วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๖

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๑๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
,
๑.
อกรณียกิจ คือกิจที่บรรพชิตไม่ควรทำ มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๔ อย่าง ฯ คือ
๑. เสพเมถุน
๒. ลักของเขา
๓. ฆ่าสัตว์
๔. พูดอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน ฯ
๒.
อาบัติ คืออะไร ? อาการที่ภิกษุต้องอาบัติมี ๖ อย่าง จงบอกมาสัก ๓ อย่าง ฯ
ตอบ
คือ โทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม ฯ (เลือกตอบเพียง ๓ ข้อ)
๑. ต้องด้วยไม่ละอาย
๒. ต้องด้วยไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นอาบัติ
๓. ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง
๔. ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร
๕. ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร
๖. ต้องด้วยลืมสติฯ
๓.
ภิกษุพยายามฆ่าตนเอง แต่ทำไม่สำเร็จ จะต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๔.
ข้อความว่า ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ตามสิกขาบทที่ ๕ แห่งสังฆาทิเสสนั้น หมายถึงการทำอย่างไร ?
ตอบ
หมายถึงการที่ภิกษุบอกความประสงค์ของชายแก่หญิง หรือบอกความประสงค์ของหญิงแก่ชายในความเป็นผัวเมีย ฯ
๕.
ไตรจีวร อติเรกจีวร ได้แก่จีวรเช่นไร ?
ตอบ
ไตรจีวร ได้แก่จีวร ๓ ผืน ประกอบด้วย อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม) อันตรวาสก (ผ้านุ่ง) และสังฆาฏิ (ผ้าคลุมหรือผ้าทาบ) ฯ
อติเรกจีวร ได้แก่ผ้ามีขนาดกว้าง ๔ นิ้วยาว ๘ นิ้ว ซึ่งอาจนำไปทำเป็นเครื่องนุ่งห่มได้ นอกจากผ้าที่อธิษฐาน ฯ
๖.
ภิกษุขอจีวรต่อสามีของน้องสาวแล้วได้มา เธอจะต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?
ตอบ
ถ้าสามีของน้องสาวเป็นญาติก็ดีมิใช่ญาติแต่ปวารณาก็ดี ไม่ต้องอาบัติ
ถ้ามิใช่ญาติและมิได้ปวารณา เป็นเพียงน้องเขย ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย (คือในเวลาจีวรถูกขโมยหรือเสียหาย) ฯ
๗.
มีผู้นำอาหารบิณฑบาตมาถวายแก่สงฆ์ ภิกษุแนะนำให้ถวายแก่ตนเองและได้มา เช่นนี้จะต้องอาบัติหรือไม่ ? ถ้าต้อง จะต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
ต้องอาบัติ ฯ
ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ฯ
๘.
เสขิยวัตร คืออะไร ? โภชนปฏิสังยุต ว่าด้วยเรื่องอะไร ?
ตอบ
คือ วัตรหรือธรรมเนียมที่ภิกษุจำต้องศึกษา ฯ
ว่าด้วยเรื่องการรับและการฉันอาหาร ฯ
๙.
ภิกษุไม่เอื้อเฟื้อในเสขิยวัตร ปฏิบัติผิดธรรมเนียมไป ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๑๐.
ภิกษุเถียงกันด้วยเรื่องอะไร จึงเรียกว่า วิวาทาธิกรณ์ ?
ตอบ
เถียงกันด้วยเรื่อง สิ่งนั้นเป็นธรรมเป็นวินัย สิ่งนี้ไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๔

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
,
๑.
บุพพการีและกตัญญูกตเวทีได้แก่บุคคลเช่นไร ?
ตอบ
บุพพการีได้แก่บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน
กตัญญูกตเวทีได้แก่บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้วและตอบแทน ฯ
๒.
พระพุทธเจ้าคือใคร ? ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์อย่างไร ?
ตอบ
คือท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจตามพระธรรมวินัย ฯ
ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ คือผู้ปฏิบัติตามย่อมได้ประโยชน์โดยสมควรแก่ความปฏิบัติ ฯ
๓.
เห็นผิดจากคลองธรรม คือเห็นอย่างไร ? จัดเข้าในทุจริตข้อไหน ?
ตอบ
คือเห็นผิดจากความเป็นจริง เช่น เห็นว่าบุญบาปไม่มี บิดามารดาไม่มีพระคุณ เป็นต้น ฯ
จัดเข้าในมโนทุจริต ฯ
๔.
รากเหง้าของอกุศลเรียกว่าอะไร ? มีอะไรบ้าง ? เพราะเหตุใดจึงควรละเสีย ?
ตอบ
เรียกว่า อกุศลมูล ฯ
มี โลภะ โทสะ โมหะ ฯ
เพราะเมื่ออกุศลมูลเหล่านี้มีอยู่ อกุศลอื่นที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น ฯ
๕.
ทุกข์ในอริยสัจ ๔ คืออะไร ? เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ?
ตอบ
คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ฯ
คือ ตัณหาความทะยานอยาก ฯ
๖.
อภิณหปัจจเวกขณ์ข้อว่า ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ดังนี้ ผู้พิจารณาได้รับประโยชน์อย่างไร ? จงอธิบาย
ตอบ
ได้รับประโยชน์ คือ สามารถบรรเทาความพอใจรักใคร่ในของรักของชอบใจและป้องกันความทุกข์โทมนัส ในเวลาเมื่อตนต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ฯ
๗.
อายตนะภายใน ๖ ได้แก่อะไรบ้าง ?
ตอบ
ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ฯ
คิหิปฏิบัติ
๘.
คนชักชวนในทางฉิบหาย มีลักษณะอย่างไร ?
ตอบ
มีลักษณะดังนี้
๑. ชักชวนดื่มน้ำเมา
๒. ชักชวนเที่ยวกลางคืน
๓. ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น
๔. ชักชวนเล่นการพนัน ฯ
๙.
ธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจของผู้อื่นไว้ได้เรียกว่าอะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
เรียกว่า สังคหวัตถุ ฯ มี
๑. ทาน ให้ปันสิ่งของของตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน
๒. ปิยวาจา เจรจาวาจาที่อ่อนหวาน
๓. อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
๔. สมานัตตตา ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตัว ฯ
๑๐.
อุบาสกอุบาสิกา ได้แก่บุคคลเช่นไร ? การค้าขายที่ห้ามอุบาสกอุบาสิกาประกอบ คืออะไรบ้าง ?
ตอบ
ได้แก่ คฤหัสถ์ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ฯ
การค้าขายที่ห้ามอุบาสกอุบาสิกาประกอบ คือ
๑. ค้าขายเครื่องประหาร
๒. ค้าขายมนุษย์
๓. ค้าขายสัตว์เป็นสำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร
๔. ค้าขายน้ำเมา
๕. ค้าขายยาพิษ ฯ

พุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๔๔

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔
,
๑.
๑.๑ อาสภิวาจาคือวาจาเช่นไร ? มีใจความว่าอย่างไร ?
๑.๒ พระพุทธองค์ทรงยืนยันพระองค์เองว่า เป็นสัมมาสัมพุทธะ เพราะทรงอาศัยเหตุอะไร ?
ตอบ
๑.๑ คือวาจาที่เปล่งอย่างองอาจ เป็นภาษิตของบุรุษพิเศษอาชาไนย มีใจความว่า เราเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก
๑.๒ เพราะทรงอาศัยเหตุที่ตรัสรู้อริยสัจ ๔ อย่างแจ่มแจ้งครบถ้วนทุกประการ อันมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ จึงทรงปฏิญาณพระองค์ว่า เป็นสัมมาสัมพุทธะ
๒.
๒.๑ พระปัญจวัคคีย์ ได้ออกบวชตามพระมหาบุรุษเพราะมีความเชื่ออย่างไร ?
๒.๒ การได้บรรลุอริยผลของพระปัญจวัคคีย์ วันเดียวกันหรือต่างวันกัน ?
ตอบ
๒.๑ มีความเชื่อว่า พระมหาบุรุษจะได้ตรัสรู้อย่างแน่นอน จึงพร้อมใจกันออกบวชติดตามเฝ้าอย่างใกล้ชิด ด้วยหวังว่า พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วจักได้เทศนาโปรดตน
๒.๒ การบรรลุอริยผลชั้นต้นต่างวันกัน ส่วนการบรรลุอริยผลชั้นสูงสุดวันเดียวกัน
๓.
๓.๑ บุคคลผู้ได้ชื่อว่า อัปปรชักขชาติ มีลักษณะอย่างไร ?
๓.๒ พระโกณฑัญญะ ได้นามเพิ่มข้างหน้าว่า พระอัญญาโกณฑัญญะ เพราะเหตุใด ?
ตอบ
๓.๑ มีกิเลสธุลีในปัญญาจักษุน้อยเป็นปกติ สามารถจะรู้ทั่วถึงธรรมได้โดยพลัน
๓.๒ เพราะพระพุทธองค์ทรงทราบว่า ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน จึงทรงเปล่งอุทานว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ๆ อาศัยคำอุทานว่า อญฺญาสิ อญฺญาสิ ท่านจึงได้นามเพิ่มข้างหน้าว่า อัญญาโกณฑัญญะ
๔.
๔.๑ พระศาสดาทรงแสดงอนุปุพพีกถา และอริยสัจ ๔ ตามลำดับ แก่บุคคลผู้มีคุณสมบัติเช่นไร ?
๔.๒ พระศาสดาประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่พระยสกุลบุตรว่าอย่างไร ?
ตอบ
๔.๑ แก่ผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้คือ
ก. เป็นมนุษย์
ข. เป็นคฤหัสถ์
ค. มีอุปนิสัยแก่กล้า ควรบรรลุโลกุตรคุณ
๔.๒ ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด
๕.
๕.๑ คำว่า ” บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม้ให้ขุ่น ” เปรียบด้วยปฏิปทาจริยาวัตรข้อใดของพระโมคคัลลานะ ?
๕.๒ เจ้าศากยะได้ทูลขอพระศาสดาให้บวชอุบาลีภูษามาลาก่อน เพราะเห็นประโยชน์อันใด ?
ตอบ
๕.๑ ข้อที่ท่านเป็นผู้ฉลาดในการแนะนำตระกูลที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ไม่ทำศรัทธาและโภคทรัพย์ของเขาให้เสีย เปรียบเหมือนแมลงผึ้งบินเที่ยวไปในสวนดอกไม้ ไม่ทำสีและกลิ่นของดอกไม้ให้ช้ำ ถือเอาแต่รสบินไปฉะนั้น
๕.๒ เพราะเห็นประโยชน์ว่า จักได้ทำการกราบไหว้ ลุกรับ ประณมมือ และทำกิจที่สมควรอื่น ๆ แก่พระอุบาลีซึ่งเดิมเป็นคนรับใช้ เมื่อเป็นเช่นนี้จักละมานะความถือตัวได้
๖.
๖.๑ ข้อความว่า ” ขออย่าให้พระภิกษุทั้งหลายบวชบุตรที่บิดามารดายังไม่อนุญาตต่อไป ” เป็นคำพูดของใคร ? มีความเป็นมาอย่างไร ?
๖.๒ พระราหุลได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะได้สดับธรรมอะไร ?
ตอบ
๖.๑ เป็นพระดำรัสของพระเจ้าสุทโธทนะ, มีความเป็นมาอย่างนี้ คือเมื่อพระนันทะพระโอรสทรงผนวช พระเจ้าสุทโธทนะทรงโทมนัสเป็นอันมาก ครั้นราหุลกุมารบวชแล้ว สิ้นผู้ที่จะสืบพระวงศ์ ยิ่งทรงโทมนัสมากขึ้น ทรงปรารภถึงทุกข์อันนี้ที่จะพึงมีแก่มารดาบิดาในตระกูลอื่นในเวลาเมื่อบุตรออกบวช จึงทูลขอพรนี้
