วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๖๖

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
,
๑.
คนในชมพูทวีปแบ่งออกเป็น ๔ วรรณะ คืออะไรบ้าง ?
ตอบ
คนในชมพูทวีปแบ่งเป็น ๔ วรรณะ ฯ ได้แก่
๑. วรรณะกษัตริย์
๒. วรรณะพราหมณ์
๓. วรรณะแพศย์
๔. วรรณะศูทร
๒.
อสิตดาบสกล่าวทำนายพระมหาบุรุษว่าอย่างไร ?
ตอบ
อสิตดาบส กล่าวทำนายพระมหาบุรุษไว้ว่า มีคติเป็น ๒ คือ
ก. ถ้าอยู่ครองฆราวาส จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ข. ถ้าออกบวช จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๓.
เจ้าชายสิทธัตถะทรงปรารภอะไรจึงเสด็จออกบรรพชา ?
ตอบ
ทรงปรารภถึงเทวทูตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ สมณะ ทรงสังเวชสลดใจ เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๓ ข้างต้น ยังความพอพระหฤทัยในการออกผนวชให้เกิดขึ้น เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะ ฯ
๔.
“ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง” เป็นคำพูดของใคร ? พูดกับใคร ?
ตอบ
เป็นพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ ตรัสกับยสกุลบุตร ฯ
๕.
พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ใคร และเกิดผลอย่างไร ?
ตอบ
ทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ ฯ บังเกิดผล คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วทูลขอบรรพชา ฯ
๖.
พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะสำเร็จเป็นพระโสดาบันเพราะฟังธรรมจากใคร ?
ตอบ
พระสารีบุตร ฟังธรรมจากพระอัสสชิเถระ พระโมคคัลลานะ ฟังธรรมจากพระสารีบุตร ฯ
๗.
สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ชื่อว่าอะไร ? ตั้งอยู่ในเมืองไหน ?
ตอบ
สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ชื่อว่า มกุฏพันธนเจดีย์ ฯ ตั้งอยู่ที่ เมืองกุสินารา ฯ
๘.
ใครถวายบิณฑบาตแด่พระพุทธองค์ก่อนตรัสรู้ และก่อนปรินิพพาน ?
ตอบ
ผู้ถวายบิณฑบาตแด่พระพุทธองค์ก่อนตรัสรู้ คือ นางสุชาดา ผู้ถวายบิณฑบาตแด่พระพุทธองค์ก่อนปรินิพพาน คือ นายจุนทกัมมารบุตร ฯ
ศาสนพิธี
๙.
ศาสนพิธี คืออะไร ? ผู้ที่ได้เรียนรู้แล้วได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง ?
ตอบ
ศาสนพิธี คือ แบบอย่าง หรือแบบแผนต่าง ๆ ที่พึงปฏิบัติในทางพระศาสนา ฯ ผู้ที่ได้เรียนรู้แล้วย่อมได้รับประโยชน์ คือ เป็นผู้ฉลาดในพิธีกรรมที่เกี่ยวด้วยการบำเพ็ญกุศล เช่น การทำบุญ และการถวายทาน สามารถในการจัดพิธีต่างๆ ได้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผน ชื่อว่าเป็นผู้รักษาขนบประเพณีอันงดงามของพระพุทธศาสนาไว้ได้ด้วย ฯ
๑๐.
การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คืออะไร ?
ตอบ
การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คือ การประกาศตนยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาในการดำเนินชีวิตของตน ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๙

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๑๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙
,
๑.
มูลกัมมัฏฐาน คืออะไร ? เจริญอย่างไรเป็นสมถะ ? อย่างไรเป็นวิปัสสนา ?
ตอบ
คือกัมมัฏฐานเดิม ได้แก่เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ที่อุปัชฌาย์สอนก่อนบรรพชา ฯ ถ้าเพ่งกำหนดให้จิตสงบด้วยภาวนา จัดเป็นอารมณ์ของสมถะ ถ้ายกขึ้นพิจารณาแยกออกเป็นส่วน ๆ ฯ ให้เห็นตามความเป็นจริงโดยสามัญลักษณะ จัดเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา ฯ
๒.
ปฏิสันถาร คืออะไร ? จงแสดงวิธีปฏิสันถารตามความรู้ที่ได้ศึกษามา ?
ตอบ
คือการต้อนรับผู้มาเยือนด้วยการปราศรัยหรือด้วยของต้อนรับตามสมควร ฯ มี ๒ อย่าง คือ
๑. อามิสปฏิสันถาร ปฏิสันถารด้วยสิ่งของ เช่น ข้าว น้ำเป็นต้น
๒. ธัมมปฏิสันถาร ปฏิสันถารด้วยธรรมตามความเหมาะสมแก่ผู้มาเยือนหรือการแนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นต้น ฯ
๓.
อกุศลวิตก ๓ มีโทษอย่างไร ? แก้ด้วยวิธีอย่างไร ?
ตอบ
กามวิตก ทำใจให้เศร้าหมอง ให้มัวเมาในกาม แก้ด้วยกายคตาสติและอสุภกัมมัฏฐาน
พยาบาทวิตก ทำให้เดือดร้อนกระวนกระวาย คิดร้ายผู้อื่น แก้ด้วยเมตตาพรหมวิหาร
วิหิงสาวิตก ครอบงำจิต ให้คิดเบียดเบียนผู้อื่นเพื่อประโยชน์ตน แก้ด้วยกรุณาพรหมวิหารและโยนิโสมนสิการ
๔.
พรหมวิหารกับอัปปมัญญาต่างกันอย่างไร ? อย่างไหนเป็นปฏิปทาโดยตรงของภิกษุ ?
ตอบ
ต่างกันโดยวิธีแผ่ คือแผ่โดยเจาะจงตัวก็ดี โดยไม่เจาะจงตัวก็ดี แต่ยังจำกัดหมู่นั้นหมู่นี้จัดเป็นพรหมวิหาร ถ้าแผ่โดยไม่เจาะจงไม่จำกัด จัดเป็นอัปปมัญญา ฯ
อัปปมัญญาเป็นปฏิปทาของภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ฯ
๕.
ทักขิณา คืออะไร ? ทักขิณานั้น จะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ มีอะไรเป็นเครื่องหมาย ?
ตอบ
คือของทำบุญ ฯ มีกัลยาณธรรมของทายกหรือปฏิคาหกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าบริสุทธิ์และมีความเป็นผู้ทุศีลและอธรรม ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเครื่องหมายว่าไม่บริสุทธิ์ ฯ
๖.
มาร คืออะไร ? เฉพาะอภิสังขารมาร หมายถึงอะไร ?
ตอบ
คือสิ่งที่ล้างผลาญความดี ชักนำสู่บาปอกุศล จนถึงปิดกั้นไม่ให้เข้าใจสรรพสิ่งตามเป็นจริง
หมายถึงอกุศลกรรม ฯ
๗.
พระธรรมคุณบทใด มีความว่า “ท้าให้มาพิสูจน์ได้” ? มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
บทว่า เอหิปัสสิโก ฯ
มีอธิบายว่า พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสามารถพิสูจน์ได้ทุกเวลา และสามารถนำไปประพฤติในชีวิตประจำวันเพื่อประโยชน์สุขได้ ฯ
๘.
บารมี คืออะไร ? อธิษฐานบารมี คือการทำอย่างไร ?
ตอบ
ปฏิปทาอันยิ่งยวด หรือคุณธรรมที่ประพฤติอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุด ฯ
อธิษฐานบารมีคือ ตั้งใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแล้วดำเนินตามนั้นอย่างแน่วแน่ ฯ
๙.
คำต่อไปนี้มีความหมายอย่างไร ?
ก. ชนกกรรม
ข. อุปัตถัมภกกรรม
ค. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม
ง. อุปปัชชเวทนียกรรม
จ. กตัตตากรรม
ตอบ
ก. กรรมแต่งให้เกิด
ข. กรรมสนับสนุน
ค. กรรมให้ผลในภพนี้
ง. กรรมให้ผลในภพหน้า
จ. กรรมสักว่าทำ คือกรรมที่ทำด้วยไม่จงใจ ฯ
๑๐.
ธุดงค์ ท่านบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์อะไร ? อารัญญิกังคธุดงค์ คือการถือปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
เพื่อเป็นอุบายขัดเกลากิเลส และเป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ ฯ
คือการถืออยู่ป่าเป็นวัตร หมายถึงอยู่ปฏิบัติธรรมในบริเวณป่าและต้องห่างจากบ้านคนอย่างน้อย ๒๕ เส้น หรือ ๕๐๐ ชั่วธนู ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก ๒๕๔๖

ปัญหาวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๖
,
ชยํ เวรํ ปสวติ    ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต
อุปสนฺโต สุขํ เสติ    หิตฺวา ชยปราชยํ.
ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ คนละความชนะและความแพ้ได้แล้ว
สงบใจได้ ย่อมนอนเป็นสุข.

(พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๔๒.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๓ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๖๗

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
,
๑.
ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต เรียกว่าอะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
เรียกว่า นิสัย ฯ มี ๔ คือ
๑. เที่ยวบิณฑบาต
๒. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล
๓. อยู่โคนต้นไม้
๔. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า
๒.
อาบัติ คืออะไร ? อาบัติอย่างหนักได้แก่อะไร ?
ตอบ
อาบัติ คือโทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ฯ อาบัติอย่างหนัก ได้แก่อาบัติปาราชิก ฯ
๓.
สิกขา คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ ข้อที่ภิกษุต้องศึกษา ฯ มี
ก. ศีล ความรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย
ข. สมาธิ ความรักษาใจมั่น
ค. ปัญญา ความรอบรู้ในกองสังขาร
๔.
ภิกษุฆ่ามนุษย์ ฆ่าสัตว์เดียรัจฉาน ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
ฆ่ามนุษย์ ต้องอาบัติปาราชิก
ฆ่าสัตว์เดียรัจฉาน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
๕.
กุลทูสกะ ภิกษุประทุษร้ายตระกูล คือประพฤติเช่นใด ? มีโทษอย่างไร ?
ตอบ
คือประจบคฤหัสถ์ ฯ สงฆ์สวดประกาศห้าม ๓ ครั้ง ไม่ปฏิบัติตาม ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ฯ
๖.
เภสัช ๕ มีอะไรบ้าง ? น้ำตาลทรายจัดเข้าในเภสัชใด ?
ตอบ
เภสัช ๕ มี เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ฯ น้ำตาลทราย จัดเข้าในน้ำอ้อย ฯ
๗.
ผ้าไตรจีวร คือผ้าอะไรบ้าง ?
ตอบ
ผ้าไตรจีวร คือ
๑. สังฆาฏิ (ผ้าคลุม)
๒. อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม)
๓. อันตรวาสก (ผ้านุ่ง)
๘.
ภิกษุเข้าบ้านในเวลาวิกาล โดยไม่บอกลาภิกษุอื่นในวัด ต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?
ตอบ
ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีกิจรีบด่วน
๙.
เสขิยวัตรคืออะไร ? ภิกษุไม่ปฏิบัติตามในเสขิยวัตร ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
เสขิยวัตร คือวัตรหรือธรรมเนียมที่ภิกษุจําต้องศึกษา ฯ ภิกษุไม่ปฏิบัติตามในเสขิยวัตร ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๑๐.
ในการรับบิณฑบาต ภิกษุสามเณรพึงปฏิบัติอย่างไรจึงถูกต้องตามเสขิยวัตร ? จงเลือกตอบเพียง ๒ อย่าง
ตอบ
พึงปฏิบัติดังนี้ (เลือกตอบเพียง ๒ อย่าง)
๑. รับโดยเคารพ
๒. แลดูแต่ในบาตร
๓. รับแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก
๔. รับแต่พอเสมอขอบปากบาตร

