ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๐

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
สีลสมาธิคุณานํ    ขนฺติ ปธานการณํ
สพฺเพปิ กุสลา ธมฺมา    ขนฺตฺยาเยว วฑฺฒนฺติ เต ฯ
ขันติเป็นประธาน เป็นเหตุแห่งคุณคือศีลและสมาธิ
กุศลธรรมทั้งปวงย่อมเจริญเพราะขันติเท่านั้น ฯ

ส. ม. ๒๒๒.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๐

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
๑.
อภิสมาจารมี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเป็นข้ออนุญาต อีกอย่างคืออะไร ? ปรับอาบัติอะไรบ้าง ?
ตอบ
อีกอย่างหนึ่ง คือข้อห้าม ฯ
ปรับอาบัติถุลลัจจัยและอาบัติทุกกฏ ฯ
๒.
ภิกษุใช้เครื่องนุ่งห่มของคฤหัสถ์ปกปิดกายแทนจีวร จะผิดหรือไม่ อย่างไร ?
ตอบ
แล้วแต่กรณี ในสมัยที่จีวรถูกไฟไหม้ ถูกโจรชิงไปเป็นต้น นุ่งห่มผ้าของคฤหัสถ์ได้ ห้ามเปลือยกาย ถ้าไม่ปกปิด ต้องทุกกฎ แต่ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นต้องทุกกฎ ฯ
๓.
วิธีใช้วิธีรักษาบาตรที่ถูกต้อง คืออย่างไร ?
ตอบ
ห้ามใช้บาตรต่างกระโถน คือทิ้งก้างปลา กระดูก เนื้อ หรืออื่น ๆ อันเป็นเดนในบาตร ห้ามล้างมือหรือบ้วนปากลงในบาตร มือเปื้อนจับบาตรก็ไม่ควร ฉันแล้วให้ล้าง ห้ามเก็บทั้งยังเปียก ให้ผึ่งแดดก่อน ห้ามผึ่งทั้งยังเปียก ให้เช็ดจนหมดน้ำจึงผึ่ง ห้ามผึ่งไว้นาน ให้ผึ่งสักครู่หนึ่ง ฯ
๔.
สัทธิวิหาริกคือใคร ? อุปัชฌาย์ควรมีใจเอื้อเฟื้อสัทธิวิหาริกของตนอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
ภิกษุถือภิกษุรูปใดเป็นอุปัชฌาย์ ก็เป็นสัทธิวิหาริกของภิกษุรูปนั้น ฯ
อุปัชฌาย์ควรมีใจเอื้อเฟื้อสัทธิวิหาริกของตนอย่างนี้
๑. เอาใจใส่ในการศึกษาของสัทธิวิหาริก
๒. สงเคราะห์ด้วยบาตร จีวร และบริขารอื่น ๆ ถ้าของตนไม่มีก็ขวนขวายให้
๓. ขวนขวายป้องกันหรือระงับความเสื่อมเสียอันจักมีหรือที่มีแล้วแก่สัทธิวิหาริก
๔. เมื่อสัทธิวิหาริกอาพาธ ทำการพยาบาล ฯ
๕.
ภายในพรรษาภิกษุมีเหตุให้ไปที่อื่น คิดจะกลับภายในวันนั้น มิได้ผูกใจสัตตาหะไว้ แต่มีเหตุขัดข้องให้กลับถึงเมื่ออรุณขึ้นแล้ว เช่นนี้ พรรษาขาดหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?
ตอบ
ถ้าไปด้วยธุระที่ทรงอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะ พรรษาไม่ขาด ฯ
เพราะยังอยู่ในพุทธานุญาต ทั้งจิตคิดจะกลับ ถ้าไปด้วยมิใช่ธุระที่เป็นสัตตาหกรณียะ พรรษาขาด ฯ
๖.
การสวดปาติโมกข์นั้น มีบุพพกิจอะไรบ้าง ? และภิกษุอาจต้องถุลลัจจัยด้วยเรื่องอะไรบ้าง ?
ตอบ
มีดังนี้ นำปาริสุทธิของภิกษุผู้อาพาธมา นำฉันทะของเธอมาด้วย บอกฤดู นับภิกษุ สั่งสอนนางภิกษุณี ฯ
ภิกษุรู้อยู่ว่าจะมีภิกษุอื่นมาร่วมทำอุโบสถด้วยอีก แต่นึกเสียว่า ช่างเถอะแล้วสวดปรับอาบัติถุลลัจจัย ฯ
๗.
ปวารณา คืออะไร ? มีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุเช่นไรทำปวารณาได้ ? และทำในวันไหน ?
ตอบ
คือการให้โอกาสแก่ภิกษุทั้งหลายเพื่อตักเตือนว่ากล่าวตนได้ ฯ
มีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาถ้วนไตรมาสทำปวารณาแทนอุโบสถ ฯ
ทำในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันเต็ม ๓ เดือน แต่วันจำพรรษา ฯ
๘.
ดิรัจฉานวิชาไม่ดีอย่างไร พระศาสดาจึงตรัสห้ามไว้ ไม่ให้บอกไม่ให้เรียน ?
ตอบ
เป็นความรู้ที่เขาสงสัยว่าลวงหรือหลง ผู้บอกเป็นผู้ลวง ผู้เรียนก็เป็นผู้หัดเพื่อจะลวงหรือเป็นผู้หลง ฉะนั้นพระศาสดาจึงตรัสห้ามไม่ให้ศึกษา ฯ
๙.
ยาวกาลิก กับ ยาวชีวิก ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ยาวกาลิก คือ อาหารที่เก็บได้ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวัน ได้แก่โภชนะ ๕ นมสด นมส้ม เป็นต้น
ยาวชีวิก คือ ส่วนประกอบยา บริโภคได้เสมอไปไม่มีจำกัดเวลาเมื่อมีเหตุได้แก่ รากไม้ น้ำฝาด ใบไม้ ผลไม้ ยางไม้ เกลือ เป็นต้น ฯ
๑๐.
อโคจร คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
คือบุคคลก็ดี สถานที่ก็ดี อันภิกษุไม่ควรไปสู่ ฯ
มีหญิงแพศยา ๑ หญิงหม้าย ๑ สาวเทื้อ ๑ ภิกษุณี ๑ บัณเฑาะก์ ๑ ร้านสุรา ๑ ฯ

อนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๑

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๒๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑
,
๑.
พุทธบุคคล มีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๓ ประเภท ฯ คือ
๑. พระสัมมาสัมพุทธะ
๒. พระปัจเจกพุทธะ
๓. พระอนุพุทธะ ฯ
๒.
ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ท่าน ได้ดวงตาเห็นธรรมก่อนหลังกันอย่างไร ?
ตอบ
ท่านโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นองค์แรก ต่อมาท่านวัปปะและท่านภัททิยะจึงได้ และต่อมาท่านมหานามะและท่านอัสสชิจึงได้ตามลำดับ ฯ
๓.
พระสาวกผู้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลเพราะฟังธรรมเทศนาเรื่องเดียวซ้ำ ๒ ครั้ง คือใคร ? ธรรมเทศนาเรื่องอะไร ?
ตอบ
คือพระยสะ ฯ
เรื่อง อนุปุพพีกถาและอริยสัจ ๔ ฯ
๔.
อนัตตลักขณสูตร และอาทิตตปริยายสูตร ว่าด้วยเรื่องอะไร ? ทรงแสดงแก่ใคร ?
ตอบ
อนัตตลักขณสูตร ว่าด้วยเรื่อง ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา ทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์
อาทิตตปริยายสูตร ว่าด้วยเรื่องสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ร้อนเพราะไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ทรงแสดงแก่ชฎิล ๓ พี่น้อง พร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ คน ฯ
๕.
อุปติสสปริพาชกเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเพราะได้ฟังธรรมจากใคร ? มีใจความอย่างไร ?
ตอบ
จากพระอัสสชิ ฯ
มีใจความว่า พระศาสดาทรงแสดงความเกิดแห่งธรรมทั้งหลาย เพราะเป็นไปแห่งเหตุ และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น เพราะดับแห่งเหตุ พระศาสดาตรัสอย่างนี้ ฯ
๖.
พระมหากัสสปเถระเป็นประธานในการทำสังคายนาครั้งแรกที่ไหน ? ใช้เวลานานเท่าไร ?
ตอบ
ที่ถ้ำสัตตบัณณคูหา เวภารบรรพต กรุงราชคฤห์ ฯ
ใช้เวลา ๗ เดือน ฯ
๗.
การบวชของพระมหากัจจายนะ มีความเป็นมาอย่างไร ?
ตอบ
ท่านได้รับมอบหมายจากพระเจ้าจัณฑปัชโชต ให้ไปทูลเชิญพระพุทธเจ้าสู่กรุงอุชเชนี จึงทูลลาบวชด้วย ครั้นเข้าเฝ้าฟังธรรมแล้ว บรรลุพระอรหันต์ จึงทูลขอบวช ฯ
๘.
“โลกมีอะไรผูกพันไว้ อะไรเป็นเครื่องสัญจรของโลกนั้น ท่านกล่าวกันว่านิพพาน ๆ ดังนี้ เพราะละอะไรได้ ?” ปัญหานี้ใครทูลถาม ?
ตอบ
อุทยมาณพเป็นผู้ทูลถาม ฯ
ศาสนพิธี
๙.
ในงานมงคลนิยมเจริญพระพุทธมนต์ด้วยบทสวดมนต์ที่เรียกสั้น ๆ ว่าอะไร ? และต้องมีบทอื่นมาประกอบอีก เรียกว่าอะไร ?
ตอบ
เรียกว่า เจ็ดตำนาน ฯ
เรียกว่า ต้นสวดมนต์หรือต้นตำนาน และท้ายสวดมนต์ ฯ
๑๐.
เทศน์มหาชาติ คือการเทศน์เรื่องอะไร ? มีกี่กัณฑ์ ? จบเทศน์มหาชาติแล้ว นิยมเทศน์ต่อด้วยเรื่องอะไร ?
ตอบ
เรื่องเวสสันดรชาดก ฯ
มี ๑๓ กัณฑ์ ฯ
เรื่อง จตุราริยสัจจกถา ฯ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๔๖

