใจ งดงามเพราะปฏิบัติธรรมอะไร ?
ตอบ
ก. เพราะขาดธรรมคุ้มครองโลก ๒ อย่างคือ
๑) หิริ ความละอายแก่ใจ
๒) โอตตัปปะ ความเกรงกลัว
ข. เพราะปฏิบัติธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่างคือ
๑) ขันติ ความอดทน
๒) โสรัจจะ ความเสงี่ยม
๒.
ก. ทุจริต คืออะไร ? มีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ข. คนที่รับปากรับคำเขาไว้แล้ว แต่ไม่ทำตามนั้นจัดเข้าในทุจริตข้อไหน ?
ตอบ
ก. ทุจริต คือประพฤติชั่ว ประพฤติเสียหาย มี ๓ คือ
๑) ประพฤติชั่วด้วยกาย
เรียก กายทุจริต
๒) ประพฤติชั่วด้วยวาจา
เรียก วจีทุจริต
๓) ประพฤติชั่วด้วยใจ
เรียก มโนทุจริต
ข. จัดเข้าในวจีทุจริต
๓.
ก. มูลเหตุที่ทำให้บุคคลทำความชั่วเรียกว่าอะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ข. สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญเรียกว่าอะไร ? โดยย่อมีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
ก. เรียกว่า อกุศลมูล หมายถึงรากเง่าของอกุศล มี ๓ คือ
๑) โลภะ อยากได้
๒) โทสะ คิดประทุษร้ายเขา
๓) โมหะ หลง ไม่รู้จริง
ข. เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ โดยย่อมี ๓ คือ
๑) ทานมัย
บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒) สีลมัย
บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓) ภาวนามัย
บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
๔.
ก. หลักธรรมดุจล้อรถนำไปสู่ความเจริญ มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ข. อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ ข้อไหนเป็นอันตรายที่สุด ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
ก. มี ๔ อย่างคือ
๑) ปฏิรูปเทสวาสะ
อยู่ในประเทศอันสมควร
๒) สัปปุริสูปัสสยะ
คบสัตบุรุษ
๓) อัตตสัมมาปณิธิ
ตั้งตนไว้ชอบ
๔) ปุพเพกตปุญญตา
ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในปางก่อน
ข. ข้อ ๓ คือ เพลิดเพลินในกามคุณ ทะยานอยากได้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นอันตรายที่สุด เพราะอันตรายข้ออื่น ๆ ย่อมรวมลงในกามคุณทั้งสิ้น
๕.
ก. อธิษฐานธรรมคือธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ข. ผู้ที่ทำงานไม่สำเร็จผลตามที่มุ่งหมายเพราะขาดคุณธรรมอะไรบ้าง ?
ตอบ
ก. มี ๔ อย่างคือ
๑) ปัญญา
รอบรู้สิ่งที่ควรรู้
๒) สัจจะ
ความจริงใจ คือประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้จริง
๓) จาคะ
สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ
๔) อุปสมะ
สงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ
ข. เพราะขาดอิทธิบาท คือ คุณเครื่องให้สำเร็จความประสงค์ ๔ อย่างคือ
๑) ฉันทะ
ความพอใจในสิ่งนั้น
๒) วิริยะ
เพียรประกอบสิ่งนั้น
๓) จิตตะ
เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ
๔) วิมังสา
หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น
๖.
ก. อินทรีย์ ๖ กับอารมณ์ ๖ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ?
ข. อะไรเรียกว่า สัมผัส ?
ตอบ
ก. มีความสัมพันธ์กันอย่างนี้
ตา
เป็นใหญ่ในการเห็นอารมณ์ คือรูป
หู
เป็นใหญ่ในการฟังอารมณ์ คือเสียง
จมูก
เป็นใหญ่ในการสูดดมอารมณ์ คือกลิ่น
ลิ้น
เป็นใหญ่ในการลิ้มอารมณ์ คือรส
กาย
เป็นใหญ่ในการถูกต้องอารมณ์ คือโผฏฐัพพะ
ใจ
เป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์ คือธรรม
ข. การกระทบกันระหว่างอายตนะภายในกับภายนอก เกิดการรับรู้ขึ้น เรียกว่า สัมผัส
๗.
ก. มละคือมลทิน หมายถึงอะไร ?
ข. มลทินข้อที่ ๑ และข้อที่ ๙ คืออะไร ? แก้ด้วยธรรมอะไร ?
ตอบ
ก.
หมายถึงกิเลสเป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง ไม่ผ่องใส
ข.
มลทินข้อที่ ๑ คือ โกรธ แก้ด้วยเจริญเมตตา
มลทินข้อที่ ๙ คือ เห็นผิด แก้ด้วยสัมมาทิฏฐิ
๘.
ก. เหตุให้เกิดประโยชน์ในปัจจุบันเรียกว่าอะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ข. เมื่อปฏิบัติตามเหตุนั้นแล้วจะได้รับผลอะไร ?
ตอบ
ก. เรียกว่าทิฏฐธัมมิกัตถะ มี ๔ อย่างคือ
๑) อุฏฐานสัมปทา
ถึงพร้อมด้วยความหมั่น
๒) อารักขสัมปทา
ถึงพร้อมด้วยการรักษา
๓) กัลยาณมิตตตา
ความมีเพื่อนเป็นคนดี
๔) สมชีวิตา
ความเลี้ยงชีวิตตามสมควร
ข. จะได้รับผล คือ ทรัพย์ ยศ ไมตรี เป็นต้นในปัจจุบัน
๙.
ก. ตระกูลอันมั่งคั่งจะตั้งอยู่ได้นานเพราะสถานใดบ้าง ?
ข. ฆราวาสผู้ครองเรือนควรตั้งอยู่ในธรรมข้อใดบ้าง ?
ตอบ
ก. เพราะสถาน ๔ คือ
๑) แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว
๒) บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า
๓) รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ
๔) ตั้งสตรีหรือบุรุษผู้มีศีลให้เป็นแม่เรือนพ่อเรือน
ข. ควรตั้งอยู่ในฆราวาสธรรม ๔ คือ
๑) สัจจะ สัตย์ซื่อต่อกัน
๒) ทมะ รู้จักข่มจิตของตน
๓) ขันติ อดทน
๔) จาคะ สละให้ปันสิ่งของแก่คนที่ควรให้ปัน
๑๐.
ก. จงเขียนศีล ๕ ข้อที่ ๕ พร้อมทั้งคำแปล
ข. สมบัติและวิบัติของอุบาสกอุบาสิกามีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ก. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี แปลความว่า เว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ข.
๑) ประกอบด้วยศรัทธา
๒) มีศีลบริสุทธิ์
๓) ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล
๔) ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพระพุทธศาสนา
๕) บำเพ็ญบุญแต่ในพระพุทธศาสนา
ตรงข้ามกับสมบัติทั้ง ๕ นี้ เป็นวิบัติของอุบาสกอุบาสิกา

อนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยอนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๑๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓
,
๑.
๑.๑ อนุพุทธบุคคลคือบุคคลพวกไหน ? ได้ชื่อว่าอย่างนั้นเพราะเหตุไร ?
๑.๒ อนุพุทธบุคคล เป็นนักบวชหรือบุคคลทั่วไป ?
ตอบ
๑.๑ คือบุคคลผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ได้ชื่ออย่างนั้นเพราะเป็นผู้รู้ตามพระพุทธเจ้า
๑.๒ เป็นนักบวชก็มี เป็นบุคคลทั่วไปก็มี
๒.
๒.๑ การศึกษาอนุพุทธประวัติให้ประโยชน์อย่างไรต่อเจ้าของประวัติ ?
๒.๒ การศึกษาอนุพุทธประวัติให้คุณค่าอย่างไรต่อผู้ศึกษา ?
ตอบ
๒.๑ เป็นการประกาศเกียรติคุณพระสาวกผู้เป็นอุปการะแก่พระศาสนา ได้เชิดชูพระคุณท่าน นำเพื่อนร่วมศาสนาให้เกิดปสาทะและนับถือ ความดีของพระสาวกปรากฏแล้วจักเชิดชูพระเกียรติคุณของพระศาสดายิ่งขึ้น
๒.๒ ให้คุณค่าในด้านกำหนดและจดจำวัตรปฏิบัติอันงดงามของท่านมาเป็นปฏิปทาเครื่องดำเนินชีวิตของตน
๓.
๓.๑ พระโกณฑัญญะได้เกิดความรู้เห็นอย่างไรก่อน จึงนับว่าเป็นปฐมอริยสาวก ?
๓.๒ ท่านได้รับเกียรติยศเป็นพิเศษเพราะเหตุนี้อย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๓.๑ ได้เกิดความรู้เห็นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา คือได้ดวงตาเห็นธรรม (ธรรมจักษุ) แล้วทูลขอบวชกับพระพุทธองค์ จึงนับได้ว่าเป็นปฐมอริยสาวกในพระศาสนา
๓.๒ เมื่อท่านเกิดความรู้เห็นดังนี้ พระบรมศาสดาจึงทรงเปล่งอุทาน ว่า “อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ” แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ๆ แต่นั้นมา ท่านมีนามว่า อัญญาโกณฑัญญะ ข้อนี้เป็นเกียรติยศพิเศษสำหรับท่านผู้เป็นปฐมอริยสาวก
๔.
๔.๑ พระสาวกรูปใดได้รับการบวชด้วยญัตติจตุตถกรรมเป็นรูปแรก ?
๔.๒ พระสาวกรูปนั้นได้รับยกย่องเป็นเลิศในทางไหน ?
ตอบ
๔.๑ พระราธะ
๔.๒ ในทางมีปฏิภาณ คือญาณแจ่มแจ้งในพระธรรมเทศนา
๕.
๕.๑ พระพุทธองค์ทรงยกย่องพระสารีบุตรคู่กับพระโมคคัลลานะโดยอุปมาไว้ อย่างไร ?
๕.๒ ที่ตรัสอุปมาไว้อย่างนั้นเพราะเหตุไร ?
ตอบ
๕.๑ พระพุทธองค์ตรัสอุปมาว่า พระสารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ให้ทารกเกิด พระโมคคัลลานะเปรียบเหมือนนางนมผู้เลี้ยงทารกที่เกิดแล้วนั้น
๕.๒ ที่ตรัสอุปมาไว้อย่างนั้นเพราะพระสารีบุตรย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พระโมคคัลลานะย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณเบื้องบนที่สูงกว่านั้น
๖.
๖.๑ การพบกันของพระอัสสชิและอุปติสสปริพาชกมีผลต่อพระพุทธศาสนาอย่างไร ?
๖.๒ พระสารีบุตรมีปัญญาเลิศกว่าพระสาวกทั้งหลายนั้น มีอะไรเป็นเครื่องยืนยัน ?
ตอบ
๖.๑ มีผลเกิดขึ้นดังนี้คือ
๑) อุปติสสปริพาชกได้ความเลื่อมใสในวัตรของพระอัสสชิ
๒) อุปติสสปริพาชกได้ฟังธรรมแล้วได้ดวงตาเห็นธรรม
๓) อุปติสสปริพาชกได้ชักชวนเพื่อนไปบวช ฟังธรรมแล้วได้บรรลุธรรม
๔) พระพุทธองค์ได้อัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวา
๖.๒ มีพระพุทธดำรัสตรัสยกย่องพระสารีบุตรว่า เป็นยอดแห่งพระสาวกผู้มีปัญญาและตรัสสรรเสริญว่า พระสารีบุตรสามารถแสดงธรรมจักร และจตุราริยสัจ ได้กว้างขวางพิสดารแม้นกับพระองค์ ประกอบกับพระธรรมเทศนาที่ท่าน ได้แสดงไว้ในโอกาสนั้น ๆ ส่องให้เห็นถึงอัจฉริยภาพอย่างแท้จริงของท่าน ในด้านนี้
๗.
๗.๑ ธรรมุทเทศคืออะไรบ้าง ?
๗.๒ ใครแสดงแก่ใคร ?
ตอบ
๗.๑ ธรรมุทเทศ คือ
๑) โลกคือหมู่สัตว์อันชรานำเข้าไปใกล้ ไม่ยั่งยืน
๒) โลกคือหมู่สัตว์ไม่มีผู้ป้องกัน ไม่เป็นใหญ่จำเพาะตน
๓) โลกคือหมู่สัตว์ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ ตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป
๔) โลกคือหมู่สัตว์พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา
๗.๒ พระรัฐบาลแสดงถวายพระเจ้าโกรัพยะ
ศาสนพิธี
๘.
๘.๑ คำว่า สวดมาติกาหรือสดับปกรณ์ หมายถึงอะไร ?
๘.๒ คำทั้งสองนั้นใช้ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
๘.๑ หมายถึงการสวดบทมาติกาของพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ หรือที่เรียกว่า สัตตัปปกรณาภิธรรม ซึ่งมีการบังสุกุลเป็นที่สุด เป็นประเพณีนิยมจัดให้พระสงฆ์สวดในงานทำบุญหน้าศพอย่างหนึ่ง
๘.๒ คำว่าสวดมาติกา ใช้ในงานศพราษฎรสามัญทั่วไป ส่วนคำว่า สดับปกรณ์ ใช้เรียกโดยโวหารทางราชการในงานหลวง (ศพหรืออัฐิของเจ้านายตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป)
๙.
๙.๑ ผ้าวัสสิกสาฎกคือผ้าเช่นไร ?
๙.๒ ผ้าจำนำพรรษาคือผ้าเช่นไร ?
ตอบ
๙.๑ คือ ผ้าสำหรับภิกษุใช้นุ่งในเวลาอาบน้ำฝนหรืออาบน้ำทั่วไป เรียกกันว่า ผ้าอาบน้ำฝนบ้าง ผ้าอาบบ้าง ผ้านี้เกิดขึ้นเฉพาะฤดูกาลที่ทรงอนุญาตเป็นบริขารพิเศษชั่วคราว อธิษฐานไว้ใช้ได้ตลอด ๔ เดือนฤดูฝน พ้นจากเขตนั้นเป็นธรรมเนียมให้วิกัป
๙.๒ คือ ผ้าที่ทายกถวายแก่ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือน เว้นผ้ากฐิน
๑๐.
๑๐.๑ ศาสนพิธีเล่ม ๒ แสดงอุโบสถกรรมไว้กี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
๑๐.๒ แต่ละประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
๑๐.๑ มี ๓ ประเภท คือ สังฆอุโบสถ ๑ ปาริสุทธิอุโบสถ ๑ อธิษฐานอุโบสถ ๑
๑๐.๒ มีความแตกต่างกันดังนี้
๑) สังฆอุโบสถ คือ อุโบสถกรรมที่พระภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ประชุมสวด พระปาฏิโมกข์
๒) ปาริสุทธิอุโบสถ คือ อุโบสถกรรมที่พระภิกษุน้อยกว่า ๔ รูป มีเพียง ๓ รูป หรือ ๒ รูป ร่วมกันทำเป็นการคณะ ให้แต่ละรูปบอกความบริสุทธิ์ของตน ๆ
๓) อธิษฐานอุโบสถ คืออุโบสถกรรมที่พระภิกษุรูปเดียวทำเป็นการบุคคลด้วยการอธิษฐานความบริสุทธิ์ใจของตนเอง

วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๔

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔
,
๑.
๑.๑ ในครั้งพุทธกาล ชาวชมพูทวีปส่วนมากนับถือศาสนาอะไร ?
๑.๒ ชนเหล่านั้นมีความคิดเห็น เรื่องความตาย และความเกิด โดยสรุปอย่างไร ?
ตอบ
๑.๑ ศาสนาพราหมณ์
๑.๒ เห็นว่าตายแล้วเกิดอย่างหนึ่ง เห็นว่าตายแล้วสูญอย่างหนึ่ง
๒.
๒.๑ กาฬเทวิลดาบส กราบที่พระบาทพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ เพราะเหตุไร ?
๒.๒พระราชโอรสนั้น ประสูติได้ ๕ วัน และ ๗ วัน มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น ?
ตอบ
๒.๑ เพราะเห็นพระราชโอรสต้องด้วยตำรับมหาบุรุษลักษณะจึงเคารพนับถือ
๒.๒ ในวันที่ ๕ พระบิดาโปรดให้ชุมนุมพระญาติและเสนามาตย์ เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมารับโภชนาหารทำมงคลขนานพระนามว่า “ สิทธัตถกุมาร ” ในวันที่ ๗ พระนางเจ้ามายาผู้เป็นพระราชมารดาสิ้นพระชนม์
๓.
๓.๑ อะไรเป็นมูลเหตุให้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช ?
๓.๒ พระสิทธัตถะทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยวิธีอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๓.๑ ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ทรงสังเวช จากนั้นได้ทอดพระเนตรสมณะ จึงยังความพอพระหฤทัยในการออกผนวชให้เกิดขึ้น
๓.๒
วิธีแรก ทรงกดพระทนต์ด้วยพระทนต์ กดพระตาลุด้วยพระชิวหา
วิธีที่สอง ทรงผ่อนกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ
วิธีที่สาม ทรงอดพระกระยาหาร
๔.
๔.๑ พระสิทธัตถะทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลากี่ปีจึงได้ตรัสรู้ ?
๔.๒ ในวันตรัสรู้ทรงอธิษฐานพระหฤทัยที่ใต้ต้นมหาโพธิ์ว่าอย่างไร ?
ตอบ
๔.๑ เป็นเวลา ๖ ปี
๔.๒ ทรงอธิษฐานว่า ” ยังไม่บรรลุโพธิญาณเพียงใด จักไม่ลุกขึ้นเพียงนั้น แม้เนื้อเลือดแห้งไป เหลือหนังหุ้มกระดูกก็ตาม “
๕.
๕.๑ พระสิทธัตถะทรงผจญมารได้ชัยชนะด้วยบารมีธรรมอะไรบ้าง ?
๕.๒ จงให้ความหมายของคำว่า ปฐมเทศนา และมัชฌิมาปฏิปทา
ตอบ
๕.๑ บารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา
๕.๒ ปฐมเทศนา คือการแสดงธรรมครั้งแรก มัชฌิมาปฏิปทา คือข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง
๖.
๖.๑ คำว่า ” ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ ” เป็นคำอุทานของใคร ? เพราะเหตุใดจึงอุทานเช่นนั้น ?
๖.๒ พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงสาเหตุของแผ่นดินไหวไว้อย่างไรบ้าง ? จงบอกมา ๕ สาเหตุ
ตอบ
๖.๑ ของยสกุลบุตร, เพราะเห็นอาการพิกลต่าง ๆ ของหมู่ชนบริวารที่นอนหลับ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีเหมือนเมื่อก่อน หมู่ชนบริวารเหล่านั้นปรากฏแก่ยสกุลบุตร ดุจซากศพที่ทิ้งอยู่ในป่าช้า ครั้นเห็นแล้วเกิดความสังเวชสลดใจ คิดเบื่อหน่าย จึงได้ออกอุทานเช่นนั้น
๖.๒ ตรัสถึงสาเหตุดังต่อไปนี้ (เลือกตอบเพียง ๕ ข้อ)
๑. ลมกำเริบ
๒. ท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล
๓. พระโพธิสัตว์จุติจากดุสิตลงสู่พระครรภ์
๔. พระโพธิสัตว์ประสูติ
๕. พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
๖. พระพุทธเจ้ายังธรรมจักรให้เป็นไป
๗. พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร
๘. พระพุทธเจ้าปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
๗.
๗.๑ สังเวชนียสถาน ๔ มีอะไรบ้าง ?
๗.๒ พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระอานนท์เกี่ยวกับการที่ภิกษุจะพึงปฏิบัติต่อสตรีไว้อย่างไร
ตอบ
๗.๑
๑. สถานที่ประสูติ
๒. สถานที่ตรัสรู้
๓. สถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนา ๔. สถานที่ปรินิพพาน
๗.๒ ทรงแสดงว่า “ไม่เห็นเสียเลยดีกว่า ถ้าจำเป็นต้องเห็นก็อย่าพูดด้วย ถ้าจำเป็นต้องพูดก็ให้มีสติสำรวมระวังอย่าให้แปรปรวนไปด้วยราคะ”
ศาสนพิธี
๘.
๘.๑ ศาสนพิธีมีกี่หมวด ? อะไรบ้าง ?
๘.๒ พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ หมายถึงอะไร ?
ตอบ
๘.๑ มี ๔ หมวดคือ
๑. หมวดกุศลพิธี
ว่าด้วยพิธีบำเพ็ญกุศล
๒. หมวดบุญพิธี
ว่าด้วยพิธีทำบุญ
๓. หมวดทานพิธี
ว่าด้วยพิธีถวายทาน
๔. หมวดปกิณกะ
ว่าด้วยพิธีเบ็ดเตล็ด
๘.๒ หมายถึง การประกาศตนของผู้แสดงว่าเป็นผู้รับนับถือพระพุทธเจ้าเป็นของตน เป็นการแสดงตนให้ปรากฏว่า ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาประจำชีวิตของตน
๙.
๙.๑ ในงานมงคลควรจุดเทียนน้ำมนต์เมื่อไร ?
๙.๒ จงอธิบายวิธีปฏิบัติในการประเคนของถวายพระ ?
ตอบ
๙.๑ เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ถึงมงคลสูตร ขึ้นต้นบทว่า อเสวนา จ พาลานํ
๙.๒ มีวิธีปฏิบัติดังนี้คือ
ก. พึงนำของที่จะประเคนเข้าไปให้ใกล้พระผู้รับประมาณหนึ่งศอก จะนั่งหรือยืน แล้วแต่สถานที่ที่พระนั่งอยู่นั้นจะอำนวย
ข. จับของที่จะประเคนด้วยมือทั้งสอง หรือมือเดียวก็ได้ ยกขึ้นเล็กน้อยน้อมถวาย หากเป็นสตรี พึงวางบนผ้าที่ท่านปูไว้ข้างหน้า เสร็จแล้วพึงไหว้หรือกราบก็เป็นอันเสร็จวิธีการประเคน การประเคนนี้ ซึ่งสิ่งของควรไม่หนักเกินไปพอที่คน ๆ เดียวยกได้
๑๐.
๑๐.๑ ปาฏิบุคลิกทาน หมายถึงอะไร ?
๑๐.๒ สังฆทาน หมายถึงอะไร ?
ตอบ
๑๐.๑ หมายถึง ทานที่ถวายเจาะจงเฉพาะรูปนั้นรูปนี้
๑๐.๒ หมายถึง ทานที่ถวายไม่เจาะจงรูปใด มอบเป็นของสงฆ์จัดเฉลี่ยกันใช้สอยเอง

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๓

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓
,
สีลํ โลเก อนุตฺตรํ.
ศีลเป็นเยี่ยมในโลก.

ขุ ชา. เอก. ๒๗/๒๘.

แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๔

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔
,
๑.
๑.๑ พุทธบัญญัติ มูลบัญญัติ อนุบัญญัติ คืออะไร ?
๑.๒ อกรณียกิจคืออะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๑.๑ พุทธบัญญัติ คือข้อที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้เป็นบทบังคับให้ภิกษุประพฤติมูลบัญญัติ คือข้อที่ทรงบัญญัติไว้เดิม อนุบัญญัติ คือข้อที่ทรงบัญญัติเพิ่มเติมภายหลัง
๑.๒ อกรณียกิจ คือกิจที่บรรพชิตไม่ควรทำ มี ๔ อย่างคือ
เสพเมถุน ๑
ลักของเขา ๑
ฆ่าสัตว์ ๑
พูดอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน ๑
๒.
๒.๑ คำว่า ต้องอาบัติ หมายความว่าอย่างไร ?
๒.๒ อาบัติมีโทษกี่สถาน ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๒.๑ หมายความว่า ต้องโทษคือมีความผิดฐานละเมิดข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม
๒.๒ มี ๓ สถานคือ อย่างหนัก อย่างกลาง อย่างเบา
๓.
๓.๑ ท่านเปรียบพระวินัยเหมือนด้ายร้อยดอกไม้ หมายความว่าอย่างไร ?
๓.๒ ภิกษุรักษาพระวินัยดีแล้ว ย่อมได้อานิสงส์อย่างไร ?
ตอบ
๓.๑ หมายความว่า ด้ายร้อยดอกไม้ควบคุมดอกไม้ไว้ไม่ให้กระจัดกระจายฉันใด พระวินัยย่อมรักษาสงฆ์ให้ตั้งอยู่เป็นอันดีฉันนั้น
๓.๒ ย่อมได้อานิสงส์ คือไม่ต้องเดือดร้อนใจ ได้รับความแช่มชื่นว่า ได้ประพฤติดีงาม จะเข้าหมู่ภิกษุผู้มีศีลก็องอาจไม่สะทกสะท้าน
๔.
๔.๑ อาบัติที่เป็นโลกวัชชะหมายความว่าอย่างไร ? จงยกตัวอย่างประกอบ
๔.๒ อาบัติที่เป็นปัณณัตติวัชชะหมายความว่าอย่างไร ? จงยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ
๔.๑ หมายความว่า อาบัติที่มีโทษซึ่งภิกษุทำเป็นความผิดความเสีย คนสามัญทำ ก็เป็นความผิดความเสียเหมือนกัน เช่น ทำโจรกรรม เป็นต้น
๔.๒ หมายความว่า อาบัติที่มีโทษเฉพาะภิกษุทำ แต่คนสามัญทำไม่เป็นความผิดความเสีย เช่น ขุดดิน เป็นต้น
๕.
๕.๑ ภิกษุฆ่าสัตว์ให้ตายเป็นอาบัติอะไร ?
๕.๒ ภิกษุพยายามจะฆ่าตนเองเป็นอาบัติอะไร ?
ตอบ
๕.๑ ถ้าเป็นสัตว์มนุษย์ เป็นอาบัติปาราชิก สัตว์ที่เรียกว่าอมนุษย์ เช่นยักษ์ เปรต และดิรัจฉานมีฤทธิ์จำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ เป็นอาบัติถุลลัจจัย ดิรัจฉานทั่วไป เป็นอาบัติปาจิตตีย์
๕.๒ เป็นอาบัติทุกกฏ
๖.
๖.๑ พูดอย่างไรเรียกว่า อวดอุตตริมนุสสธรรม ?
๖.๒ ภิกษุพูดอวดอุตตริมนุสสธรรมซึ่งไม่มีจริงในตน เมื่อคนอื่นฟังแล้วเข้าใจแต่ไม่เชื่อ ภิกษุนี้จะต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
๖.๑ พูดอวดคุณพิเศษอันยิ่งของมนุษย์ เช่น ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล นิพพาน เรียกว่า อวดอุตตริมนุสสธรรม
๖.๒ ต้องอาบัติปาราชิก
๗.
๗.๑ จงอธิบายความหมายของคำต่อไปนี้ อเตกิจฉา อจิตตกะ
๗.๒ คำว่า มาตุคาม (หญิง) ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒, ๓, ๔, ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
๗.๑
อเตกิจฉา อาบัติที่แก้ไขไม่ได้
อจิตตกะ อาบัติที่ไม่จงใจ

[anb]๗.๒[/anb]
[anu1]มาตุคาม ในสิกขาบทที่ ๒ หมายถึง หญิงมนุษย์โดยที่สุดเกิดในวันนั้น[/anu1]

มาตุคาม ในสิกขาบทที่ ๓, ๔ หมายถึง หญิงผู้รู้เดียงสา
๘.
๘.๑ คำว่า นิสสัคคิยปาจิตตีย์ หมายความว่าอย่างไร ?
๘.๒ ปาจิตตีย์แบ่งเป็น นิสสัคคิยปาจิตตีย์ และสุทธิกปาจิตตีย์ เพราะเหตุไร ?
ตอบ
๘.๑ หมายความว่า อาบัติปาจิตตีย์ที่จำต้องสละสิ่งของ
๘.๒ เพราะว่านิสสัคคิยปาจิตตีย์นั้น ต้องสละวัตถุอันเป็นเหตุให้ต้องอาบัตินั้นเสียก่อน จึงแสดงอาบัติได้ ส่วนสุทธิกปาจิตตีย์นั้น ภิกษุพึงแสดงอาบัติได้เลย ไม่มีวัตถุใด ๆ ที่จำต้องสละ
๙.
๙.๑ ภิกษุนำ เตียง ตั่ง ฟูก เก้าอี้ ของสงฆ์ ไปใช้ในที่แจ้งแล้ว ครั้นหลีกไปจากที่นั้น ไม่เก็บหรือไม่มอบหมายให้ผู้อื่นเก็บให้เรียบร้อย ต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?
๙.๒ ภิกษุเข้าบ้านในเวลาวิกาล โดยไม่บอกลาภิกษุอื่นในวัด ต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?
ตอบ
๙.๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
๙.๒ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีกิจรีบด่วน
๑๐.
๑๐.๑ เสขิยวัตรคืออะไร ? มีกี่สิกขาบท ?
๑๐.๒ ภิกษุไม่เอื้อเฟื้อในเสขิยวัตร ปฏิบัติผิดธรรมเนียม ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
๑๐.๑ คือ วัตรหรือธรรมเนียมที่ควรศึกษา ฯ มี ๗๕ สิกขาบท ฯ
๑๐.๒ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๔