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๙

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙
,
๑.
อภิสมาจาร คืออะไร ? ภิกษุล่วงละเมิดจะเกิดความเสียหายอย่างไร ?
ตอบ
คือธรรมเนียมของภิกษุ ฯ
ถ้าละเมิดบ้าง ย่อมเสียหายน้อย ถ้าละเมิดเป็นนิตย์ ธรรมเนียมย่อมเสื่อม ภิกษุจะแตกเป็น ๒ พวก คือเคร่งและไม่เคร่ง ฯ
๒.
ภิกษุพึงปฏิบัติเกี่ยวกับเล็บมือเล็บเท้าอย่างไร จึงถูกต้องตามอภิสมาจาร ?
ตอบ
พึงตัดพอเสมอเนื้อ ไม่พึงขัดเล็บด้วยมุ่งให้สวยงาม แต่เล็บเปื้อนจะขัดหรือแคะได้อยู่ ฯ
๓.
ภิกษุพึงใช้บริขารบริโภคและเครื่องอุปโภคอย่างไร จึงจะดูน่าเลื่อมใสของประชาชน ?
ตอบ
ภิกษุย่อมใช้สอยบริขารที่เป็นของปอนหรือเรียบ ๆ ไม่ใช้ของโอ่โถง ย่อมทำให้เกิดความเลื่อมใสแก่คนบางพวกที่เรียกว่า ลูขประมาณ ฯ
๔.
ผ้าสังฆาฏิ คือผ้าอะไร ? มีหลักฐานความเป็นมาอย่างไร ?
ตอบ
ผ้าห่มกันหนาวทรงอนุญาตเพื่อใช้ในฤดูหนาว ฯ
เรื่องว่า ในฤดูหนาวทรงให้ลองห่มจีวรผืนเดียวอยู่กลางแจ้ง พบว่าทนได้เพียงยามหนึ่ง ถ้าตลอดราตรีต้อง ๓ ชั้นจึงพอทนได้ จึงอนุญาตสังฆาฏิ ๒ ชั้นกับอุตตราสงค์ชั้นเดียว เป็น ๓ ชั้น ฯ
๕.
พระอุปัชฌาย์และสัทธิวิหาริก พึงปฏิบัติต่อกันอย่างไร จึงเจริญงอกงามในพระธรรมวินัย ?
ตอบ
ให้พระอุปัชฌาย์และสัทธิวิหาริกตั้งจิตสนิทสนมในกันและกัน ดุจบิดากับบุตร ต่างเคารพเชื่อฟังถูกกันอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัย ฯ
๖.
เมื่อสหธรรมิกอาพาธ ทรงให้ใครพยาบาล ? และทรงสั่งสอนภิกษุอาพาธไว้ว่าอย่างไร ?
ตอบ
ทรงให้ภิกษุเพื่อนสหธรรมิกเอาใจใส่รักษาพยาบาลกัน อย่าทอดธุระเสีย ฯ
ทรงสั่งสอนว่า ภิกษุทั้งหลาย มารดาและบิดาของเธอทั้งหลายไม่มี ถ้าพวกเธอจะไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจะพยาบาลพวกเธอ ภิกษุใดปรารถนาจะอุปัฏฐากเรา ขอให้ภิกษุนั้นพยาบาลภิกษุไข้เถิด ฯ
๗.
วิธิวัตร คืออะไร ? มีความสำคัญอย่างไร ?
ตอบ
คือวินัยที่ว่าด้วยแบบอย่าง เช่นแบบอย่างการห่มผ้าเป็นต้น ฯ
เป็นเหตุให้ภิกษุมีความประพฤติสม่ำเสมอ เช่นนุ่งห่มแบบเดียวกัน ถ้าไม่ใช้ก็ต้องมีวิธีใหม่ไม่เช่นนั้นจะค่อย ๆ สาบสูญจนไม่เหลืออะไร เมื่อถึงเวลานั้นพระสงฆ์ก็ไม่ต่างจากชาวบ้าน ฯ
๘.
การจำพรรษาของภิกษุมีวิธีอย่างไร ? จงอธิบายพอเข้าใจ
ตอบ
ในบาลีกล่าวเพียงให้ทำอาลัย คือผูกใจจะอยู่ที่นี้ ๓ เดือน แต่บัดนี้มีธรรมเนียมประชุมพร้อมกันกล่าวคำอธิษฐานว่า อิมสฺมิํ อาวาเส อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ ความว่า เราเข้าถึงฤดูฝนในอาวาสนี้ตลอด ๓ เดือน ฯ
๙.
การทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ บอกความบริสุทธิ์และการอธิษฐาน ทรงให้ทำในกรณีใด ?
ตอบ
ภิกษุ ๔ รูปขึ้นไป ให้สวดปาฏิโมกข์ ถ้า ๓ รูป ๒ รูป เรียกคณะ ให้บอกความบริสุทธิ์แก่กันและกัน ถ้ารูปเดียวเรียกบุคคล ให้อธิษฐานใจ คือคิดว่าวันนี้เป็นวันอุโบสถของเรา ฯ
๑๐.
คำว่า อธิษฐานในวินัยกรรม คืออะไร ? เปลี่ยนผ้าสังฆาฏิผืนใหม่ พึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
คือการตั้งบริขารที่ทรงอนุญาตไว้ใช้สำหรับตัวเอง (เช่นตั้งใจใช้จีวรผืนนั้น ไม่ใช้ผืนอื่น) ฯ
พึงพินทุผ้าสังฆาฏิผืนใหม่ว่า อิมํ พินฺทุกปฺปํ กโรมิ เราทำหมายด้วยจุดนี้ แล้วปัจจุทธรณ์คือยกเลิกผ้าสังฆาฏิเก่าว่า อิมํ สงฺฆาฏิํ ปจฺจุทฺธรามิ เรายกเลิกผ้าสังฆาฏิผืนนี้ จากนั้นอธิษฐานผ้าสังฆาฏิผืนใหม่ว่า อิมํ สงฺฆาฏิํ อธิฏฺฐามิ เราอธิษฐานผ้าสังฆาฏิผืนนี้ ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี ๒๕๖๖