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๖
,
๑.
๑.๑ บาลีแสดงปฏิปทาแห่งนิพพิทาว่า เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ผู้ใดสำรวมจิต ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร คำว่า “ บ่วงแห่งมาร ” ได้แก่อะไร ?
๑.๒ อาการสำรวมจิต คืออย่างไร ?
ตอบ
๑.๑ คำว่า “บ่วงแห่งมาร” ได้แก่วัตถุกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าใคร่ น่าปรารถนา น่าชอบใจ ฯ
๑.๒ อาการสำรวมจิตมี ๓ ประการ คือ
๑. สำรวมอินทรีย์มิให้ความยินดีครอบงำ ในเมื่อเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา
๒. มนสิการกัมมัฏฐานอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันท์ คือ อสุภและกายคตาสติ หรืออันยังจิตให้สลด คือมรณสติ
๓. เจริญวิปัสสนา คือพิจารณาสังขารแยกออกเป็นขันธ์ สันนิษฐานเห็นเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ฯ
๒.
๒.๑ นิพัทธทุกข์ หมายถึงทุกข์อย่างไร ?
๒.๒ ในทุกข์ ๑๐ อย่าง ความร้อนใจ หรือความถูกลงอาชญา จัดเป็นทุกข์เช่นไร ?
ตอบ
๒.๑ หมายถึง ทุกข์เนืองนิตย์ หรือทุกข์เป็นเจ้าเรือน ได้แก่ หนาว ร้อน หิว ระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ฯ
๒.๒ จัดเป็นวิปากทุกข์ ฯ
๓.
๓.๑ ในวิมุตติ ๕ อย่างไหนเป็นโลกิยะ อย่างไหนเป็นโลกุตตระ ?
๓.๒ พระบาลีว่า “ ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ บุคคลย่อมหมดจดด้วยปัญญา ” มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
๓.๑
๑. ตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ เป็นโลกิยะ
๒. สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ นิสสรณวิมุตติ เป็นโลกุตตระ ฯ
๓.๒ มีอธิบายว่า บุคคลทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง ไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง ความหมดจดและความเศร้าหมองเป็นของเฉพาะตน คนอื่นยังคนอื่นให้หมดจดหาได้ไม่ ฯ
๔.
เนื้อความในภารสูตรว่า “ ปลงภาระอันหนักเสียแล้ว ไม่ถือเอาภาระอันอื่น ” ถามว่า
ก. คำว่า “ ภาระอันหนัก ” ได้แก่อะไร ?
ข. การถือและการปลงภาระอันหนักนั้น หมายถึงอะไร ?
ตอบ
ก. ภาระอันหนัก ได้แก่ ปัญจขันธ์ ฯ
ข. การถือ หมายถึง การถือด้วยอุปาทาน การปลง หมายถึง การถอนอุปาทาน ฯ
๕.
๕.๑ คติ คือภูมิเป็นที่ไปของสัตว์ผู้ตายแล้ว เป็นอย่างไร ?
๕.๒ มีบาลีแสดงอุทเทสเกี่ยวกับคตินั้น ว่าอย่างไร ?
ตอบ
๕.๑ เป็น ๒ คือ ทุคติ ภูมิเป็นที่ไปข้างชั่ว ๑ สุคติ ภูมิเป็นที่ไปข้างดี ๑ ฯ
๕.๒ มีบาลีแสดงอุทเทสว่า ดังนี้
ก. จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง
ข. จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ฯ
๖.
๖.๑ พระบรมศาสดาทรงชักนำบุคคลให้บำเพ็ญสมาธิ เพราะทรงเห็นประโยชน์อย่างไร ?
๖.๒ พระพุทธจรรยาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในการทรงแสดงธรรมเร้าใจนั้น ด้วยอาการอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๖.๑ เพราะทรงเห็นว่า จิตใจของบุคคลเมื่อได้อบรมดีแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ ย่อมรู้เห็นตามเป็นจริง ดังพระบาลีว่า สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ ผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ตามเป็นจริง ฯ
๖.๒ ด้วยอาการ ๔ คือ
๑. สนฺทสฺสนา อธิบายให้เห็นแจ่มแจ้ง ให้เข้าใจชัด
๒. สมาทปนา ชวนให้มีแก่ใจสมาทาน คือทำตาม
๓. สมุตฺเตชนา ชักนำให้เกิดอุตสาหะอาจหาญเพื่อจะทำ
๔. สมฺปหํสนา พยุงให้ร่าเริงในอันทำ ฯ
๗.
๗.๑ บุคคลในโลกนี้ เมื่อจัดตามจริต มีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
๗.๒ นิวรณ์ ๕ อย่างไหนสงเคราะห์เข้าในจริตอะไร ?
ตอบ
๗.๑ มี ๖ ประเภท คือ
๑. คนราคจริต ๑
๒. คนโทสจริต ๑
๓. คนโมหจริต ๑
๔. คนสัทธาจริต ๑
๕. คนพุทธิจริต ๑
๖. คนวิตักกจริต ๑ ฯ
๗.๒
๑. กามฉันท์ สงเคราะห์เข้าในราคจริต
๒. พยาบาท สงเคราะห์เข้าในโทสจริต
๓. ถีนมิทธะ สงเคราะห์เข้าในโมหจริต
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ สงเคราะห์เข้าในวิตักกจริต
๕. วิจิกิจฉา สงเคราะห์เข้าในโมหจริต ฯ
๘.
๘.๑ ปริยัติธรรม หมายถึงอะไร ? ที่ได้ชื่ออย่างนั้นเพราะเหตุไร ?
๘.๒ ธรรมทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ มีคุณโดยย่ออย่างไร ?
ตอบ
๘.๑ หมายถึง พุทธวจนะทั้งสิ้น ฯ ที่ได้ชื่อว่าปริยัติธรรม เพราะเป็นธรรมต้องเล่าเรียนศึกษาให้รู้รอบคอบด้วยดี ฯ
๘.๒ มีคุณโดยย่ออย่างนี้
๑. ปริยัติธรรม มีคุณคือ ให้รู้วิธีบำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญา
๒. ปฏิบัติธรรม มีคุณคือ ทำกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์จนบรรลุมรรค ผล นิพพาน
๓. ปฏิเวธธรรม คือ มรรค ผล นิพพาน มรรคผลนั้น มีคุณคือ ละกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน ส่วนนิพพาน มีคุณคือ ดับเพลิงกิเลสและกองทุกข์ได้ทั้งหมด ฯ
๙.
๙.๑ ความกำหนดรู้อย่างไร จัดเป็นลักษณะของวิปัสสนาภาวนา ?
๙.๒ ผู้เจริญวิปัสสนาภาวนา พึงรู้ฐานะทั้ง ๖ ก่อน ฐานะทั้ง ๖ นั้น คืออะไรบ้าง ?
ตอบ
๙.๑ ความกำหนดรู้ว่า สังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา เป็นลักษณะของวิปัสสนาภาวนา ฯ
ตอบ