๖.๒ เพราะได้สดับพระโอวาทซึ่งสั่งสอนในทางวิปัสสนา คล้ายกับโอวาทที่ตรัสสอนพระปัญจวัคคีย์ ต่างกันแต่ทรงยกอายตนะภายในภายนอกเป็นต้นขึ้นแสดงแทนขันธ์ ๕ เท่านั้น
๗.
๗.๑ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนคฤหัสถ์ด้วยวิธี ๔ สถานนั้น ได้แก่อะไรบ้าง ?
๗.๒ ในการสอนธรรมของพระพุทธองค์นั้น ทรงมีจุดมุ่งหมายอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๗.๑ ได้แก่
๑. สันทัสสนา ชี้ให้ชัด ให้เห็นแจ่มแจ้งในสัมมาปฏิบัติ
๒. สมาทปนา ชวนให้ปฏิบัติ แสดงเหตุผลให้เห็นสมจริง
๓. สมุตเตชนา ให้อาจหาญ มีกำลังใจในสัมมาปฏิบัติ
๔. สัมปหังสนา ให้ร่าเริง แช่มชื่น ในการปฏิบัติตามธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๗.๒ อย่างนี้คือ
๑. เพื่อให้ผู้ฟังได้รู้เห็นในสิ่งที่ควรรู้ควรเห็น
๒. เพื่อให้ผู้ฟังใช้เหตุผลตรองตามจนเห็นจริง
๓. เพื่อให้ผู้ฟังนำไปปฏิบัติและได้รับผลของการปฏิบัติตามสมควรแก่การปฏิบัติของตน ๆ
๘.
๘.๑ จงแสดงใจความแห่งพระพุทธพจน์ที่ชี้ให้เห็นว่า พระอรหันต์ยังมีได้ตลอดเวลาที่บุคคลยังปฏิบัติชอบอยู่ ?
๘.๒ ในสมัยพุทธกาล พระสาวกองค์ใดได้รับการอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถ-กรรมวาจาเป็นองค์แรก และองค์ใดเป็นองค์สุดท้าย ?
ตอบ
๘.๑ ใจความแห่งพระพุทธพจน์ที่ตรัสก่อนปรินิพพานกับสุภัททปริพาชกว่า ” ดูก่อนสุภัททะ ถ้าภิกษุทั้งหลาย ยังเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ “
๘.๒ พระราธะเป็นองค์แรก พระสุภัททะเป็นองค์สุดท้าย
๙.
๙.๑ ภิกษุณีผู้มีชื่อต่อไปนี้ได้รับเอตทัคคะในทางไหน ?
๙.๒ พระสงฆ์เถรวาทในเมืองไทยไม่สามารถบวชภิกษุณีได้เพราะเหตุไร ?
ก. พระนางมหาปชาบดีโคตมี
ข. นางเขมาเถรี
ค. นางอุบลวัณณาเถรี
ง. นางปฏาจาราเถรี
จ. นางธัมมทินนาเถรี
ตอบ
๙.๑
ก. พระนางมหาปชาบดีโคตมี ได้รับเอตทัคคะในทางรัตตัญญู
ข. นางเขมาเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางมีปัญญา
ค. นางอุบลวัณณาเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางมีฤทธิ์
ง. นางปฏาจาราเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางทรงวินัย
จ. นางธัมมทินนาเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางธรรมกถึก
๙.๒ เพราะมีพระพุทธานุญาตว่า “ ภิกษุณีต้องบวชจากภิกษุณีสงฆ์ก่อน แล้วจึงบวชจากภิกษุสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง ” เวลานี้ภิกษุณีสงฆ์ไม่มีแล้ว การที่จะบวชภิกษุณีจึงไม่สามารถทำได้
๑๐.
๑๐.๑ พระยาวัสวดีมาร ได้ทูลขอพระพุทธเจ้าให้เสด็จปรินิพพานกี่ครั้ง ? ที่ไหนบ้าง ?
๑๐.๒ เมื่อคราวที่มารทูลขอให้ปรินิพพานครั้งแรก พระองค์ทรงตอบมารว่าอย่างไร ?
ตอบ
๑๐.๑ ได้ทูลขอพระพุทธเจ้าให้เสด็จปรินิพพาน ๒ ครั้งคือ
๑. ครั้งแรกที่ใต้ต้นอชปาลนิโครธ
๒. ครั้งที่สองที่ปาวาลเจดีย์
๑๐.๒ ทรงตอบมารว่า ” ดูก่อนมารผู้ใจบาป เมื่อใดพุทธบริษัท ๔ เป็นผู้ฉลาด เป็นพหูสูตร สามารถดำรงพระธรรมวินัยสืบต่อศาสนาได้ สามารถแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ ให้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน และเผยแผ่ศาสนาไปได้อย่างกว้างขวางมั่นคง เมื่อนั้น ตถาคตจึงจะปรินิพพาน “

วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๖

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๑๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
,
๑.
คนในชมพูทวีปแบ่งออกเป็นกี่วรรณะ ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
แบ่งเป็น ๔ วรรณะ ฯ
คือ วรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ วรรณะแพศย์ และวรรณะศูทร์ ฯ
๒.
พระพทุธบิดาทรงมีพระนามว่าอะไร ? ทรงปกครองแคว้นอะไร ? เมืองหลวงชื่ออะไร ?
ตอบ
พระนามว่าพระเจ้าสุทโธทนะ ฯ
แคว้นสักกะ ฯ
ชื่อกบิลพัสดุ์ ฯ
๓.
อสิตดาบส อาฬารดาบส และอุทกดาบส มีความเกี่ยวข้องกับพระมหาบุรุษอย่างไร ?
ตอบ
อสิตดาบส เป็นผู้คุ้นเคยเป็นที่เคารพนับถือของศากยสกุล ในเวลาที่พระมหาบรุษุประสูติใหม่ ๆ ท่านได้ไปเยี่ยม และพยากรณ์ทำนายพระลักษณะของพระมหาบุรุษ ว่ามีคติเป็น ๒ ก่อนคนอื่นทั้งหมด อาฬารดาบสและอุทกดาบส เป็นผู้ที่พระองค์ได้เคยอยู่อาศัยศึกษาลัทธิของท่านทั้ง ๒ ฯ
๔.
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๕ วัน พระราชบิดาโปรดให้ทำอะไรเพื่อพระราชกุมารบ้าง ?
ตอบ
โปรดให้ชุมนุมพระญาติวงศ์ และเสนามาตย์พร้อมกับเชิญพราหมณ์ร้อยแปดคนมาฉันโภชนาหาร แล้วทำมงคลรับพระลักษณะ และขนานพระนามว่าสิทธัตถกุมาร ฯ
๕.
พระมหาบุรุษทรงทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิตแล้วดำริอย่างไร ?
ตอบ
เมื่อทรงเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตายแล้ว ทรงน้อมเข้ามาเปรียบกับพระองค์เอง เกิดความสังเวชว่า เราจะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเช่นกัน เมื่อทรงเห็นบรรพชิต ทรงดำริว่า สาธุโขปพฺพชฺชา บวชดีนักแล ฯ
๖.
พระมหาบุรุษเสด็จประทับบำเพ็ญเพียรจนถึงตรัสรู้ ณ ตำบลใด ?
ตอบ
ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ฯ
๗.
เมื่อพระศาสดาเสด็จไปเมืองพาราณสีเพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ ทรงพบใครในระหว่างทาง ? และหลังสนทนากันแล้วผู้นั้นได้บรรลุผลอะไร ?
ตอบ
ทรงพบกับอุปกาชีวก ฯ
ไม่ได้บรรลุผลอะไร ฯ
๘.
บุคคลผู้แสดงตนเป็นอุบาสกด้วยการถึงรัตนะ ๒ และรัตนะ ๓ เป็นคนแรกคือใคร ?
ตอบ
ผู้ถึงรัตนะ ๒ คือตปุสสะและภัลลิกะ ฯ
ผู้ถึงรัตนะ ๓ คือ บิดาพระยสะ ฯ
ศาสนพิธี
๙.
บุญพิธีมีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๒ อย่าง ฯ คือ
๑. การทำบุญงานมงคล
๒. การทำบุญงานอวมงคล ฯ
๑๐.
การแสดงความเคารพพระสงฆ์มีกี่วิธี ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๓ วิธี ฯ คือ
๑. ประนมมือ เรียกว่า อัญชลี
๒. ไหว้ เรียกว่า นมัสการ
๓. กราบ เรียกว่า อภิวาท ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๖

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
,
โกโธ ทุมฺเมธโคจโร.
ความโกรธเป็นอารมณ์ของคนมีปัญญาทราม.

(พุทธ) ขุ.ชา.ทสก. ๒๗/๒๘๐.

แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๕

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
,
๑.
พระพุทธเจ้าทรงสอนธรรมอะไรไว้สำหรับคุ้มครองโลก ?
ตอบ
ทรงสอนไว้ ๒ คือ
๑. หิริ ความละอายต่อบาป
๒. โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อผลบาป ฯ
๒.
คำต่อไปนี้มีความหมายว่าอย่างไร?
๑. สัมปชัญญะ
๒. กตัญญูกตเวที
๓. กายทุจริต
๔. มาตาปิตุอุปัฏฐาน
๕. ปุพเพกตปุญญตา
ตอบ
๑. สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้ตัว
๒. กตัญกตเวที หมายถึง บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และตอบแทน
๓. กายทุจริต หมายถึง ความประพฤติชั่วทางกาย
๔. มาตาปิตุอุปัฏฐาน หมายถึง การบำรุงมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข
๕. ปุพเพกตปุญญตา หมายถึง ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในในปางก่อน ฯ
๓.
การสำรวมอินทรีย์ ได้แก่การกระทำอย่างไร? เมื่อกระทำเช่นนั้นแล้วจะได้รับประโยชน์อะไร?
ตอบ
การสำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดี ยินร้าย เมื่อเห็นรูป ได้ยินเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส กายสัมผัส รู้ธรรมารมณ์ ฯ
ได้ประโยชน์ คือ ไม่เกิดความยินดีไม่เกิดความยินร้าย ในเวลาเห็นรูปได้ยินเสียงเป็นต้นฯ
๔.
ผู้จะดำรงความยุติธรรมไว้ได้ ต้องประพฤติอย่างไรบ้าง?
ตอบ
ต้องประพฤติดังนี้
๑. ไม่ลำเอียงเพราะรักใคร่กัน อันเรียกว่า ฉันทาคติ
๒. ไม่ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน อันเรียกว่า โทสาคติ
๓. ไม่ลำเอียงเพราะเขลา อันเรียกว่า โมหาคติ
๔. ไม่ลำเอียงเพราะกลัว อันเรียกว่า ภยาคติ ฯ
๕.
คิดอย่างไรเรียกว่าพยาบาท ? คิดอย่างนั้นเกิดโทษอะไร ?
ตอบ
คิดปองร้ายผู้อื่น ฯ เกิดโทษคือปิดกั้นจิตใจไม่ให้บรรลุความดี ฯ
๖.
สัมมาวายามะ เพียรชอบ คือเพียรอย่างไร ?
ตอบ
เพียรในที่ ๔ สถาน (สัมมัปปธาน ๔) คือ
๑. เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น
๒. เพียรละบาปี่เกิดขึ้นแล้ว
๓. เพียรให้กุศลเกิดขึ้น
๔. เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ฯ
๗.
โลกธรรม ๘ มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ
๑.มีลาภ
๒.ไม่มีลาภ
๓.มียศ
๔.ไม่มียศ
๕.นินทา
๖.สรรเสริญ
๗.สุข
๘.ทุกข์ ฯ
คิหิปฏิบัติ
๘.
ตระกูลอันมั่งคั่งจะตั้งนานไม่ได้ เพราะเหตุอะไร ?
ตอบ
เพราะเหตุ ๔ อย่าง คือ
๑. ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว
๒. ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า
๓. ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ
๔. ตั้งสตรีหรือบุรุษทุศีลให้เป็นแม่เรือนพ่อเรือน ฯ
๙.
การอยู่ครองเรือนนั้น ควรมีธรรมอะไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
ควรมีฆราวาสธรรม ๔ ฯ คือ
๑. สัจจะ ความสัตย์ซื่อต่อกัน
๒. ทมะ การรู้จักข่มจิตของตน
๓. ขันติ ความอดทน
๔. จาคะ การสละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน ฯ
๑๐.
มารดาบิดาได้เลี้ยงดูบุตรธิดาแล้ว บุตรธิดาพึงปฏิบัติต่อท่านอย่างไร ?
ตอบ
๑. ท่านได้เลี้ยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
๒. ช่วยทำกิจของท่าน
๓. ดำรงวงศ์สกุล
๔. ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับทรัพย์มรดก
๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๗

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
,
๑.
สิกขา และ สิกขาบท ได้แก่อะไร ?
ตอบ
สิกขา ได้แก่ข้อที่ควรศึกษา
สิกขาบท ได้แก่พระบัญญัติมาตราหน่ึง ๆ ฯ
๒.
อาบัติ คืออะไร ? ว่าโดยชื่อมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
อาบัติ คือโทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ฯ
มี ๑. ปาราชิก ๒. สังฆาทเิสส ๓. ถุลลัจจัย ๔. ปาจิตตีย์ ๕. ปาฏิเทสนียะ ๖. ทุกกฏ ๗. ทุพภาสิต ฯ
๓.
จงอธิบายความหมายของอาบัติต่อไปนี้ ?
ก. สเตกิจฉา
ข. สจิตตกะ
ตอบ
ก. ได้แก่อาบัติที่แก้ไขได้
ข. ได้แก่อาบัติที่ต้องเพราะมีเจตนา ฯ
๔.
ภิกษุฆ่ามนุษย์ ฆ่าสัตว์เดียรัจฉาน ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
ฆ่ามนุษย์ ต้องอาบัติปาราชิก
ฆ่าสัตว์เดียรัจฉาน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๕.
สังหาริมทรัพย์ และ อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์เช่นไร ?
ตอบ
สังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์หรือสิ่งของที่เคลื่อนที่ได้ เช่น สัตว์ เงินทองเป็นต้น ฯ
อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์หรือสิ่งของที่เคลื่อนที่ไม่ได้ เช่น ที่ดิน ต้นไม้ เรือนเป็นต้น ฯ
๖.
ภิกษุมีความกำหนัด จับต้องกายอนุปสัมบัน ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
อนุปสัมบันเป็นหญิง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
อนุปสัมบันเป็นบัณเฑาะก์ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
อนุปสัมบันเป็นชาย ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๗.
อติเรกจีวร และผ้าจำนำพรรษา ได้แก่ผ้าเช่นไร ?
ตอบ
อติเรกจีวร ได้แก่ผ้ายาว ๘ นิ้ว กว้าง ๔ นิ้วขึ้นไป พอใช้ประกอบเข้าเป็นเครื่องนุ่งห่มได้นอกจากผ้าที่อธิษฐาน ผ้าจำนำพรรษา ได้แก่ผ้าที่ทายกถวายแก่ภิกษุผู้ปวารณาออกพรรษาแล้ว ฯ
๘.
เภสัช ๕ ได้แก่อะไรบ้าง ?
ตอบ
ได้แก่เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ฯ
๙.
วัตรที่ภิกษุสามเณรจะต้องศึกษา เรียกว่าอะไร ? มีทั้งหมดกี่ข้อ ?
ตอบ
เรียกว่าเสขิยวัตร ฯ มี ๗๕ ข้อ ฯ
๑๐.
อธิกรณ์ อธิกรณสมถะ คืออะไร ?
ตอบ
อธิกรณ์ คือเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำ
อธิกรณสมถะ คือธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ ฯ

วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๗

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
,
๑.
ชมพูทวีปแบ่งเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ คืออะไรบ้าง ?
ตอบ
คือมัชฌิมชนบท และ ปัจจันตชนบท ฯ
๒.
พระมหาบุรุษประสูติที่ไหน ? เม่ือไร ?
ตอบ
ลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสด์ุกับกรุงเทวทหะ ฯ
วันเพ็ญ เดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๘๐ ปี ฯ
๓.
อสิตดาบสกล่าวทำนายพระมหาบุรุษไว้ว่าอย่างไร ?
ตอบ
ว่ามีคติเป็น ๒ คือถ้าอยู่ครองฆราวาส จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าออกบวช จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ
๔.
พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ใคร และบังเกิดผลเลิศอย่างไร ?
ตอบ
แก่พระปัญจวัคคีย์ ฯ บังเกิดผลเลิศ คือพระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วทูลขอบรรพชา ฯ
๕.
คำว่า “ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง” เป็นวาจาของใคร ? กล่าวกะใคร ?
ตอบ
ของพระพุทธเจ้า ฯ
กะยสกุลบุตร ฯ
๖.
พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ ได้ดวงตาเห็นธรรมเพราะฟังธรรมจากใคร ?
ตอบ
พระสารีบุตรฟังธรรมจากพระอัสสชิ พระโมคคัลลานะฟังธรรมจากพระสารีบุตร ฯ
๗.
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล เป็นสถานที่ให้ระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญอะไรบ้าง ?
ตอบ
เหตุการณ์ที่พระพุทธองค์
๑. ประสูติ
๒. ตรัสรู้
๓. ทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นครั้งแรก
๔. เสด็จปรินิพพาน ฯ
๘.
ผู้ที่กล่าวสุนทรพจน์ระงับไม่ให้เกิดสงครามแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ คือใคร ?
ตอบ
โทณพราหมณ์ ฯ
ศาสนพิธี
๙.
ศาสนพิธี คืออะไร ? มีหมวดอะไรบ้าง ?
ตอบ
คือแบบอย่างหรือแบบแผนต่าง ๆ ที่พึงปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนา ฯ มี
๑. หมวดกุศลพิธี
๒. หมวดบุญพิธี
๓. หมวดทานพิธี
๔. หมวดปณิณกะ ฯ
๑๐.
จงเขียนคำอาราธนาพระปริตรมาดู
ตอบ
วิปตฺติปฏิพาหาย สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา
สพฺพทุกฺขวินาสาย ปริตฺตํ พฺรูถ มงฺคลํ
วิปตฺติปฏิพาหาย สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา
สพฺพภยวินาสาย ปริตฺตํ พฺรูถ มงฺคลํ
วิปตฺติปฏิพาหาย สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา
สพฺพโรควินาสาย ปริตฺตํ พฺรูถ มงฺคลํ ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๖

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๖
,
พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร    ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร
อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ    ปชาย อนุกมฺปกา.
มารดาบิดา ท่านว่าเป็นพรหม เป็นบุรพาจารย์
เป็นที่นับถือของบุตรและเป็นผู้อนุเคราะห์บุตร.

(โสณโพธิสตฺต) ขุ.ชา.สตฺตติ. ๒๗/๖๖.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๗

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
,
อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก.
ความไม่เบียดเบียน เป็นสุขในโลก.

(พุทธ) วิ.มหา. ๔/๖. ขุ.อุ. ๒๕/๘๖.

แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

อนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๗

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
,
๑.
อนุพุทธบุคคล คือใคร ? เป็นได้เฉพาะบรรพชิตหรือเฉพาะคฤหัสถ์ ?
ตอบ
คือ สาวกของพระพุทธเจ้า ที่ท่านได้ตรัสรู้มรรคผลตามพระพุทธเจ้า ฯ เป็นได้ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ฯ
๒.
พระวาจาว่า ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด ดังนี้ คำว่า ที่สุดทุกข์ คืออะไร ? ผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ก่อนกว่าผู้อื่นคือใคร ? ด้วยพระธรรมเทศนาอะไร ?
ตอบ
คือ พระอรหัตผล ฯ
คือ พระภิกษุปัญจวัคคีย์ ฯ
ด้วยพระธรรมเทศนาชื่อว่า อนัตตลักขณสูตร ฯ
๓.
พระพุทธเจ้าทรงทำอิทธาภิสังขารแก่ใครเป็นครั้งแรก ? ทรงทำเช่นนั้นด้วยพระพุทธประสงค์อย่างไร ?
ตอบ
ทรงทำแก่ ยสกุลบุตรและบิดาของยสกุลบุตรเป็นครั้งแรก ฯ
ด้วยพระพุทธประสงค์เพื่อให้ยสกุลบุตรพิจารณาภูมิธรรมอันตนได้เห็นแล้ว จนถึงได้บรรลุพระอรหัต และให้บิดาได้ฟังธรรมแล้วบรรลุพระโสดาปัตติผล ฯ
๔.
ในคราวที่เสด็จไปโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ณ ลัฏฐิวัน มีพระสาวกตามเสด็จไปเป็นจำนวนมาก ผู้ที่เป็นหัวหน้าของพระสาวกเหล่านั้นคือใคร ? และท่านมีส่วนสำคัญในการประกาศพระศาสนาในครั้งนั้นอย่างไร ?
ตอบ
คือ พระอุรุเวลกัสสปะ ฯ
ท่านเป็นที่เคารพนับถือของมหาชน ได้ประกาศความไม่มีแก่นสารแห่งลัทธิเก่าของตน และความที่ตนเป็นสาวกของพระพุทธองค์ ทำให้พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยบริวาร ๑๒ นหุต (๑ นหุต หรือส่วน เท่ากับ ๑๐,๐๐๐) น้อมจิตลงสดับพระธรรมเทศนาเรื่องอนุปุพพีกถาและอริยสัจ ๔ พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยบริวาร ๑๑ ส่วน ได้ดวงตาเห็นธรรม อีก ๑ นหุต ตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ ฯ
๕.
เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองเทวทหะ รับสั่งกับพระภิกษุผู้เข้าเฝ้าเพื่อทูลลาไปปัจฉาภูมิชนบท ให้ไปลาพระเถระรูปใด ? และทรงยกย่องพระเถระรูปนั้นว่าอย่างไร ?
ตอบ
รับสั่งให้ไปลาพระสารีบุตรเถระ ฯ
ทรงยกย่องท่านว่า เป็นผู้มีปัญญา อนุเคราะห์เพื่อนบรรพชิต ฯ
๖.
พระมหากัสสปะออกบวชเพราะมีความเห็นอย่างไร ? ท่านได้รับยกย่องว่าเลิศในทางไหน ?
ตอบ
เพราะมีความเห็นว่า ผู้อยู่ครองเรือนต้องคอยนั่งรับบาปเพราะการงานที่ผู้อื่นทำไม่ดีและเห็นว่าฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งกิเลสธุลี จึงมีใจเบื่อหน่ายสละสมบัติออกบวชอุทิศพระอรหันต์ในโลก ฯ
ได้รับยกย่องว่า เป็นเลิศแห่งภิกษุผู้ทรงธุดงค์ ฯ
๗.
บุคคลประเภทที่ว่า ธัมมัปปมาณิกา ผู้ถือธรรมเป็นประมาณ มีอธิบายอย่างไร ? ในข้อนี้มีตัวอย่างแสดงไว้อย่างไร ?
ตอบ
มีอธิบายว่า บุคคลประเภทนี้ถือธรรมเป็นสำคัญ ชอบใจเฉพาะข้อปฏิบัติ เห็นผู้ที่ตั้งอยู่ในสังวรมีมรรยาทเรียบร้อย และได้ฟังธรรมอันท่านแสดงมุ่งกล่าวเฉพาะข้อปฏิบัติ ย่อมเลื่อมใส ฯ
ตัวอย่างเช่นพระสารีบุตรได้เห็นพระอัสสชิ และได้ฟังธรรมของท่านแล้ว จึงเกิดความเลื่อมใส ฯ
ศาสนพิธี
๘.
การทำวัตร และการสวดมนต์ ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
การทำวัตร คือ การทำกิจวัตรที่ต้องทำประจำ วันละ ๒ เวลา คือ เช้า-เย็น จนเป็นวัตรปฏิบัติ มีการสวดบูชาพระรัตนตรัย และสวดพิจารณาปัจจัยที่บริโภคเป็นต้น
ส่วนการสวดมนต์คือ การสวดพระพุทธมนต์ต่าง ๆ นอกเหนือจากบทสวดทำวัตรที่เป็นส่วนพระสูตรก็มี ที่เป็นส่วนพระปริตรก็มี ที่เป็นส่วนเฉพาะคาถาอันนิยมกำหนดให้นำมาสวดประกอบในการสวดมนต์เป็นประจำก็มี ฯ
๙.
คำต่อไปนี้หมายถึงอะไร ?
ก. เทศน์มหาชาติ
ข. ทำบุญอัฐิ
ค. สามัญอนุโมทนา
ง. วิเสสอนุโมทนา
จ. สลากภัต
ตอบ
ก. เทศนาเรื่องพระเวสสันดรชาดก
ข. ทำบุญหลังจากการปลงศพปรารภผู้ล่วงลับแล้ว
ค. การอนุโมทนาที่นิยมใช้ปฏิบัติกันทั่วไปเป็นปกติ
ง. การอนุโมทนาด้วยบทสวดสำหรับอนุโมทนาเป็นพิเศษเฉพาะทาน เฉพาะกาล เฉพาะเรื่อง
จ. ภัตตาหารที่ทายก ทายิกาถวายตามสลาก ฯ
๑๐.
ประเพณีการเทศน์แจงและการสวดแจงอาศัยเค้ามูลมาจากเรื่องอะไร ? นิยมเทศน์ในงานอะไร ?
ตอบ
อาศัยเค้ามูลมาจากเรื่องการทำปฐมสังคายนา ซึ่งเป็นการรวบรวมพระธรรมวินัย จัดไว้เป็นหมวดหมู่ เรียกว่า พระไตรปิฎก ดังนั้นการเทศน์แจงจึงเป็นการแสดงธรรม แจกแจงวัตถุและหัวข้อในพระไตรปิฎก ในการทำปฐมสังคายนา มีการกสงฆ์จำนวน ๕๐๐ รูป การสวดแจงจึงนิยมนิมนต์พระสงฆ์ ๕๐๐ รูป ให้เท่าจำนวนการกสงฆ์ในครั้งนั้น ฯ
นิยมเทศน์ในงานฌาปนกิจศพ ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๗