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
,
๑.
ธรรมอะไร สามารถคุ้มครองโลกให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขได้ ?
ตอบ
ธรรมคุ้มครองโลก ๒ อย่าง คือ
๑. หิริ ความละอายต่อบาป
๒. โอตตัปปะ ความกลัวต่อผลของบาป
๒.
บุพพการีและกตัญญูกตเวทีได้แก่บุคคลเช่นไร ?
ตอบ
บุพพการี ได้แก่ บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน กตัญญูกตเวที ได้แก่ บุคคลผู้รู้อุปการะที่ผู้อื่นทำแก่ตนแล้วทำตอบแทน ฯ
๓.
รัตนะ ๓ มีอะไรบ้าง ? มีคุณอย่างไร ?
ตอบ
รัตนะ ๓ มี พระพุทธ ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑ ฯ มีคุณอย่างนี้ คือ
๑. พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม
๒. ระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว
๓. พระสงฆ์ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วสอนผู้อื่นให้กระทำตาม
๔.
มูลเหตุที่ทำให้คนทำความชั่ว มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
มูลเหตุที่ทำให้คนทำความชั่ว มี
๑. โลภะ อยากได้
๒.โทสะ คิดประทุษร้ายเขา
๓.โมหะ หลงไม่รู้จริง
๕.
ธาตุ ๔ มีอะไรบ้าง ? ความร้อน จัดเป็นธาตุอะไร ?
ตอบ
ธาตุ ๔ มี
๑.ธาตุดิน
๒.ธาตุน้ำ
๓.ธาตุไฟ
๔.ธาตุลม
ความร้อน จัดเป็น ธาตุไฟ ฯ
๖.
อริยสัจ ๔ มีอะไรบ้าง ? ความไม่สบายกายไม่สบายใจ จัดเป็นอริยสัจข้อไหน ?
ตอบ
อริยสัจ ๔ มี
๑. ทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
๒. สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
๓. นิโรธ ความดับทุกข์
๔. มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ฯ
ความไม่สบายกายไม่สบายใจจัดเป็นข้อ ๑ คือ ทุกข์ ฯ
๗.
โลกธรรม ธรรมที่ครอบงำสัตวโลก ๘ อย่างนั้นมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
โลกธรรม ๘ มี
๑. มีลาภ
๒. ไม่มีลาภ
๓. มียศ
๔. ไม่มียศ
๕. สรรเสริญ
๖. นินทา
๗. สุข
๘. ทุกข์
คิหิปฏิบัติ
๘.
มิตรแท้ที่ควรคบ ๔ ประเภท มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
มิตรแท้ที่ควรคบ มี
๑. มิตรมีอุปการะ
๒. มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข
๓. มิตรแนะประโยชน์
๔. มิตรมีความรักใคร่
๙.
อบายมุข ๔ มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
อบายมุข ๔ มี
๑. ความเป็นนักเลงหญิง
๒. ความเป็นนักเลงสุรา
๓. ความเป็นนักเลงเล่นการพนัน
๔. ความคบคนชั่วเป็นมิตร
๑๐.
สังคหวัตถุ ๔ มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
สังคหวัตถุ ๔ มี
๑. ทาน ให้ปันสิ่งของของตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน
๒. ปิยวาจา เจรจาวาจาที่อ่อนหวาน
๓. อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
๔. สมานัตตตา ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตัว

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี ๒๕๖๗

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
,
คุณวา จาตฺตโน คุณํ.
ผู้มีความดี จงรักษาความดีของตนไว้.

ส.ส.

แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

อนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๐

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
๑.
สัมมาสัมพุทธะ ปัจเจกพุทธะ และอนุพุทธะ ต่างกันอย่างไร ? การเรียนอนุพุทธประวัติสำเร็จประโยชน์อย่างไร ?
ตอบ
สัมมาสัมพุทธะ ตรัสรู้เองโดยชอบ และสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้ด้วย
ปัจเจกพุทธะ ตรัสรู้เฉพาะตน แต่ไม่สามารถสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้
อนุพุทธะ ตรัสรู้ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และสอนผู้อื่นให้รู้ตาม ฯ
เพื่อทราบปฏิปทาของท่าน ที่ช่วยประกาศพระศาสนาจนมั่นคงแล้วจักถือเป็นทิฏฐานุคติ บำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านโดยควรแก่ฐานะ ทั้งให้สำเร็จเป็นสังฆานุสติมั่นคงอีกด้วย ฯ
๒.
พระอัญญาโกณฑัญญะ ชื่อเดิมว่าอะไร ? เกิดที่ไหน ? เรียนจบอะไร ? ทำไมจึงได้ชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ ?
ตอบ
เดิมชื่อว่าโกณฑัญญะ ฯ
เกิดที่บ้านพราหมณ์ชื่อโทณวัตถุ อยู่ไม่ห่างจากกรุงกบิลพัสดุ์ ฯ
เรียนจบไตรเพทและรู้ตำราทำนายลักษณะ ฯ
เพราะอาศัยพระอุทานว่า อญฺญาสิ ที่แปลว่า ได้รู้แล้ว ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งเมื่อท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ฯ
๓.
เศรษฐีบิดาพระยสะออกติดตามหาพระยสะให้กลับบ้าน แต่เหตุไฉนเมื่อพบแล้วจึงมิได้นำกลับไป ตามความประสงค์เดิม ?
ตอบ
เพราะทราบว่า พระยสะบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่ควรเพื่อจะกลับไปครองเรือนอีก ควรออกบวชเป็นพระภิกษุ ฯ
๔.
พระอุรุเวลกัสสปะบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เพราะเหตุใด ? พระพุทธองค์ทรงพาท่านไปกรุงราชคฤห์ด้วย เพราะทรงมีพุทธประสงค์อย่างไร ?
ตอบ
ท่านเห็นอภินิหารของพระพุทธองค์หลายประการ จนถอนทิฏฐิมานะของตน เห็นว่าลัทธิของตนไร้แก่นสาร และตนก็มิได้เป็นผู้วิเศษ เกิดสลดใจ จึงทูลขออุปสมบท ฯ
ทรงมีพุทธประสงค์จะปลูกศรัทธาแก่มหาชน เพราะท่านเป็นที่นับถือของมหาชน ฯ
๕.
พรข้อว่า ถ้าจักไม่โปรดให้ข้าพระองค์อยู่ในที่ประทับของพระองค์ และข้อว่า ถ้าพระองค์จะเสด็จไปสู่ที่นิมนต์ที่ข้าพระองค์รับไว้ พระอานนท์ทูลขอเพื่อประโยชน์อะไร ?
ตอบ
ข้อต้น เพื่อป้องกันคำติเตียนว่า พระอานนท์บำรุงพระศาสดาเพราะเห็นแก่ลาภ
ข้อหลัง เพื่อป้องกันคนกล่าวว่า พระอานนท์บำรุงพระศาสดาเพื่ออะไร เพราะพระองค์ไม่ทรงอนุเคราะห์แม้ด้วยกิจเท่านี้ ฯ
๖.
ธรรมุทเทศ มีอะไรบ้าง ? ใครแสดงแก่ใคร ?
ตอบ
๑. โลกคือหมู่สัตว์ อันชรานำเข้าไปใกล้ ไม่ยั่งยืน
๒. โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีผู้ป้องกัน ไม่เป็นใหญ่จำเพาะตน
๓. โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ ตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป
๔. โลกคือหมู่สัตว์ พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา ฯ
พระรัฐบาลแสดงถวายพระเจ้าโกรัพยะ ฯ
๗.
พระโมฆราชทูลถามปัญหาพระพุทธองค์เป็นคนที่เท่าไร ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
เป็นคนที่ ๑๕ ฯ
ครั้งแรกเห็นว่าอชิตมาณพเป็นผู้ใหญ่กว่าจึงยอมให้ถามก่อน แต่เมื่อจะทูลถามเป็นคนที่ ๒ และคนที่ ๙ ถูกพระพุทธองค์ทรงห้ามไว้ให้รอก่อน จึงได้โอกาสทูลถามเป็นคนที่ ๑๕ ฯ
๘.
ในอสีติมหาสาวก มีองค์ไหนบ้างที่สัมพันธ์เป็นศิษย์และอาจารย์กัน ? จงบอกมาสัก ๒ คู่
ตอบ
พระอัญญาโกณฑัญญะกับพระปุณณมันตานีบุตร
พระอัสสชิกับพระสารีบุตร
พระสารีบุตรกับพระราธะ
พระสารีบุตรกับพระราหุล
พระมหากัจจายนะกับพระโสณกุฏิกัณณะ ฯ
ศาสนพิธี
๙.
วันเทโวโรหณะ คือวันอะไร ? เนื่องด้วยวันนั้น มีบุญพิธีอะไรที่ทำกันมาจนถึงบัดนี้
ตอบ
คือวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก หลังจากเสด็จขึ้นไปจำพรรษาในดาวดึงส์ โบราณเรียกอีกอย่างว่า วันพระเจ้าเปิดโลก ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ฯ
มีการทำบุญตักบาตรแด่พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น จนเป็นประเพณีทำบุญตักบาตร ที่เรียกว่าตักบาตรเทโวโรหณะ มาจนถึงปัจจุบันนี้ ฯ
๑๐.
บังสุกุลเป็น คืออะไร ? คาถาที่ใช้บังสุกุลเป็น ว่าอย่างไร ?
ตอบ
บังสุกุลเป็น คือ บุญกิริยาที่เจ้าภาพประสงค์จะบริจาค โดยเฉพาะผ้าอุทิศสงฆ์ให้เป็นผ้าบังสุกุล ปกตินิยมทำเมื่อป่วยหนัก เป็นการกำหนดมรณานุสสติวิธีหนึ่ง ฯ ว่า
อจิรํ วตยํ กาโย ปฐวิํ อธิเสสฺสติ
ฉุฑฺโฑ อเปตวิญญาโณ นิรตฺถํว กลิงฺครํ ฯ

วินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๔๖

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖
,
๑.
๑.๑ สังฆกรรมมีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๑.๒ ในสีมาเดียวกัน ภิกษุจะประชุมกันทำสังฆกรรมวันหนึ่ง ๒ ครั้งไม่ได้ ข้อนี้มีความจริงเป็นอย่างไร ? จงอธิบาย
ตอบ
๑.๑ มี ๔ อย่าง คือ
๑. อปโลกนกรรม
๒. ญัตติกรรม
๓. ญัตติทุติยกรรม
๔. ญัตติจตุตถกรรม ฯ
๑.๒ มีความจริงเป็นอย่างนี้ คือ สังฆกรรมบางอย่าง เช่น อุโบสถ ปวารณา ภิกษุอยู่ในสีมาเดียวกัน จะต้องพร้อมเพรียงกันทำ จะแยกกันทำ ๒ พวก ๒ ครั้งไม่ได้ แต่สังฆกรรมบางอย่าง เช่น อุปสมบทกรรม อัพภานกรรม จะทำวันเดียวหลายครั้งก็ได้ ฯ
๒.
๒.๑ สีมามีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
๒.๒ แดนที่มีสังวาสเสมอกันเรียกว่าอะไร ? มีประโยชน์อย่างไร ?
ตอบ
๒.๑ มี ๒ ประเภท คือ
๑. พัทธสีมา
๒. อพัทธสีมา ฯ
๒.๒ เรียกว่า สมานสังวาสสีมา ฯ มีประโยชน์อย่างนี้ คือ ภิกษุผู้อยู่ในเขตนี้ มีสิทธิในอันจะเข้าอุโบสถ ปวารณา และสังฆกรรมร่วมกัน เป็นแดนที่กำหนดความพร้อมเพรียง ภิกษุผู้อยู่ในสีมานี้ทั้งหมดเข้าประชุมกันเป็นสงฆ์ หรือนำฉันทะของภิกษุผู้ไม่มาเข้าประชุม เรียกว่าสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ฯ
๓.
๓.๑ การทักนิมิตในทิศทั้ง ๘ นั้น ทักทิศละหนถูกต้องหรือไม่ ? เพราะเหตุไร ?
๓.๒ จงเขียนคำทักนิมิตในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มาดู ?
ตอบ
๓.๑ ไม่ถูกต้อง ฯ ที่ถูกต้องนั้นเมื่อเริ่มต้นทักนิมิตในทิศบูรพาแล้ว ทักมาโดยลำดับจนถึงนิมิตสุด ต้องวนไปทักนิมิตในทิศบูรพาซ้ำอีก ฯ
๓.๒ คำทักนิมิตในทิศตะวันออกเฉียงเหนือว่าดังนี้ “ อุตฺตราย อนุทิสาย กิํ นิมิตฺตํ ” ฯ
๔.
๔.๑ คำว่า “ กฐิน ” เป็นชื่อของอะไร ? มีชื่อเรียกอย่างนั้นเพราะเหตุไร ?
๔.๒ การกรานกฐินนั้น มีวิธีปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
๔.๑ เป็นชื่อของสังฆกรรมอย่างหนึ่ง ฯ เพราะมีชื่อออกจากไม้สะดึงที่ลาดหรือกางออก เพื่อขึงจีวรเย็บ ฯ
๔.๒ มีวิธีปฏิบัติอย่างนี้ คือ เมื่อมีผ้าเกิดขึ้นแก่สงฆ์ในกาลเช่นนั้นพอจะทำเป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งได้ สงฆ์พร้อมใจกันยกให้แก่ภิกษุรูปหนึ่ง เพื่อประโยชน์นี้ ภิกษุผู้ได้รับผ้านั้นเอาไปทำจีวรให้เสร็จในวันนั้น แล้วมาบอกภิกษุผู้ยกผ้านั้นให้เพื่ออนุโมทนา ภิกษุเหล่านั้นอนุโมทนา ฯ
๕.
๕.๑ ศัพท์ว่า “ บรรพชา ” มีอธิบายว่าอย่างไร ?
๕.๒ นอกจากคนมีอายุไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ และอภัพพบุคคลแล้ว ยังมีบุคคลจำพวกไหนอีกบ้างที่ห้ามไม่ให้อุปสมบท ?
ตอบ
๕.๑ มีอธิบายว่า ศัพท์นี้ หมายเอาการบวชทั่วไป รวมทั้งอุปสมบทด้วยก็มี หมายเอาเฉพาะการบวชเป็นบุรพประโยคแห่งอุปสมบทก็มี หมายถึงการบวชลำพังเป็นสามเณรก็มี ฯ
๕.๒ มีบุคคลที่ถูกห้ามไม่ให้อุปสมบทอีก ๓ จำพวก คือ
๑. คนไม่มีอุปัชฌาย์ หรือมีคนอื่นนอกจากภิกษุเป็นอุปัชฌาย์ หรือถือสงฆ์ ถือคณะเป็นอุปัชฌาย์
๒. คนไม่มีบาตร ไม่มีจีวร หรือไม่มีทั้งบาตรทั้งจีวร
๓. คนยืมบาตร ยืมจีวรเขามาหรือยืมทั้งบาตรทั้งจีวรเขามา ฯ
๖.
๖.๑ ไตรจีวร กำหนดให้เรียกผ้านุ่งว่า อันตรวาสก เรียกผ้าห่มว่า อุตตราสงค์ เรียกผ้าทาบว่า สังฆาฏิ ในเวลาไหนบ้าง ?
๖.๒ ผ้า ๓ ผืนนั้น กำหนดให้เรียกว่า จีวร ในเวลาไหนบ้าง ?
ตอบ
๖.๑ ในเวลาดังต่อไปนี้ คือ ในเวลาบอกบาตรจีวรแก่อุปสัมปทาเปกขะ ในเวลาอธิษฐานเป็นผ้าครอง ในเวลาปัจจุทธรณ์ และในเวลากรานกฐิน ฯ
๖.๒ ในเวลาผ้า ๓ ผืนนั้น เป็นนิสสัคคีย์เพราะอยู่ปราศ คำเสียสละเรียกว่าจีวรทุกผืน และในเวลาผ้าเหล่านั้นเป็นอติเรกจีวร คำวิกัป คำถอนวิกัป รวมเรียกว่าจีวรทั้งสิ้น ฯ
๗.
๗.๑ สัมมุขาวินัยสำหรับระงับวิวาทาธิกรณ์นั้น มีวิธีอย่างไร ?
๗.๒ อธิกรณ์ที่ภิกษุจะพึงยกขึ้นว่านั้น ต้องเป็นเรื่องที่มีมูล ก็เรื่องที่มูลนั้นมีลักษณะเช่นไร ?
ตอบ
๗.๑ มีวิธีอย่างนี้ คือ
๑. ด้วยการตกลงกันเอง
๒. ด้วยการตั้งผู้วินิจฉัย
๓. ด้วยอำนาจแห่งสงฆ์
๗.๒ มีลักษณะ ๓ ประการ คือ
๑. เรื่องที่ได้เห็นเอง
๒. เรื่องที่ได้ยินเอง หรือมีผู้บอกและเชื่อว่าเป็นจริง
๓. เรื่องที่เว้นจาก ๒ สถานนั้น แต่รังเกียจโดยอาการ ฯ
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕, (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๓๕