[anb]๙.๒ ฐานะทั้ง ๖ คือ[/anb]

๑. อนิจจะ ของไม่เที่ยง ๑
๒. อนิจจลักษณะ เครื่องหมายที่จะกำหนดรู้ว่าไม่เที่ยง ๑
๓. ทุกขะ ของที่สัตว์ทนยาก ๑
๔. ทุกขลักษณะ เครื่องหมายที่จะให้กำหนดรู้ว่าเป็นทุกข์ ๑
๕. อนัตตา สภาวะมิใช่ตัวมิใช่ตน ๑
๖. อนัตตลักษณะ เครื่องหมายที่จะให้กำหนดรู้ว่าเป็นอนัตตา ๑ ฯ
๑๐.
๑๐.๑ พระคิริมานนท์หายจากอาพาธหนัก เพราะฟังธรรมอะไร ? ใครเป็นผู้แสดง ?
๑๐.๒ ข้อว่า “ สพฺพสงฺขาเรสุ อนิจฺจสญฺญา ความจำหมายความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ” มีใจความว่าอย่างไร ?
ตอบ
๑๐.๑ เพราะฟังคิริมานนทสูตร ฯ พระอานนทเถระ เป็นผู้แสดง ฯ
๑๐.๒ มีใจความว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมระอา ย่อมเกลียดชัง แต่สังขารทั้งปวง ฯ

วินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๔๗

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
,
๑.
สังฆกรรมแต่ละประเภท ทรงอนุญาตให้สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำในที่เช่นไร ?
ตอบ
อปโลกนกรรม ทรงอนุญาตให้สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำในเขตสีมาหรือนอกเขตสีมาก็ได้ ฯ
ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม และญัตติจตุตถกรรม ทรงอนุญาตให้สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำในเขตสีมาเท่านั้น จะเป็นพัทธสีมาหรืออพัทธสีมาก็ได้ ฯ
๒.
ภัณฑุกรรม และ อุกเขปนียกรรม คืออะไร ? จัดเป็นสังฆกรรมประเภทไหน ?
ตอบ
ก. ภัณฑุกรรม คือ กรรมที่ภิกษุแจ้งให้สงฆ์ทราบเพื่อปลงผมคนผู้มาขอบวชซึ่งยังไม่ได้ปลงผมมาก่อน และภิกษุจะปลงให้เอง ฯ
ข. อุกเขปนียกรรม คือ กรรมที่สงฆ์ทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้ว ไม่ยอมรับว่าต้องอาบัติ เรียกว่าไม่เห็นอาบัติ หรือไม่ทำคืนอาบัติ หรือมีทิฏฐิบาปไม่ยอมสละ อันเป็นการเสียสีลสามัญญตา และทิฏฐิสามัญญตา ฯ
ค. ภัณฑุกรรมจัดเป็นอปโลกนกรรม ฯ อุกเขปนียกรรม จัดเป็นญัตติจตุตถกรรม ฯ
๓.
วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาและสร้างโรงอุโบสถแล้ว ภายหลังรื้อสร้างใหม่ จะต้องขอพระราชทานวิสุงคามสีมาใหม่หรือไม่ ? จงชี้แจง
ตอบ
ถ้าสร้างอยู่ในเขตวิสุงคามสีมาเดิมที่ได้รับพระราชทานไว้ ไม่ต้องขอพระราชทานใหม่ แต่ถ้าสร้างพ้นเขตวิสุงคามสีมาที่กำหนดเดิมนั้น ต้องขอพระราชทานวิสุงคามสีมาใหม่ ฯ
๔.
สงฆ์ผู้ทำกรรมในการให้ผ้ากฐิน มีกำหนดจำนวนอย่างน้อยไว้เท่าไร ? ที่กำหนดไว้อย่างนั้น มีพระพุทธประสงค์อย่างไร ?
ตอบ
มี ๕ รูปเป็นอย่างน้อย ฯ มีพระพุทธประสงค์ว่า ภิกษุรูปหนึ่งเป็นบุคคลผู้รับผ้ากฐิน เหลืออีก ๔ รูปเป็นสงฆ์ กรานและอนุโมทนา จึงกำหนดอย่างนั้น ฯ
๕.
บุรพกิจก่อนแต่อุปสมบท มีอะไรบ้าง ? กิจทั้งหมดนั้นที่จัดเป็นญัตติกรรม ทำเป็นการสงฆ์ คือกิจอะไรบ้าง ?
ตอบ
บุรพกิจก่อนแต่อุปสมบท มีการให้บรรพชา ขอนิสสัย ถืออุปัชฌายะ ขนานชื่อมคธแห่งอุปสัมปทาเปกขะ บอกนามอุปัชฌายะ บอกบาตรจีวร สั่งอุปสัมปทาเปกขะให้ออกไปยืนข้างนอก สมมติภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้ซักซ้อมอุปสัมปทาเปกขะถึงอันตรายิกธรรม เรียกอุปสัมปทาเปกขะเข้าในสงฆ์ ให้ขออุปสมบท สมมติภิกษุรูปหนึ่งสอบถามอุปสัมปทาเปกขะถึงอันตรายิกธรรมในสงฆ์ ฯ
กิจเหล่านี้คือ การสมมติภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้ซักซ้อมอุปสัมปทาเปกขะถึงอันตรายิกธรรม การเรียกอุปสัมปทาเปกขะเข้าในสงฆ์ การสมมติภิกษุรูปหนึ่งสอบถามอุปสัมปทาเปกขะถึงอันตรายิกธรรมในสงฆ์ จัดเป็นญัตติกรรม ทำเป็นการสงฆ์ ฯ
๖.
เมื่อมุ่งถึงพระพุทธบัญญัติ ภิกษุผู้ได้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความตั้งอยู่ยั่งยืนแห่งพระธรรมวินัย ควรปฏิบัติเช่นไร ?
ตอบ
ควรปฏิบัติอย่างนี้ คือ ตั้งอยู่ในลัชชีธรรม ใคร่ความบริสุทธิ์ อาบัติที่ไม่ควรต้องอย่าต้อง อาบัติที่ต้องแล้ว พึงทำคืนเสีย เช่นนี้จักเป็นผู้มีศีลเสมอด้วยสพรหมจารีทั้งหลาย ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความตั้งอยู่ยั่งยืนแห่งพระธรรมวินัย ฯ
๗.
การทำนาสนา คือการทำเช่นไร ? บุคคลที่ทรงอนุญาตให้นาสนามีกี่ประเภท ? ใครบ้าง ?
ตอบ
คือการยังบุคคลผู้ไม่ควรถือเพศ ให้ละเพศเสีย ฯ บุคคลที่ทรงอนุญาตให้นาสนามี ๓ ประเภท คือ
๑. ภิกษุผู้ต้องอันติมวัตถุแล้ว ยังปฏิญญาตนเป็นภิกษุ
๒. บุคคลผู้อุปสมบทไม่ขึ้น ได้รับอุปสมบทแต่สงฆ์
๓. สามเณรผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ ข้อใดข้อหนึ่ง เช่นเป็นผู้มักผลาญชีวิตสัตว์เป็นต้น ฯ
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
๘.
กรรมการมหาเถรสมาคมดำรงอยู่ในตำแหน่งคราวละกี่ปี ?
ตอบ
กรรมการมหาเถรสมาคมที่เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ไม่มีกำหนดเวลากรรมการมหาเถรสมาคมที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง ดำรงอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๒ ปี ฯ
๙.
ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง จะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้หรือไม่ มีหลักปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
สามารถโอนได้ มีหลักปฏิบัติตามความในมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๓๕ ฯ
๑๐.
ศาสนสมบัติมีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ? ใครเป็นผู้มีอำนาจดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติ ?
ตอบ
มี ๒ ประเภท (ตามมาตรา ๔๐) คือ
๑. ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง ฯ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีอำนาจดูแลรักษาและจัดการ ฯ
๒. ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง ฯ เจ้าอาวาสวัดแต่ละวัด มีอำนาจดูแลรักษาและจัดการ ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๐