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔
,
๑.
๑.๑ ธรรมคุ้มครองโลกมีอะไรบ้าง ?
๑.๒ ธรรมข้อนี้จะคุ้มครองโลกได้อย่างไร ?
ตอบ
๑.๑ มี ๒ อย่างคือ
๑. หิริ ความละอายแก่ใจ
๒. โอตตัปปะ ความเกรงกลัว
๑.๒ ปัจจุบันโลกที่เกิดวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ส่วนหนึ่งเพราะชาวโลกละทิ้งธรรม คือ หิริ และโอตตัปปะ ไม่ละอายแก่ใจ ไม่เกรงกลัวต่อผลแห่งความชั่ว ขาดเมตตากรุณา เห็นแก่ตัวจัด มีการเบียดเบียน ทำทุจริต โดยวิธีต่าง ๆ หากชาวโลกมีธรรมคู่นี้ตั้งมั่นในใจแล้ว ก็จะช่วยคุ้มครองโลกให้พ้นจากภาวะวิกฤตได้
๒.
๒.๑ พระรัตนตรัย กับไตรสรณคมน์ เป็นอย่างเดียวกัน หรือต่างกันอย่างไร ?
๒.๒ การเปล่งวาจาถึงรัตนะ ๓ เป็นที่พึ่ง จัดเป็นอย่างไหนใน ๒ อย่างนั้น ?
ตอบ
๒.๑ ต่างกัน พระรัตนตรัย ได้แก่หมวด ๓ แห่งรัตนะ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนไตรสรณคมน์ ได้แก่การถึง (เข้าถึง) พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ
๒.๒ จัดเป็นไตรสรณคมน์
๓.
๓.๑ ปธาน ๔ มีอะไรบ้าง ?
๓.๒ คนเสพยาเสพย์ติด เพียรพยายามจะเลิกให้ได้ ชื่อว่าตั้งอยู่ในปธานข้อไหน ?
ตอบ
๓.๑
๑. สังวรปธาน
เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน
๒. ปหานปธาน
เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
๓. ภาวนาปธาน
เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน
๔. อนุรักขนาปธาน
เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม
๓.๒ ตั้งอยู่ในปหานปธาน
๔.
๔.๑ อริยสัจ ๔ มีอะไรบ้าง ?
๔.๒ ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สมหวัง จัดเป็นอริยสัจข้อไหน ?
ตอบ
๔.๑
๑. ทุกข์
๒. สมุทัย คือ เหตุให้ทุกข์เกิด
๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์
๔. มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
๔.๒ จัดเป็นทุกข์
๕.
๕.๑ กรรมที่เป็นบาปหนักที่สุด มีชื่อเรียกว่าอะไร ? คืออะไรบ้าง ?
๕.๒ เพราะเหตุไรจึงเป็นกรรมที่เป็นบาปหนักที่สุด ?
ตอบ
๕.๑ มีชื่อเรียกว่า อนันตริยกรรม คือ
๑. มาตุฆาต
ฆ่ามารดา
๒. ปิตุฆาต
ฆ่าบิดา
๓. อรหันตฆาต
ฆ่าพระอรหันต์
๔. โลหิตุปบาท
ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป
๕. สังฆเภท
ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน
๕.๒ เพราะห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ตั้งอยู่ในฐานปาราชิกของผู้นับถือพระพุทธศาสนา ห้ามไม่ให้ทำเป็นเด็ดขาด
๖.
๖.๑ ทรัพย์ประเภทไหนเรียกว่าอริยทรัพย์ ?
๖.๒ อริยทรัพย์ดีกว่าทรัพย์ภายนอกเพราะเหตุไร ?
ตอบ
๖.๑ คุณความดีที่มีในสันดานอย่างประเสริฐ เรียกว่า อริยทรัพย์ มี ศรัทธา ศีล เป็นต้น
๖.๒ ดีกว่า เพราะอริยทรัพย์ เป็นคุณธรรม ใครแย่งชิงไปไม่ได้ ใช้เท่าใดก็ไม่หมดสิ้น ไม่ต้องเสี่ยงภัยในการแสวงหา ทั้งสามารถติดตามเป็นที่พึ่งในสัมปรายภพได้ด้วย
๗.
๗.๑ โลกธรรมมีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๗.๒ ท่านสอนให้ปฏิบัติต่อโลกธรรมอย่างไร ?
ตอบ
๗.๑ มี ๘ อย่าง คือ
มีลาภ ๑
ไม่มีลาภ ๑
มียศ ๑
ไม่มียศ ๑
สรรเสริญ ๑
นินทา ๑
สุข ๑
ทุกข์ ๑
๗.๒ สอนอย่างนี้ คือโลกธรรมนี้เกิดขึ้นแล้ว เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรรู้ตามที่เป็นจริง คืออย่ายินดีในส่วนที่ปรารถนา อย่ายินร้ายในส่วนที่ไม่ปรารถนา
๘.
๘.๑ อบายมุข ๔ มีอะไรบ้าง ?
๘.๒ การเที่ยวกลางคืนมีโทษอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๘.๑
๑. ความเป็นนักเลงหญิง
๒. ความเป็นนักเลงสุรา
๓. ความเป็นนักเลงเล่นการพนัน
๔. ความคบคนชั่วเป็นมิตร
๘.๒ มีโทษ ๖ อย่างคือ
๑. ชื่อว่าไม่รักษาตัว
๒. ชื่อว่าไม่รักษาลูกเมีย
๓. ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ
๔. เป็นที่ระแวงของคนทั้งหลาย
๕. มักถูกใส่ความ
๖. ได้ความลำบากมาก
๙.
๙.๑ มิตตปฏิรูปได้แก่คนพวกไหนบ้าง ?
๙.๒ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติต่อคนพวกนี้อย่างไร ?
ตอบ
๙.๑
๑. คนปอกลอก
๒. คนดีแต่พูด
๓. คนหัวประจบ
๔. คนชักชวนในทางฉิบหาย
๙.๒ ทรงสอนให้หลีกเลี่ยงไม่ควรคบเป็นมิตร ดุจคนเดินทางเลี่ยงทางที่มีภัยฉะนั้น
๑๐.
๑๐.๑ จงเขียนศีล ๕ ข้อที่ ๓ พร้อมทั้งคำแปล ?
๑๐.๒ อุบาสก อุบาสิกา ควรงดเว้นการค้าขายที่ไม่ชอบธรรมอะไรบ้าง ?
ตอบ
๑๐.๑
กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๑๐.๒
๑. ค้าขายเครื่องประหาร
๒. ค้าขายมนุษย์
๓. ค้าขายสัตว์เป็นสำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร
๔. ค้าขายน้ำเมา
๕. ค้าขายยาพิษ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๔

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔
,
อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคฺคณฺหาติ ปณฺฑิโต.
บัณฑิตผู้ไม่ประมาท ย่อมได้รับประโยชน์ทั้งสอง.

ขุ. อิติ. ๒๕/๒๔๒.

แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓
,
๑.
๑.๑ ปริเยสนา ๒ อย่างตามความในพระสูตรท่านแสดงไว้อย่างไร ?
๑.๒ ภิกษุควรแสวงหาเลี้ยงชีพอย่างไรจึงเป็นการแสวงหาอย่างประเสริฐ ?
ตอบ
๑.๑ แสวงหาสิ่งอันไม่มีชรา พยาธิ มรณะ โสกะและสังกิเลส มีพระนิพพานเป็นอย่างยิ่ง จัดเป็นอริยปริเยสนา แสวงหาสิ่งมีชรา พยาธิ มรณะ โสกะและสังกิเลส ทั้งที่สภาพเช่นนั้นมีอยู่ในตนแล้ว จัดเป็นอนริยปริเยสนา
๑.๒ ภิกษุแสวงหาเลี้ยงชีพโดยอุบายอันสมควร ทั้งไม่เป็นโลกวัชชะและไม่เป็นปัณณัตติวัชชะ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนและผู้อื่นจึงจะเป็นการแสวงหาอย่างประเสริฐ
๒.
๒.๑ ปรีชาหยั่งรู้อะไรจัดเป็นกิจจญาณ ?
๒.๒ สิกขาคืออะไร ? มีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๒.๑ ปรีชาหยั่งรู้ว่า ทุกข์เป็นธรรมชาติที่ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยเป็นสภาพที่ควรละเสีย ทุกขนิโรธเป็นสภาพที่ควรทำให้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นธรรมชาติที่ควรทำให้เกิด จัดเป็นกิจจญาณ
๒.๒ ปฏิปทาที่ตั้งไว้เพื่อศึกษาไตรทวาร ชื่อว่าสิกขา มี ๓ อย่างคือ อธิสีลสิกขา ๑ อธิจิตตสิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑
๓.
๓.๑ อัปปมัญญา ๔ กับพรหมวิหาร ๔ ต่างกันอย่างไร ?
๓.๒ อะไรเรียกว่า อริยวงศ์ ? แจกออกเป็นเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๓.๑ ต่างกันอย่างนี้คือ อัปปมัญญาได้แก่การแผ่โดยไม่เจาะจงตัว และไม่จำกัด ส่วนพรหมวิหารได้แก่การแผ่โดยเจาะจงตัว หรือโดยไม่เจาะจงตัวแต่ยังจำกัดมุ่งเอาหมู่นี้หมู่นั้น
๓.๒ ปฏิปทาของพระอริยบุคคลผู้เป็นสมณะเรียกว่า อริยวงศ์ แจกออกเป็น ๔ คือ
๑) สันโดษด้วยจีวรตามมีตามเกิด
๒) สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามเกิด
๓) สันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามเกิด
๔) ยินดีในการเจริญกุศลและในการละอกุศล
๔.
๔.๑ อุปาทานคืออะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๔.๒ กำเนิด ๔ มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๔.๑ คือการถือมั่นข้างเลว ได้แก่การถือรั้น มี ๔ คือ
กามุปาทาน ถือมั่นในกาม ๑
ทิฏฐุปาทาน ถือมั่นทิฏฐิ ๑
สีลัพพตุปาทาน ถือมั่นศีลพรต ๑
อัตตวาทุปาทาน ถือมั่นวาทะว่าตน ๑
๔.๒ คือ
ชลาพุชะ เกิดในครรภ์ ๑
อัณฑชะ เกิดในไข่ ๑
สังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล ๑
โอปปาติกะ เกิดผุดขึ้น ๑
๕.
๕.๑ การสำรวมระวังปิดกั้นอกุศลเรียกว่าอะไร ? มีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๕.๒ สติสังวร สำรวมด้วยสตินั้น มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
๕.๑ เรียกว่า สังวร มี ๕ คือ
๑) สีลสังวร สำรวมด้วยศีล
๒) สติสังวร สำรวมด้วยสติ
๓) ญาณสังวร สำรวมด้วยญาณ
๔) ขันติสังวร สำรวมด้วยขันติ
๕) วิริยสังวร สำรวมด้วยความเพียร
๕.๒ การสำรวมอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น จากอกุศลธรรมมิให้ครอบงำ เมื่อเห็นรูปเป็นต้น ทั้งมีสติไม่ฟั่นเฟือนระลึกก่อนทำ พูด คิด ไม่ให้ผิดทางกาย วาจา ใจ ไม่ประมาทหลงทำกรรมชั่ว
๖.
๖.๑ ทำไมท่านจึงเปรียบวิสุทธิ ๗ เหมือนรถ ๗ ผลัด ?
๖.๒ อะไรจัดเป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ?
ตอบ
๖.๑ เพราะวิสุทธิ ๗ นี้ เป็นปัจจัยส่งต่อกันขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อบรรลุพระนิพพานเหมือนรถ ๗ ผลัดที่ต่างก็ส่งต่อบุคคลไปยังสถานที่ถัดไป
๖.๒ วิปัสสนาญาณ ๙ จัดเป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
๗.
จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้
๗.๑ ภควา
๗.๒ โอปนยิโก
ตอบ
๗.๑ ภควา คือพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้มีโชค คือจะทรงทำการใด ก็ลุล่วงปลอดภัยทุกประการ อีกอย่างหนึ่งเป็นผู้จำแนกแจกธรรม
๗.๒ โอปนยิโก คือพระธรรมมีคุณควรน้อมเข้ามาในใจของตนหรือควรน้อมใจเข้าไปหาพระธรรมนั้นด้วยการปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นในใจ
๘.
๘.๑ บารมีคืออะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๘.๒ สังโยชน์อะไรเรียกว่า โอรัมภาคิยสังโยชน์ ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๘.๑ คือคุณสมบัติหรือปฏิปทาอันยวดยิ่ง มี ๑๐ อย่าง คือ ทาน ๑ ศีล ๑ เนกขัมมะ ๑ ปัญญา ๑ วิริยะ ๑ ขันติ ๑ สัจจะ ๑ อธิษฐาน ๑ เมตตา ๑ อุเบกขา ๑
๘.๒ สังโยชน์เบื้องต่ำคืออย่างหยาบเรียกว่า โอรัมภาคิยสังโยชน์ มี ๕ อย่างคือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ กามราคะ ๑ ปฏิฆะ ๑
๙.
จงอธิบายคำต่อไปนี้
๙.๑ มิจฉาสมาธิ
๙.๒ สัมมาสมาธิ
ตอบ
๙.๑ การตั้งจิตไว้ผิด โดยนำสมาธิที่ได้นั้นไปใช้ในผิดทาง เช่น สะกดจิตในทางหาลาภให้แก่ตนเอง ในทางหาผลประโยชน์ ทำให้ผู้อื่นหลงงมงาย
๙.๒ สัมมาสมาธิ คือการตั้งจิตไว้ชอบในองค์ฌาน ๔ อันตรงข้ามกับ มิจฉาสมาธิข้างต้น
๑๐.
๑๐.๑ ธุดงค์ ๑๓ ท่านกล่าวว่า เป็นวัตรพิเศษอย่างหนึ่งไม่ใช่ศีลนั้นคืออย่างไร ?
๑๐.๒ ธุดงค์นั้น ท่านบัญญัติไว้เพื่ออะไร ?
ตอบ
๑๐.๑ เฉพาะผู้สมัครใจจะพึงสมาทานประพฤติไม่มีโทษ มีแต่ให้คุณแก่ผู้ถือปฏิบัติ
๑๐.๒ เพื่อเป็นอุบายบรรเทาขัดเกลาและกำจัดกิเลส เป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ

วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๕

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๒๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๕
,
๑.
๑.๑ พุทธประวัติว่าด้วยเรื่องอะไร ?
๑.๒ การเรียนรู้พุทธประวัติได้ประโยชน์อย่างไร ?
ตอบ
๑.๑ ว่าด้วยเรื่องความเป็นมาของพระพุทธเจ้า เป็นการแสดงพระพุทธจริยาในด้านต่าง ๆ ของพระองค์ให้ปรากฏ ฯ
๑.๒ ได้ประโยชน์ ๒ ประการ คือ
๑) ในด้านการศึกษา ทำให้ทราบความเป็นมาของพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับการศึกษาตำนานความเป็นมาของชาติตน ทำให้บุคคลได้ทราบว่า ชาติของตนเป็นมาอย่างไร มีความสำคัญอย่างไรเป็นต้น
๒) ในด้านปฏิบัติ ทำให้บุคคลได้แนวในการดำเนินชีวิตตามพระพุทธจริยาอันเป็นปฏิปทานำความสุขความเจริญมาให้แก่บุคคล ตามสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติ ฯ
๒.
๒.๑ พระมหาบุรุษทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตที่ไหน ?
๒.๒ ในราตรีแห่งการตรัสรู้ พระมหาบุรุษทรงบรรลุญาณอะไรในแต่ละยาม ?
ตอบ
๒.๑ ที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละ ฯ
๒.๒ ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ในปฐมยาม ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณหรือทิพพจักษุญาณ ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ในปัจฉิมยาม ฯ
๓.
๓.๑ พระพุทธองค์ทรงตัดสินพระทัยแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์เพราะทรงพิจารณาอย่างไร ?
๓.๒ พระพุทธองค์ตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้ว ในพรรษาแรกเสด็จประทับอยู่ที่ไหน ? และทรงบำเพ็ญพุทธกิจไว้อย่างไร ?
ตอบ
๓.๑ เพราะทรงพิจารณาว่า บุคคลผู้มีกิเลสเบาบางก็มี หนาก็มี ผู้มีอินทรีย์กล้าก็มี อ่อนก็มี เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่ายก็มี โดยยากก็มี เป็นผู้สามารถจะรู้ได้ก็มี ไม่สามารถจะรู้ได้ก็มี เปรียบเหมือนดอกบัว ๔ เหล่า เมื่อเป็นเช่นนั้น พระธรรมเทศนาคงไม่ไร้ผล จักยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่คนทุกเหล่า เว้นแต่จำพวกที่มิใช่เวไนยสัตว์ที่เปรียบด้วยดอกบัวอันเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า ฯ
๓.๒ ประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ฯ ได้ทรงบำเพ็ญพุทธกิจที่สำคัญไว้ดังนี้
๑) ทรงแสดงธรรมโปรดพระภิกษุปัญจวัคคีย์ให้ได้สำเร็จมรรคผลสูงสุด
๒) ทรงแสดงธรรมโปรดพระยสะพร้อมด้วยสหายอีก ๕๔ คน จนสำเร็จพระอรหัตผลทั้งหมด
๓) ทรงแสดงธรรมโปรดบิดามารดาและภรรยาเก่าของพระยสะให้ได้ดวงตาเห็นธรรม แล้วแสดงตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา ผู้ถึงพระรัตนตรัยก่อนกว่าชนทั้งปวงในโลก
๔) ทรงส่งพระอรหันตสาวก ๖๐ องค์ ไปประกาศพระศาสนายังถิ่นต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก ฯ
๔.
๔.๑ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมต่อไปนี้แก่ใคร ? ที่ไหน ?
ก) โอวาทปาฏิโมกข์
ข) เวทนาปริคคหสูตร
๔.๒ สถานที่ต่อไปนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์อย่างไร ?
ก) เวฬุวัน
ข) สาลวัน
ตอบ
๔.๑
ก) แก่พระอรหันตขีณาสพ ๑,๒๕๐ องค์ ณ เวฬุวนาราม แคว้นมคธ
ข) แก่ทีฆนขปริพาชก ณ ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ แขวงเมืองราชคฤห์ ฯ
๔.๒
ก) เป็นพระราชอุทยานของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งทรงถวายเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์พร้อมกับพระสงฆ์ เป็นสังฆารามแห่งแรก ฯ
ข) เป็นสถานที่แสดงธรรมโปรดสุภัททปริพาชกผู้เป็นปัจฉิมสักขิสาวกและเป็นสถานที่ปรินิพพาน ฯ
๕.
๕.๑ พระราชาของแคว้นไหนที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นองค์แรก ? พระนามว่าอะไร ?
๕.๒ ความปรารถนาว่า “ขอให้ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมของพระอรหันต์” เป็นความปรารถนาของใคร ? และความปรารถนานั้นสำเร็จบริบูรณ์เมื่อไร ?
ตอบ
๕.๑ พระราชาของแคว้นมคธ ทรงพระนามว่า พิมพิสาร ฯ
๕.๒ ของพระเจ้าพิมพิสารครั้งยังทรงเป็นพระราชกุมาร ฯ สำเร็จบริบูรณ์ในวันที่ได้ฟังอนุปุพพีกถาและอริยสัจ ๔ ที่ทรงแสดง ณ สวนตาลหนุ่มจนได้ดวงตาเห็นธรรม ฯ
๖.
๖.๑ พระพุทธองค์ประทับจำพรรษาสุดท้าย ณ ที่ใด ?
๖.๒ พระองค์ทรงปลงอายุสังขารเมื่อใด ?
ตอบ
๖.๑ ณ บ้านเวฬุวคาม กรุงเวสาลี แคว้นวัชชี ฯ
๖.๒ เมื่อวันเพ็ญเดือน ๓ คือ ๓ เดือนก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน ฯ
๗.
๗.๑ เมื่อจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้ประทานพระโอวาทเรื่องศาสดาแทนพระองค์ไว้อย่างไร ?
๗.๒ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึงวิธีปฏิบัติต่อภิกษุผู้ถูกลงพรหมทัณฑ์ไว้อย่างไร ?
ตอบ
๗.๑ ได้ประทานพระโอวาทว่า “ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี อันใด อันเราได้แสดงแล้ว ได้บัญญัติแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาแห่งท่านทั้งหลาย โดยกาลที่ล่วงไปแล้วแห่งเรา” ฯ
๗.๒ ตรัสไว้ว่า “ภิกษุนั้นจะพึงปรารถนาเจรจาคำใด ก็พึงเจรจาคำนั้น ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงว่า ไม่พึงโอวาท ไม่พึงสั่งสอนเลย” ฯ
ศาสนพิธี
๘.
๘.๑ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กำหนดไว้กี่วัน ? มีวันอะไรบ้าง ?
๘.๒ วันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่างไร ?
ตอบ
๘.๑ ๔ วัน มีวันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา วันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ฯ
๘.๒ เป็นวันอัฏฐมีบูชา คือวันคล้ายกับวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ฯ
๙.
๙.๑ คำว่า “เจริญพระพุทธมนต์” กับ “สวดพระพุทธมนต์” ใช้ในพิธีต่างกันอย่างไร ?
๙.๒ จงเขียนคำอาราธนาพระปริตรมาดู
ตอบ
๙.๑ คำว่า “เจริญพระพุทธมนต์” ใช้ในพิธีมงคล ส่วนคำว่า “สวดพระพุทธมนต์” ใช้ในพิธีอวมงคล ฯ
๙.๒
วิปตฺติปฏิพาหาย สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา
สพฺพทุกฺขวินาสาย ปริตฺตํ พฺรูถ มงฺคลํ ฯ
วิปตฺติปฏิพาหาย สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา
สพฺพภยวินาสาย ปริตฺตํ พฺรูถ มงฺคลํ ฯ
วิปตฺติปฏิพาหาย สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา
สพฺพโรควินาสาย ปริตฺตํ พฺรูถ มงฺคลํ ฯ
๑๐.
๑๐.๑ คำว่า “เผดียงสงฆ์” หมายถึงอะไร ?
๑๐.๒ การกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ หมายถึงอย่างไร ?
ตอบ
๑๐.๑ หมายถึงการแจ้งความประสงค์ให้สงฆ์ทราบ ฯ
๑๐.๒ หมายถึงการกราบพร้อมด้วยองค์ ๕ คือให้หน้าผาก กับฝ่ามือสองข้างและเข่าสองข้างจดพื้น ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓
,
๑.
๑.๑ สิกขาบทนอกพระปาฏิโมกข์เรียกว่าอะไร ? ทรงบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์อะไร ?
๑.๒ กายบริหาร ข้อที่ ๓ และข้อที่ ๗ มีความว่าอย่างไร ?
ตอบ
๑.๑ เรียกว่า อภิสมาจาร ฯ ทรงบัญญัติไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบภิกษุและความงามของพระศาสนา เช่นกับตระกูลใหญ่ จำต้องมีระเบียบไว้รักษาเกียรติของตระกูล ฯ
๑.๒ มีความว่าดังนี้
ข้อที่ ๓ อย่าพึงไว้เล็บยาว การขัดมลทินหรือแคะมูลเล็บเป็นกิจควรทำ
ข้อที่ ๗ อย่าพึงแต่งเครื่องประดับต่าง ๆ เช่น ตุ้มหู สายสร้อยและแหวน เป็นต้น ฯ
๒.
๒.๑ บาตรที่ทรงอนุญาตมีกี่ชนิด ? อะไรบ้าง ? บาตรแสตนเลสจัดเข้าในชนิดไหน ?
๒.๒ บาตรที่ทรงห้ามมีกี่ชนิด ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๒.๑ มี ๒ ชนิด ฯ คือบาตรดินเผา บาตรเหล็ก ฯ บาตรแสตนเลสจัดเข้าในบาตรเหล็ก
๒.๒ มี ๑๑ ชนิด คือ ๑ บาตรทอง ๒ บาตรเงิน ๓ บาตรแก้วมณี ๔ บาตรแก้วไพฑูรย์ ๕ บาตรแก้วผลึก ๖ บาตรแก้วหุง ๗ บาตรทองแดง ๘ บาตรทองเหลือง ๙ บาตรดีบุก ๑๐ บาตรสังกะสี และ ๑๑ บาตรไม้
๓.
๓.๑ นิสัยคืออะไร ? เหตุให้นิสัยระงับมีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๓.๒ ภิกษุเช่นไรควรได้นิสัยมุตตกะ ?
ตอบ
๓.๑ นิสัย คือ กิริยาที่พึ่งพิงของสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิก ต่อพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ ฯ
เหตุให้นิสัยระงับจากพระอุปัชฌาย์ มี ๕ คือ ฯ
๑. หลีกไปเสีย
๒. สึกเสีย
๓. ตายเสีย
๔. ไปเข้ารีตเดียรถีย์
๕. สั่งบังคับ
ส่วนเหตุให้นิสัยระงับจากพระอาจารย์ เพิ่มอีก ๑ ข้อ คือ อันเตวาสิกรวมเข้ากับพระอุปัชฌาย์ของเธอ
๓.๒ ภิกษุผู้ควรได้นิสัยมุตตกะ คือ
๑) เป็นผู้มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ สติ
๒) เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล อาจาระ ความเห็นชอบ เคยได้ยินได้ฟังมามาก มีปัญญา
๓) รู้จักอาบัติ มิใช่อาบัติ อาบัติเบา อาบัติหนัก ทรงปาฏิโมกข์ ทั้งมีพรรษาพ้น ๕
๔.
๔.๑ วัตรคืออะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๔.๒ วัตถุอนามาสคืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๔.๑ วัตรคือแบบอย่างอันภิกษุควรประพฤติในกาลเหตุนั้น ๆ ฯ มี ๓ อย่าง ฯ คือ ๑ กิจวัตร ๒ จริยาวัตร ๓ วิธิวัตร
๔.๒ วัตถุอนามาส คือวัตถุไม่ควรจับต้อง ฯ มีดังนี้
๑) ผู้หญิง ทั้งเครื่องแต่งกาย ทั้งรูปที่ทำมีสัณฐานเช่นนั้น และ ดิรัจฉานตัวเมีย
๒) ทอง เงิน และรัตนะ
๓) ศัสตราวุธ
๔) เครื่องดักสัตว์
๕) เครื่องประโคมทุกอย่าง
๖) ข้าวเปลือก และผลไม้อันเกิดอยู่ในที่ ฯ
๕.
๕.๑ กิจอันสงฆ์จะพึงทำก่อนสวดปาฏิโมกข์มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๕.๒ สงฆ์สวดปาฏิโมกข์อยู่ ภิกษุอื่นมาถึง หรือมาถึงเมื่อสวดจบแล้ว พึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
๕.๑ มี ๙ อย่าง ฯ คือ
๑. กวาดโรงอุโบสถ
๒. ตามประทีป
๓. ปูอาสนะ
๔. ตั้งน้ำฉันน้ำใช้
๕. นำปาริสุทธิของภิกษุผู้เจ็บไข้มา
๖. นำฉันทะของเธอมาด้วย
๗. บอกฤดู
๘. นับภิกษุ
๙. สั่งสอนนางภิกษุณี ฯ
๕.๒
ถ้าภิกษุมาใหม่มากกว่า ต้องสวดใหม่ ถ้าเท่ากันหรือน้อยกว่า ให้ฟังส่วนที่เหลือ
ถ้ามาเมื่อสวดจบแล้ว ไม่ต้องสวดซ้ำอีก ให้บอกปาริสุทธิในสำนักภิกษุผู้สวดผู้ฟังปาฏิโมกข์แล้ว ฯ
๖.
๖.๑ ความรู้อะไรบ้างที่จัดเป็นดิรัจฉานวิชา ?
๖.๒ ภิกษุประพฤติเช่นไรเรียกว่าทำศรัทธาไทยให้ตกไป ?
ตอบ
๖.๑
๑) ความรู้ในทางทำเสน่ห์
๒) ความรู้ในทางทำให้ผู้นั้นผู้นี้ถึงความวิบัติ
๓) ความรู้ในทางใช้ภูตผีอวดฤทธิ์เดชต่าง ๆ
๔) ความรู้ในทางทำนายทายทัก
๕) ความรู้อันทำให้หลงงมงาย เช่น หุงปรอท ฯ
๖.๒
ภิกษุรับของที่เขาถวายแล้ว ไม่บริโภค แต่กลับนำไปให้แก่คฤหัสถ์เสีย ทำผู้บริจาคเสื่อมศรัทธา (ยกเว้น อนามัฏฐบิณฑบาต ทรงอนุญาตพิเศษแก่มารดาบิดา) ฯ
๗.
๗.๑ อเนสนาได้แก่อะไร ? มีอะไรบ้าง ?
๗.๒ การทำวิญญัติคือการทำอย่างไร ? จัดเข้าในอุปปถกิริยาประเภทไหน ?
ตอบ
๗.๑ กิริยาแสวงหาในทางไม่สมควร มี ๒ อย่างคือ ฯ
๑) การแสวงหาเป็นโลกวัชชะ มีโทษทางโลก
๒) การแสวงหาเป็นปัณณัตติวัชชะ มีโทษทางพระบัญญัติ ฯ
๗.๒ การขอต่อบุคคลที่ไม่ควรขอ หรือในเวลาที่ไม่ควร เช่น คฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา ฯ จัดเข้าในอุปปถกิริยาประเภทอเนสนา ฯ
๘.
๘.๑ จงให้ความหมายของคำว่า กาลิก ยาวกาลิก ยามกาลิก สัตตาหกาลิก ยาวชีวิก ?
๘.๒ น้ำอ้อยเป็นกาลิกอะไร ?
ตอบ
๘.๑
กาลิก คือของที่จะพึงกลืนให้ล่วงลำคอลงไป
ยาวกาลิก คือของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว ตั้งแต่เช้าชั่วเที่ยงวัน
ยามกาลิก คือของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว คือ ๑ วัน กับ ๑ คืน
สัตตาหกาลิก คือของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว ๗ วัน
ยาวชีวิก คือของที่ให้บริโภคได้เสมอ ไม่จำกัดกาล ฯ
๘.๒ น้ำอ้อยสด จัดเป็นยามกาลิก น้ำอ้อยเคี่ยวจนแข็ง จัดเป็นสัตตาหกาลิก ฯ
๙.
๙.๑ อุกเขปนียกรรม สงฆ์ควรทำแก่ภิกษุผู้ประพฤติเช่นไร ?
๙.๒ อธิษฐาน (บริขาร) มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๙.๑ ควรทำแก่ภิกษุผู้ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติ หรือยอมรับแต่ไม่ทำคืนอาบัติ ฯ
๙.๒ มี ๒ อย่าง ฯ คือ
๑) อธิษฐานด้วยกาย คือลูบบริขารนั้นพร้อมผูกใจว่าจะใช้ผ้าผืนนี้เป็นผ้าครอง
๒) อธิษฐานด้วยวาจา คือกล่าวคำอธิษฐาน ไม่ถูกของด้วยกายก็ได้ ฯ
๑๐.
๑๐.๑ สมบัติของภิกษุในทางพระวินัยมีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๑๐.๒ ภิกษุประพฤติเช่นไร ได้ชื่อว่า โคจรวิบัติ ?
ตอบ
๑๐.๑ มี ๔ ฯ คือ
๑) สีลสมบัติ
๒) อาจารสมบัติ
๓) ทิฏฐิสมบัติ
๔) อาชีวสมบัติ ฯ
๑๐.๒ ภิกษุไปสู่บุคคลก็ดี สถานที่ก็ดี อันภิกษุไม่ควรไป คือ หญิงแพศยา ๑

หญิงหม้าย ๑ สาวเทื้อ ๑ ภิกษุณี ๑ บัณเฑาะก์ ๑ ร้านสุรา ๑ ได้ชื่อว่า โคจรวิบัติ