๘.
๘.๑ องค์กรการปกครองคณะสงฆ์สูงสุด คืออะไร ?
๘.๒ ตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กำหนดองค์ประกอบขององค์กรนั้นไว้อย่างไร ?
ตอบ
๘.๑ คือ มหาเถรสมาคม ฯ
๘.๒ กำหนดไว้ดังนี้
สมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง สมเด็จพระราชาคณะทุกรูป เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และพระราชาคณะซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง มีจำนวนไม่เกิน ๑๒ รูปเป็นกรรมการ ฯ
๙.
๙.๑ ภิกษุรูปหนึ่งต้องคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย ภิกษุนั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไร ? ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์มาตราไหน ?
๙.๒ ถ้าภิกษุนั้นฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาจะถูกลงโทษอย่างไร ?
ตอบ
๙.๑ ภิกษุนั้นต้องสึกภายในสามวัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ฯ ตามมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฯ
๙.๒ ถ้าฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฯ
๑๐.
๑๐.๑ ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และที่ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่สถานที่เช่นไร ?
๑๐.๒ เจ้าพนักงาน ตามความในประมวลกฎหมายอาญา ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ได้แก่ใคร ?
ตอบ
๑๐.๑
ที่วัด ได้แก่ที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น
ที่ธรณีสงฆ์ ได้แก่ที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด
ที่ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ที่ซึ่งเป็นทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง ฯ
๑๐.๒ ได้แก่พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร ฯ

วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๖๗

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
,
๑.
ประชาชนในชมพูทวีปมีกี่จําพวก ? พระพุทธเจ้าสืบเชื้อสายมาจากชนชาติใด ?
ตอบ
มี ๒ จําพวก คือ
๑. มิลักขะ เจ้าของถิ่นเดิม
๒. อริยกะ พวกอพยพมาใหม่
พระพุทธเจ้า สืบเชื้อสายมาจากชนชาติอริยกะ
๒.
พระมหาบุรุษประสูติที่ไหน ? ตรงกับวันอะไร ?
ตอบ
ประสูติที่ลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ ฯ ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖ ฯ
๓.
เจ้าชายสิทธัตถะทรงปรารภอะไรจึงเสด็จออกผนวช ? หลังจากผนวชแล้วกี่ปีจึงตรัสรู้ ?
ตอบ
ทรงปรารภความแก่ ความเจ็บ ความตาย และสมณะ (เทวทูต ๔) ฯ หลังจากผนวชแล้ว ๖ ปี จึงตรัสรู้ ฯ
๔.
เทศนากัณฑ์แรก ชื่ออะไร ? ทรงแสดงแก่ใคร ?
ตอบ
เทศนากัณฑ์แรก ชื่อธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ฯ ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ฯ
๕.
ฆราวาสที่บรรลุพระอรหัตผลคนแรกคือใคร ? เพราะฟังธรรมอะไร ?
ตอบ
ฆราวาสที่บรรลุพระอรหัตผลคนแรกคือยสกุลบุตร ฯ เพราะฟังอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ ฯ
๖.
พระสารีบุตรสําเร็จเป็นพระโสดาบัน เพราะได้ฟังธรรมจากใคร ? ธรรมนั้นมีใจความว่าอย่างไร ?
ตอบ
พระสารีบุตรสําเร็จเป็นพระโสดาบัน เพราะได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิเถระ ฯ ใจความว่า “ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น”
๗.
ใครถวายบิณฑบาตแด่พระพุทธองค์ก่อนตรัสรู้และก่อนปรินิพพาน ?
ตอบ
ก่อนตรัสรู้ คือนางสุชาดา ฯ ก่อนปรินิพพาน คือนายจุนทกัมมารบุตร ฯ
๘.
สังเวชนียสถาน ๔ ตําบล คืออะไรบ้าง ?
ตอบ
สังเวชนียสถาน ๔ ตําบล คือ
๑. สถานที่ประสูติ
๒. สถานที่ตรัสรู้
๓. สถานที่ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
๔. สถานที่ปรินิพพาน
ศาสนพิธี
๙.
วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา กําหนดไว้กี่วัน ? คือวันอะไรบ้าง ?
ตอบ
กําหนดไว้ ๔ วัน คือ
๑. วันมาฆบูชา
๒. วันวิสาขบูชา
๓. วันอัฏฐมีบูชา
๔. วันอาสาฬหบูชา
๑๐.
ปาฏิบุคลิกทานและสังฆทาน ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ปาฏิบุคลิกทาน คือทานที่ถวายเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
สังฆทาน คือทานที่ถวายเป็นของกลางให้สงฆ์จัดเฉลี่ยกันใช้สอย