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
๑.
พระเสขะ ผู้ยังต้องศึกษา คือศึกษาอะไร ? ชื่อว่าพระอเสขะ เพราะอะไร ?
ตอบ
ศึกษาสิกขา ๓ คือ ๑. อธิสีลสิกขา ๒. อธิจิตตสิกขา ๓. อธิปัญญาสิกขา ฯ
เพราะเสร็จกิจอันจะต้องทำแล้ว ฯ
๒.
ความเห็นว่าเที่ยงและขาดสูญ คือเห็นอย่างไร ? มติทางพุทธศาสนาเป็นเช่นไร จงอธิบาย ?
ตอบ
เห็นว่าเที่ยง คือ คนและสัตว์ตายแล้วไม่สูญ หรือเคยเป็นอะไรก็เป็นอย่างนั้นตลอดไป ส่วนเห็นว่าขาดสูญ คือ อัตภาพจุติแล้วสูญหรือคนสัตว์ตายแล้วขาดสูญ โดยประการทั้งปวง ฯ
พระพุทธศาสนาปฏิเสธความเห็นทั้ง ๒ นั้น อิงเหตุผลเป็นที่ตั้งว่าคนและสัตว์ตายแล้วจะเกิดอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ฯ
๓.
ปาพจน์ ๒ ได้แก่อะไรบ้าง ? ถ้าแจกเป็น ๓ จะได้อะไรบ้าง ?
ตอบ
ได้แก่ พระธรรมและพระวินัย ฯ
ถ้าแจกเป็น ๓ จะได้ พระวินัย ๑ พระสูตร ๑ พระอภิธรรม ๑ ฯ
๔.
พระพุทธเจ้าอุปมากิเลสเหล่าไหนว่ามีลักษณะเหมือนไฟ ? ที่ทรงอุปมาเช่นนั้นเพราะเหตุไร ?
ตอบ
กิเลสเหล่านี้ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ฯ
เพราะเมื่อกิเลสทั้ง ๓ นี้กองใดกองหนึ่งเกิด จะแผดเผาให้เกิดความเร่าร้อนภายในใจ ฯ
๕.
กรรมและทวาร คืออะไร ? อภิชฌาเป็นกรรมใดและเกิดทางทวารใดบ้าง จงอธิบาย ?
ตอบ
กรรม คือ การกระทำ ส่วนทวาร คือ ทางเกิดของกรรม ฯ
อภิชฌา ความอยากได้ เป็นมโนกรรมอย่างเดียว และเกิดได้ทั้ง ๓ ทวาร เช่น อยากได้ลูบคลำพัสดุนั้นแต่ไม่มีไถยจิต เป็นกายทวาร อยากได้บ่นว่า ทำอย่างไรดีหนอ จักได้พัสดุนั้น เป็นวจีทวาร อยากได้แล้วรำพึงในใจ เป็นมโนทวาร ฯ
๖.
วิโมกข์ คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ ความพ้นจากกิเลส ฯ
มีสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ฯ
๗.
พระอริยบุคคล ๔ ได้แก่ใครบ้าง ? พระโสดาบันละสังโยชน์อะไรได้บ้าง ?
ตอบ
ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ฯ
พระโสดาบันละสังโยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ฯ
๘.
โยนิ คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ? เทวดาและสัตว์นรก จัดอยู่ในโยนิไหน ?
ตอบ
คือกำเนิด ฯ มี
ชลาพุชะ เกิดในครรภ์
อัณฑชะ เกิดในไข่
สังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล
โอปปาติกะ เกิดผุดขึ้น ฯ
จัดอยู่ใน โอปปาติกะ ฯ
๙.
เวทนา ๓ และเวทนา ๕ ได้แก่อะไรบ้าง ? จัดกลุ่มเทียบกันได้อย่างไร ?
ตอบ
เวทนา ๓ ได้แก่ สุข ทุกข์ เฉย ๆ คือไม่สุขไม่ทุกข์
เวทนา ๕ ได้แก่ สุข โสมนัส ทุกข์ โทมนัส อุเบกขา ฯ
ในเวทนา ๓ สุข คือ สุขกายและสุขใจ ซึ่งในเวทนา ๕ สุขกายก็คือสุขและสุขใจก็คือโสมนัส ในเวทนา ๓ ทุกข์ คือ ทุกข์กายและทุกข์ใจ ซึ่งในเวทนา ๕ ทุกข์กายก็คือทุกข์ และทุกข์ใจก็คือโทมนัส ส่วนในเวทนา ๓ เฉย ๆ คือไม่สุขไม่ทุกข์ ในเวทนา ๕ ก็คืออุเบกขา นั่นเอง ฯ
๑๐.
ในกรรม ๑๒ อุปัตถัมภกกรรม กับ อุปปีฬกกรรม ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
อุปัตถัมภกกรรม ทำหน้าที่สนับสนุนผลแห่งชนกกรรม
อุปปีฬกกรรม ทำหน้าที่บีบคั้นผลแห่งชนกกรรม ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก ๒๕๔๗

ปัญหาวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๗
,
กายสุจึ วาจาสุจึ    เจโตสุจิมนาสวํ
สุจึ โสเจยฺยสมฺปนฺนํ    อาหุ นินฺหาตปาปกํ.
บัณฑิตกล่าวถึงผู้มีกายสะอาด มีวาจาสะอาด มีใจสะอาด
ไม่มีอาสวะ ถึงพร้อมด้วยความสะอาด ล้างบาปแล้ว ว่าเป็นผู้สะอาด.

(พุทฺธ) องฺ. ติก. ๒๐/๓๕๒.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๓ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

อนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๒

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
,
๑.
พระสาวกสงฆ์ผู้ได้ชื่อว่าอนุพุทธะ มีความสำคัญอย่างไร ?
ตอบ
พระสาวกสงฆ์จัดเป็นหนึ่งในรัตนะและรับปฏิบัติธรรม ยังความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าให้สำเร็จประโยชน์ และเป็นกำลังใหญ่ในอันประกาศพระศาสนา ฯ
๒.
ปัญจวัคคีย์ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมกัน แต่พระอัญญาโกณฑัญญะได้รับยกย่องว่าเป็นปฐมสาวก เพราะเหตุไร ?
ตอบ
เพราะเป็นผู้ได้ดวงตาเห็นธรรมก่อน และได้รับอุปสมบทก่อนองค์อื่น ฯ
๓.
เอหิภิกขุอุปสัมปทาที่ประทานแก่ปัญจวัคคีย์และพระยสะต่างกันอย่างไร ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
ที่ประทานแก่พระปัญจวัคคีย์มีคำว่า “เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบ”
ส่วนที่ประทานแก่พระยสะไม่มีคำว่า “เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบ” ฯ เพราะท่านได้ถึงที่สุดทุกข์แล้ว ฯ
๔.
พระปัญจวัคคีย์องค์ไหนบ้างได้ศิษย์ดีมีความสำคัญต่อพระศาสนา ? ศิษย์นั้น ชื่ออะไร และเป็นผู้เลิศในทางใด ?
ตอบ
พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้พระปุณณมันตานีบุตรเป็นศิษย์ ฯ เป็นผู้เลิศในทางธรรมกถึก
พระอัสสชิ ได้พระสารีบุตรเป็นศิษย์ เป็นผู้เลิศในทางมีปัญญามาก ฯ
๕.
ชฎิล ๓ พี่น้อง ต่างละลัทธิของตน บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาเพราะเหตุใด ?
ตอบ
อุรุเวลกัสสปะ ถือตัวว่าเป็นผู้วิเศษ แต่พระพุทธเจ้าทรงทรมานด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ และใช้อาเทสนาปาฏิหาริย์จนถอนทิฏฐิมานะ เกิดสลดว่าลัทธิของตนหาแก่นสารมิได้ ตนมิได้เป็นผู้วิเศษจึงทูลขออุปสมบท
นทีกัสสปะและคยากัสสปะ เห็นพี่ชายถือเพศเป็นภิกษุ ถามทราบความว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐ จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลขออุปสมบท ฯ
๖.
พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายพระราชอุทยานเวฬุวัน เพราะทรงพิจารณาเห็นอย่างไร ? และทรงถวายด้วยวิธีการอย่างไร ?
ตอบ
ทรงเห็นว่า เป็นที่ไม่ไกลไม่ใกล้นักแต่บ้าน สัญจรสะดวก ผู้คนไม่พลุกพล่านในกลางวัน กลางคืนเงียบสงัด สมควรเป็นที่หลีกเร้นตามวิสัยสมณะ ควรเป็นที่ประทับอยู่ของพระศาสดา ฯ
ทรงถวายด้วยการหลั่งน้ำจากพระเต้าทอง ฯ
๗.
“คนเหล่านี้ทั้งหมดยังไม่ทันถึง ๑๐๐ ปี ก็จักไม่มีเหลือ จักล่วงไปหมด ดูการเล่นไม่มีประโยชน์อะไร ควรขวนขวายหาธรรมเครื่องพ้นดีกว่า” นี้เป็นคำพูดของใคร ? พูดกะใคร ?
ตอบ
ของอุปติสสมาณพ ฯ
พูดกะโกลิตมาณพ ฯ
๘.
คำถามว่า “ข้าพระเจ้าจักพิจาณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชจึงจักไม่แลเห็น” ใครเป็นผู้ทูลถาม ? พระศาสดาทรงพยากรณ์ไว้อย่างไร ?
ตอบ
พระโมฆราชเป็นผู้ทูลถาม ฯ
ทรงพยากรณ์ว่า ท่านจงมีสติ พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความตายเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจักข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ด้วยอุบายอย่างนี้ ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล มัจจุราชจึงไม่แลเห็น ฯ
ศาสนพิธี
๙.
สามัญอนุโมทนา กับ วิเสสอนุโมทนา ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
สามัญอนุโมทนา นิยมใช้กันทั่วไปเป็นปกติ ไม่ว่างานใดก็ใช้อนุโมทนาอย่างนั้น
ส่วนวิเสสอนุโมทนา เป็นบทอนุโมทนาพิเศษ เฉพาะทาน เฉพาะกาล และเฉพาะเรื่อง ฯ
๑๐.
บท อทาสิ เม อกาสิ เม….และบท อยญฺจ โข ทกฺขิณา ทินฺนา…..ใช้ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
อทาสิ เม อกาสิ เม… ใช้ในกรณีที่ศพยังอยู่
อยญฺจ โข ทกฺขิณา ทินฺนา…ใช้ในกรณีทำบุญอัฐิ ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๑