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
,
๑.
วิมุตติ คืออะไร ? ตทังควิมุตติ มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
การยังตนพ้นจากกิเลสาสวะ ชื่อ วิมุติ ฯ
ตทังควิมุตติ คือการพ้นจากกิเลสชั่วคราวด้วยธรรมอันตรงข้าม เช่น ดับความโกรธด้วยเมตตา ฯ
๒.
สังขารทั้งหลายไม่เป็นอนัตตาหรือ เพราะเหตุไรในธรรมนิยามจึงใช้คำว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ? จงอธิบาย
ตอบ
สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา แต่ที่ใช้คำว่า เป็นอนัตตานั้นเพราะธรรมนั้นหมายเอาสังขตธรรมและอสังขตธรรม สังขตธรรมได้แก่สังขารนั่นเอง อสังขตธรรมได้แก่วิสังขารคือพระนิพพาน ฯ
๓.
ความรู้ชั้นวิปัสสนาภาวนา หมายถึงความรู้อย่างไร ?
ตอบ
รู้เท่าทันสภาวธรรมตามเป็นจริง โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ซึ่งเรียกว่าสามัญญลักษณะ ฯ
๔.
ภิกษุผู้ได้รับการสรรเสริญว่าดำรงอยู่ในอริยวงศ์ เพราะเป็นผู้ปฏิบัติอย่างไร ?
เมื่อดำรงอยู่ในอริยวงศ์ถูกต้องดีแล้วจะได้รับผลอย่างไร ?
ตอบ
เพราะเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะตามมีตามได้ ยินดีในการเจริญกุศลและละอกุศล ไม่ยกตนข่มผู้อื่น ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติ ฯ
ย่อมได้รับความสุขใจและปลอดโปร่งเพราะความประพฤติชอบ ไม่เดือดร้อนด้วยการแสวงหาไม่สมควรหรือประพฤติเสียหายโดยประการต่างๆ ย่อมครอบงำความยินดีและความไม่ยินดีเสียได้ และใครๆ ก็ไม่อาจติเตียนท่านได้ ฯ
๕.
วิญญาณกับสัญญา ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
วิญญาณ คือรู้แจ้งอารมณ์ที่เกิดขึ้น เมื่ออายตนะภายในและภายนอกกระทบกัน
สัญญา คือการจำได้หมายรู้เท่านั้น เช่นรู้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ว่า เขียว ขาว ดำ แดง ดัง เบาเป็นต้น ฯ
๖.
บทว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว ที่ว่า ดีแล้ว นั้นมีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
ดีทั้งในส่วนปริยัติและปฏิเวธ ในส่วนปริยัติ ดีเพราะตรัสไม่วิปริต แสดงข้อปฏิบัติโดยลำดับ ไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด มีทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง และเพราะประกาศพรหมจรรย์อย่างนั้น ส่วนปฏิเวธนั้น ดีเพราะปฏิปทากับพระนิพพานย่อมสมควรแก่กัน ฯ
๗.
อายตนะภายใน อายตนะภายนอกเป็นต้น ได้ชื่อว่า ปิยรูป สาตรูป เพราะเหตุไร ? โดยตรง เป็นที่เกิดเป็นที่ดับแห่งกิเลสอะไร ?
ตอบ
เพราะเป็นสภาวะที่รักที่ชื่นใจ ด้วยเพ่งอิฏฐารมณ์เป็นที่ตั้ง ฯ
เป็นที่เกิด เป็นที่ดับแห่งตัณหา ฯ
๘.
อริยบุคคล ๘ ได้แก่ใครบ้าง ? จัดเข้าในพระเสขะและพระอเสขะได้อย่างไร ?
ตอบ
โสดาปัตติมรรค ๑ โสดาปัตติผล ๑
สกทาคามิมรรค ๑ สกทาคามิผล ๑
อนาคามิมรรค ๑ อนาคามิผล ๑
อรหัตตมรรค ๑ อรหัตตผล ๑ ฯ
อริยบุคคล ๗ เบื้องต้น เรียก พระเสขะ มีเพียง อรหัตตผล เท่านั้นที่เรียก พระอเสขะ ฯ
๙.
อัตตกิลมถานุโยค กับ การบำเพ็ญธุดงควัตร ต่างกันอย่างไร ? เตจีวริกังคธุดงค์หมายความว่าอย่างไร ?
ตอบ
อัตตกิลมถานุโยค คือการทรมานตนเพื่อให้บาปกรรมหมดไปตามความเชื่อในยุคนั้น
ธุดงควัตรบัญญัติขึ้นเพื่อเป็นอุบายขัดเกลากิเลสและเพื่อความมักน้อยสันโดษ ฯ
เตจีวริกังคธุดงค์ หมายถึง ภิกษุผู้ถือนุ่งห่มเฉพาะไตรจีวรอันเป็นผ้าอธิษฐาน ฯ
๑๐.
คำว่า ทิพพจักษุ คือ ตาทิพย์ ในนิทเทสแห่งวิชชา ๓ หมายถึงเห็นอย่างไร ?
ตอบ
การเห็นจุติหรือสภาพ เลว ดี ผิวพรรณงาม ผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก รู้ชัดว่าเหล่าสัตว์เป็นไปตามกรรม ฯ