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี ๒๕๖๗

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๑๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
,
๑.
ก่อนทํางานและขณะทํางาน เวลาไหนท่านให้ใช้สติ เวลาไหนท่านให้ใช้สัมปชัญญะ ?
ตอบ
สติ ความระลึกได้ใช้ก่อนทํา
สัมปชัญญะ ความรู้ตัวใช้ในขณะทํา ฯ
๒.
บุคคลคิดอย่างไร ชื่อว่ามีหิริ คิดอย่างไร ชื่อว่ามีโอตตัปปะ ?
ตอบ
คิดละอายต่อบาป ชื่อว่ามีหิริ ฯ
คิดเกรงกลัวต่อบาป ชื่อว่ามีโอตตัปปะ ฯ
๓.
ทุจริต คืออะไร ? พูดใส่ร้ายผู้อื่น จัดเข้าในทุจริตข้อไหน ?
ตอบ
ทุจริต คือความประพฤติชั่ว ความประพฤติเสียหาย ๆ, พูดใส่ร้ายผู้อื่น จัดเข้าในวจีทุจริต ฯ
๔.
พระธรรม คืออะไร ? มีคุณต่อผู้ปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
พระธรรม คือคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ฯ มีคุณ คือรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ฯ
๕.
ในพรหมวิหาร ๔ ความรักอย่างไร จึงจัดว่าเมตตา ?
ตอบ
ความรักด้วยความปรารถนาจะให้เป็นสุข ฯ
๖.
ขันธ์ ๕ ได้แก่อะไรบ้าง ? สังขารขันธ์ จัดเป็นรูปหรือนาม ?
ตอบ
ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ฯ สังขารขันธ์ จัดเป็นนาม ฯ
๗.
สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือเจรจาอย่างไร ?
ตอบ
คือเว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคําหยาบ และเว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ฯ
คิหิปฏิบัติ
๘.
ฆราวาสผู้ครองเรือนควรตั้งอยู่ในธรรมข้อใดบ้าง ?
ตอบ
ควรตั้งอยู่ในฆราวาสธรรม ๔ คือ
๑. สัจจะ ซื่อสัตย์ต่อกัน
๒. ทมะ รู้จักข่มใจของตน
๓. ขันติ อดทน
๔. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน ฯ
๙.
ศีลที่คฤหัสถ์ควรรักษาเป็นนิตย์ คือศีลอะไร ? ได้แก่อะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ ศีล ๕ ฯ ได้แก่
๑. เว้นจากทําชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป
๒. เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย
๓. เว้นจากประพฤติผิดในกาม
๔. เว้นจากพูดเท็จ
๕. เว้นจากดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ฯ
๑๐.
บุตรธิดาพึงปฏิบัติต่อมารดาบิดาอย่างไร ?
ตอบ
พึงปฏิบัติต่อท่านอย่างนี้ คือ
ก. ท่านได้เลี้ยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
ข. ทํากิจของท่าน
ค. ดํารงวงศ์สกุล
ง. ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับทรัพย์มรดก
จ. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทําบุญอุทิศให้ท่าน

พุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๔๖

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖
,
๑.
๑.๑ ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น สำเร็จด้วยญาณอะไร ? เพราะเหตุไร ?
๑.๒ พระพุทธองค์ ครั้นตรัสรู้แล้ว ทรงเปล่งพระอุทานในยามสุดท้าย มีความว่าอย่างไร ?
ตอบ
๑.๑ ด้วยอาสวักขยญาณ ฯ เพราะอาสวักขยญาณ คือความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะ คือ เครื่องเศร้าหมองอันหมักหมมในจิตสันดาน ฯ
๑.๒ มีความว่า “ เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏชัดแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดเสนามาร คือชรา พยาธิ มรณะ เสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัย กำจัดมืดทำอากาศให้สว่างขึ้นฉะนั้น ” ฯ
๒.
๒.๑ พระพุทธองค์ทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาที่ไหนเป็นแห่งแรก ? ทรงเห็นประโยชน์อะไรจึงทรงประดิษฐาน ณ ที่นั้น ?
๒.๒ การที่พระพุทธองค์ทรงสามารถประดิษฐานพระพุทธศาสนาได้มั่นคง เพราะทรงสั่งสอนโดยอาการอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๒.๑ ที่ กรุงราชคฤห์ ฯ เพราะทรงเห็นว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่บริบูรณ์มั่งคั่ง และมีศาสดาเจ้าลัทธิมาก ถ้าได้โปรดคนเหล่านี้ให้เกิดความเลื่อมใสได้แล้ว การเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะศาสดาเจ้าลัทธิต่าง ๆ นั้น ล้วนมีศิษยานุศิษย์มาก ผู้คนนับถือมาก ด้วยเหตุนี้จึงทรงเลือกเมืองนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาเป็นแห่งแรก ฯ
๒.๒ โดยอาการ ๓ อย่าง คือ
๑. ทรงสั่งสอนให้ผู้ฟังรู้ยิ่ง เห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น
๒. ทรงสั่งสอนมีเหตุมีผลที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้
๓. ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ที่ผู้ปฏิบัติตาม ย่อมได้รับผลโดยสมควรแก่การปฏิบัติ ฯ
๓.
๓.๑ ความปรารถนาของพระเจ้าพิมพิสารข้อที่ ๕ ความว่าอย่างไร ?
๓.๒ ความปรารถนานั้นสำเร็จแก่พระองค์เมื่อไร ? ที่ไหน ?
ตอบ
๓.๑ ความว่า “ขอให้ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมของพระอรหันต์” ฯ
๓.๒ สำเร็จบริบูรณ์ในวันที่ได้ฟังอนุปุพพีกถาและอริยสัจ ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโปรด จนได้ดวงตาเห็นธรรม ฯ ที่สวนตาลหนุ่ม ฯ
๔.
๔.๑ พระวาจาที่พระมหาบุรุษทรงเปล่งในวันประสูตินั้น เรียกว่าอะไร ? ใจความโดยย่ออย่างไร ?
๔.๒ พระพุทธกิจ ๕ อย่าง มีอะไรบ้าง ? ข้อไหนที่ทรงบำเพ็ญเป็นนิจตราบเท่าปรินิพพาน ?
ตอบ
๔.๑ เรียกว่า อาสภิวาจา ฯ ใจความย่อว่า “ เราเป็นผู้เลิศเป็นยอดแห่งโลก เราเป็นผู้เจริญผู้ใหญ่แห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก ความบังเกิดชาตินี้มี ณ ที่สุด บัดนี้ ความบังเกิดอีกมิได้มี ” ฯ
๔.๒ มี ๕ อย่าง ฯ คือ
๑. เวลาเช้า เสด็จออกบิณฑบาต
๒. เวลาเย็น ทรงแสดงธรรม
๓. เวลาย่ำค่ำ ทรงโอวาทภิกษุ
๔. เวลาเที่ยงคืน ทรงตอบปัญหาเทวดา
๕. เวลาย่ำรุ่ง ทรงตรวจดูเวไนยสัตว์ ฯ ยกเว้นข้อเสด็จออกบิณฑบาต นอกนั้นทรงบำเพ็ญเป็นนิจ ตราบเท่าปรินิพพาน ฯ
๕.
๕.๑ โอวาทปาฏิโมกข์ทรงแสดงที่ไหน ? เมื่อไร ?
๕.๒ ข้อที่ทรงยกขันติขึ้นตรัสในโอวาทปาฏิโมกข์นั้น หมายความว่าอย่างไร ?
ตอบ
๕.๑ ที่เวฬุวนาราม กรุงราชคฤห์ ฯ เมื่อวันเพ็ญเดือน ๓ ฯ
๕.๒ หมายความว่า ศาสนธรรมคำสอนของพระองค์เป็นไปเพื่อให้อดทนต่อเย็น ร้อน หิวระหาย ถ้อยคำให้ร้าย ใส่ความ ด่าว่า และทุกขเวทนาอันแรงกล้าเกิดแต่อาพาธ ฯ
๖.
๖.๑ อุปติสสปริพาชก เมื่อได้ฟังธรรมโดยย่อจากพระอัสสชิเถระแล้ว มีความเข้าใจในเนื้อความแห่งธรรมนั้นว่าอย่างไร ?
๖.๒ ครั้งพุทธกาล กุลบุตรผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนาขออนุญาตบวชจากมารดาบิดา เมื่อไม่ได้รับอนุญาตก็เสียใจ จึงทำการประท้วง กุลบุตรผู้นั้นคือใคร ? ประท้วงด้วยวิธีใด ?
ตอบ
๖.๑ ว่าอย่างนี้คือ “ ธรรมทั้งปวงเกิดแต่เหตุ และจะสงบระงับไป เพราะเหตุดับก่อน พระศาสดา ทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติ เพื่อสงบระงับเหตุแห่งธรรมเป็นเครื่องก่อให้เกิดทุกข์ ” ฯ
๖.๒ กุลบุตรผู้นั้น คือพระรัฐบาล ฯ ประท้วงด้วยวิธีนอนไม่ลุกขึ้น และอดอาหาร ฯ
๗.
๗.๑ อนาถบิณฑิกเศรษฐี มีนามเดิมว่าอะไร ?
๗.๒ ท่านได้บรรลุคุณวิเศษอะไรในพระพุทธศาสนา ?
ตอบ
๗.๑ สุทัตตะ ฯ
๗.๒ โสดาปัตติผล ฯ
๘.
๘.๑ ผู้ได้นามว่า “ ภัทเทกรัตตะ ” ผู้มีราตรีเดียวเจริญ เพราะประพฤติเช่นไร ?
๘.๒ พระเถระรูปใดได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เข้าใจอธิบายเรื่อง “ ผู้มีราตรีเดียวเจริญ ” นี้ให้พิสดาร ?
ตอบ
๘.๑ เพราะเป็นผู้มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืน อยู่ด้วยความไม่ประมาท ฯ
๘.๒ พระมหากัจจายนเถระ ฯ
๙.
๙.๑ ปัญหาว่า “ หมู่มนุษย์ในโลกนี้ คือ ฤษี กษัตริย์ พราหมณ์ เป็นอันมาก อาศัยอะไร จึงบูชายัญบวงสรวงเทวดา ” ใครเป็นผู้ถาม ?
๙.๒ พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่าอย่างไร ?
ตอบ
๙.๑ ปุณณกมาณพ ฯ
๙.๒ ทรงพยากรณ์ว่า “ หมู่มนุษย์เหล่านั้นอยากได้ของที่ตนปรารถนา อาศัยของที่มีชราทรุดโทรม จึงบูชายัญบวงสรวงเทวดา ” ฯ
๑๐.
๑๐.๑ พระพุทธดำรัสว่า “ ดูก่อนสุภัททะ ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จะพึงอยู่ดีอยู่ชอบแล้วไซร้ โลกก็จกไม่พึงว่างเปล่าจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ” ดังนี้ คำว่า “ พระอรหันต์ ” ในที่นี้ หมายถึงใคร ?
๑๐.๒ โทณพราหมณ์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในวันแจกพระบรมสารีริกธาตุ มีใจความย่ออย่างไร ?
ตอบ
๑๐.๑ หมายถึง พระขีณาสวอรหันต์ ฯ
๑๐.๒ มีใจความย่อดังนี้
๑. พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญขันติธรรมและตำหนิในการที่จะทำสงครามกัน
๒. ชวนให้สามัคคีร่วมใจกัน โดยแบ่งส่วนพระบรมสารีริกธาตุเท่า ๆ กัน ฯ