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๒๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑
,
ขนฺติโก เมตฺตวา ลาภี    ยสสฺสี สุขสีลวา
ปิโย เทวมนุสฺสานํ    มนาโป โหติ ขนฺติโก
ผู้มีขันตินับว่ามีเมตตา มีลาภ มียศ และมีสุขเสมอ,
ผู้มีขันติเป็นที่รัก ที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

ส.ม. ๒๒๒.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๑

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑
,
๑.
อภิสมาจาร คืออะไร ? ปรับอาบัติได้กี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
คือธรรมเนียมของภิกษุ ฯ ปรับอาบัติได้ ๒ อย่าง ฯ คือถุลลัจจัยและทุกกฎ ฯ
๒.
มีข้อกำหนดในการไว้ผมยาวอย่างไร ? ในการโกนผม ภิกษุใช้กรรไกรแทนมีดโกนได้หรือไม่ ?
ตอบ
ไว้ได้เพียง ๒ เดือน หรือ ๒ นิ้ว เป็นอย่างยิ่ง ฯ ไม่ได้ เว้นไว้แต่อาพาธ ฯ
๓.
จีวรผืนหนึ่ง มีกำหนดจำนวนขัณฑ์ไว้อย่างไร ? ใน ๑ ขัณฑ์ประกอบด้วยอะไรบ้าง ?
ตอบ
กำหนดจำนวนไว้ไม่น้อยกว่า ๕ ขัณฑ์ แต่ให้เป็นขัณฑ์คี่ คือ ๗, ๙, ๑๑ เป็นต้น ฯ
ประกอบด้วยมณฑล อัฑฒมณฑล กุสิ อัฑฒกุสิ ฯ
๔.
นิสัยระงับ กับ นิสัยมุตตกะ มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
นิสัยระงับ หมายถึง การที่ภิกษุผู้ถือนิสัยขาดจากปกครอง ฯ
นิสัยมุตตกะ หมายถึง ภิกษุผู้ได้พรรษา ๕ แล้ว และมีคุณสมบัติพอรักษาตนผู้อยู่ตามลำพังได้ ทรงพระอนุญาตให้พ้นจากนิสัย ฯ
๕.
ในคำว่า ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร วัตรได้แก่อะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ได้แก่ ขนบ คือ แบบอย่าง อันภิกษุควรประพฤติในกาล สถานที่ กิจ และบุคคลนั้น ๆ ฯ มี
๑. กิจวัตร ว่าด้วยกิจอันควรทำ
๒. จริยาวัตร ว่าด้วยมารยาทอันควรประพฤติ
๓. วิธิวัตร ว่าด้วยแบบอย่าง ฯ
๖.
เพื่อแสดงความเคารพในผู้มีพรรษามากกว่า เมื่ออยู่ในกุฎีเดียวกับท่าน ควรปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
จะทำสิ่งใด ควรขออนุญาตท่านก่อน เช่น สอนธรรม อธิบายความ สาธยาย แสดงธรรม จุดจะดับไฟ เปิดปิดหน้าต่าง ห้ามทำตามอำเภอใจ ฯ
๗.
การสวดปาติโมกข์ นอกจากวันพระจันทร์เพ็ญและพระจันทร์ดับแล้ว ยังทรงอนุญาตให้ทำได้ในวันใดอีก ? อุโบสถเช่นนั้น เรียกว่าอะไร ?
ตอบ
ในวันที่ภิกษุผู้แตกกันปรองดองกันได้ ฯ เรียกว่า สามัคคีอุโบสถ ฯ
๘.
ในวัดหนึ่งมีภิกษุจำพรรษา ๔ รูป เมื่อถึงวันปวารณาออกพรรษาพึงทำอย่างไร ? ถ้ามีภิกษุอาคันตุกะสัตตาหะมาสมทบอีก ๕ รูป จะพึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
พึงทำคณะปวารณา โดยรูปหนึ่งตั้งญัตติแล้วปวารณาตามลำดับพรรษา ฯ
ถ้ามีภิกษุมาเพิ่มอีก ๕ รูป พึงทำสังฆปวารณา แล้วปวารณาตามลำดับพรรษา ฯ
๙.
ภิกษุได้ชื่อว่า “กุลทูสโก ผู้ประทุษร้ายสกุล” เพราะประพฤติอย่างไร ?
ตอบ
ประจบคฤหัสถ์ ยอมให้เขาใช้สอย หรือด้วยอาการเชิงให้สิ่งของน้อยด้วยหวังได้มาก ฯ
๑๐.
กาลิก มีเท่าไร ? อะไรบ้าง ? กล้วยดองน้ำผึ้งเป็นกาลิกอะไร ?
ตอบ
มี ๔ ฯ คือ ยาวกาลิก ยามกาลิก สัตตาหกาลิก และยาวชีวิก ฯ
กล้วยดองน้ำผึ้งจัดเป็นยาวกาลิก ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๑

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑
,
๑.
รูปในขันธ์ ๕ แบ่งเป็น ๒ ได้แก่อะไรบ้าง ? จงอธิบายมาสั้น ๆ พอเข้าใจ
ตอบ
ได้แก่ มหาภูตรูปและอุปาทายรูป มหาภูตรูป คือ รูปใหญ่ อันได้แก่ ธาตุ ๔ มี ดิน น้ำ ไฟ ลม ส่วนอุปาทายรูป คือ รูปอาศัย เป็นอาการของมหาภูตรูป เช่นประสาท ๕ มีจักขุประสาทเป็นต้น โคจร ๕ มีรูปารมณ์ เป็นต้น ฯ
๒.
เจโตวิมุตติ กับ ปัญญาวิมุตติ ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
เจโตวิมุตติ สำหรับผู้ได้บรรลุฌานมาก่อนแล้วบำเพ็ญวิปัสสนาต่อ ส่วนปัญญาวิมุตติ เป็นของผู้บรรลุด้วยวิปัสสนาล้วน อีกนัยหนึ่ง เรียก เจโตวิมุตติเพราะพ้นจากราคะ เรียกปัญญาวิมุตติเพราะพ้นจากอวิชชา ฯ
๓.
กิจจญาณ คืออะไร ? เป็นไปในอริยสัจ ๔ อย่างไร ?
ตอบ
คือปรีชาหยั่งรู้กิจอันควรทำ ฯ
ปรีชาหยั่งรู้ว่า ทุกข์เป็นธรรมชาติที่ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยเป็นธรรมชาติที่ควรละ ทุกขนิโรธเป็นธรรมชาติที่ควรทำให้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นธรรมชาติที่ควรทำให้เกิด ฯ
๔.
ปาฏิหาริย์ ๓ มีอะไรบ้าง ? อย่างไหนเป็นอัศจรรย์ที่สุด ?
ตอบ
มีอิทธิปาฏิหาริย์ ฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ดักใจเป็นอัศจรรย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คำสอนเป็นอัศจรรย์ ฯ
อนุสาสนีปาฏิหาริย์ เป็นอัศจรรย์ที่สุด ฯ
๕.
กิเลส กรรม วิบาก เรียกว่าวัฏฏะ เพราะเหตุไร ? จงอธิบาย
ตอบ
เพราะวน คือหมุนเวียนกันไป ฯ อธิบายว่า กิเลสเกิดขึ้นแล้วให้ทำกรรม ครั้นทำกรรมแล้ว ย่อมได้รับวิบาก เมื่อรับวิบาก กิเลสก็เกิดขึ้นอีก วนกันไปอย่างนี้ ฯ
๖.
คำว่า พระโสดาบันและสัตตักขัตตุปรมะ มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
พระโสดาบัน คือพระอริยบุคคลผู้ได้บรรลุอริยผลขั้นแรก
สัตตักขัตตุปรมะ คือพระโสดาบันผู้จะเกิดอีก ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง ฯ
๗.
อบาย ได้แก่อะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ได้แก่ ภูมิ กำเนิดอันหาความเจริญมิได้ ฯ มี
นิรยะ คือ นรก
ติรัจฉานโยนิ คือ กำเนิดดิรัจฉาน
ปิตติวิสัย คือ ภูมิแห่งเปรต อสุรกาย คือ พวกอสุระ ฯ
๘.
มานะ คืออะไร ? ว่าโดยย่อ ๓ อย่าง ได้แก่อะไรบ้าง ?
ตอบ
คือความสำคัญตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ฯ ได้แก่
๑. สำคัญว่าเลิศกว่าเขา
๒. สำคัญว่าเสมอเขา
๓. สำคัญว่าด้อยกว่าเขา ฯ
๙.
สมุทัยวาร กับ นิโรธวาร ในปฏิจจสมุปบาท ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
สมุทัยวาร คือการแสดงความเกิดแห่งผล เพราะเกิดแห่งเหตุ
ส่วนนิโรธวาร คือการแสดงความดับแห่งผล เพราะดับแห่งเหตุ ฯ
๑๐.
ธุดงค์ คืออะไร ? ข้อใดของปัจจัย ๔ ไม่มีในธุดงค์ ?
ตอบ
วัตรพิเศษอย่างหนึ่งอันเป็นอุบายขัดเกลากิเลส และเป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ ฯ
ข้อยารักษาโรค ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๒

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
,
อวณฺณญฺจ อกิตฺติญฺจ    ทุสฺสีโล ลภเต นโร
วณฺณํ กิตฺตึ ปสํสญฺจ    สทา ลภติ สีลวา.
คนผู้ทุศีล ย่อมได้รับความติเตียนและความเสียชื่อเสียง
ส่วนผู้มีศีล ย่อมได้รับชื่อเสียงและความยกย่องสรรเสริญทุกเมื่อ.

(สีลวตฺเถร) ขุ.เถร. ๒๖/๓๕๗.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.