ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๗

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๗
,
กลฺยาณิเมว มุญฺเจยฺย    น หิ มุญฺเจยฺย ปาปิกํ
โมกฺโข กลฺยาณิยา สาธุ    มุตฺวา ตปฺปติ ปาปิกํ.
พึงเปล่งวาจางามเท่านั้น ไม่พึงเปล่งวาจาชั่วเลย
การเปล่งวาจางามยังประโยชน์ให้สำเร็จ
คนเปล่งวาจาชั่วย่อมเดือดร้อน.

(มหากปฺปินเถร)ขุ. เถร. ๒๖/๓๕๐.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๖๐

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
,
๑.
ประชาชนในชมพูทวีป มีกี่จำพวก ? พระพุทธเจ้าสืบเชื้อสายมาจากชนชาติใด ?
ตอบ
มี ๒ จำพวก คือ
๑. มิลักขะ เจ้าของถิ่นเดิม
๒. อริยกะ พวกอพยพมาใหม่ ฯ
สืบเชื้อสายมาจากชนชาติอริยกะ ฯ
๒.
พระนามและนามดังต่อไปนี้ เกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถะอย่างไร ?
ก. พระเจ้าสุทโธทนะ
ข. พระนางเจ้าสิริมหามายา
ค. พระนันทะ
ง. วิศวามิตร
จ. นายฉันนะ
ตอบ
ก. พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระราชบิดา
ข. พระนางเจ้าสิริมหามายา เป็นพระราชมารดา
ค. พระนันทะ เป็นพระกนิษฐภาดาต่างพระมารดา
ง. วิศวามิตร เป็นครูผู้สอนศิลปวิทยาเมื่อยังทรงพระเยาว์
จ. นายฉันนะ เป็นผู้ตามเสด็จในคราวออกผนวช ฯ
๓.
พระเจ้าสุทโธทนะ มีพระราชโอรสพระราชธิดากี่พระองค์ ? มีพระนามว่าอะไรบ้าง ?
ตอบ
มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ คือ
๑. พระสิทธัตถกุมาร
๒. พระนันทกุมาร
มีพระราชธิดา ๑ พระองค์ คือพระนางรูปนันทา ฯ
๔.
เจ้าชายสิทธัตถะทรงปรารภอะไรจึงเสด็จออกบวช ? ทรงบวชได้กี่ปีจึงตรัสรู้ ?
ตอบ
ทรงปรารภความแก่ ความเจ็บ ความตาย และสมณะ ฯ
๖ ปี จึงตรัสรู้ ฯ
๕.
เทศนากัณฑ์แรก ชื่ออะไร ? ปัจฉิมสักขิสาวก คือสาวกองค์สุดท้ายที่ได้เห็นพระศาสดาได้แก่ใคร ?
ตอบ
เทศนากัณฑ์แรก ชื่อ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ฯ
ปัจฉิมสักขิสาวก ได้แก่ พระสุภัททะ ฯ
๖.
ธรรมจักษุ ดวงตาเห็นธรรมนั้น คือเห็นว่าอย่างไร ? ได้เกิดขึ้นแก่ผู้ใดเป็นคนแรก ?
ตอบ
เห็นว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับเป็นธรรมดา” ฯ
เกิดแก่โกณฑัญญพราหมณ์เป็นคนแรก ฯ
๗.
คฤหัสถ์ที่บรรลุพระอรหัตผลคนแรกคือใคร ? เพราะฟังธรรมอะไร ?
ตอบ
คือ ยสกุลบุตร ฯ
เพราะฟังอนุปุพพีกถา และอริยสัจ ๔ ฯ
๘.
พระอัครสาวกทั้ง ๒ องค์สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เพราะฟังธรรมจากใคร ?
ตอบ
พระสารีบุตร ฟังธรรมจากพระอัสสชิเถระ ฯ
พระโมคคัลลานะ ฟังธรรมจากพระสารีบุตร ฯ
ศาสนพิธี
๙.
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่นิยมประกอบพิธีการบูชาเป็นพิเศษในปีหนึ่ง ๆ มีวันอะไรบ้าง ?
ตอบ
วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา วันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ฯ
๑๐.
ปาฏิบุคลิกทาน และ สังฆทาน หมายถึงอะไร ?
ตอบ
ปาฏิบุคลิกทาน หมายถึง ทานที่ถวายเจาะจงเฉพาะภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
สังฆทาน หมายถึง ทานที่ถวายแก่สงฆ์ ไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๖๐

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
,
๑.
นิสสัย และ อกรณียกิจ คืออะไร ? ทั้ง ๒ อย่างรวมเรียกว่าอะไร ?
ตอบ
นิสสัย คือปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต
อกรณียกิจ คือกิจที่บรรพชิตไม่ควรทำ ฯ
ทั้ง ๒ อย่าง รวมเรียกว่า อนุศาสน์ ฯ
๒.
อาบัติคืออะไร ? อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติ ๖ อย่างนั้น อย่างไหนเสียหายมากที่สุด ?
ตอบ
คือโทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ฯ
ต้องด้วยไม่ละอาย จัดว่าเสียหายมากที่สุด ฯ
๓.
สิกขา กับ สิกขาบท ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ต่างกันอย่างนี้
สิกขา ได้แก่ข้อที่ควรศึกษา คือศีล สมาธิ และปัญญา
สิกขาบท ได้แก่พระบัญญัติมาตราหนึ่ง ๆ ฯ
๔.
พูดอย่างไรเรียกว่า อวดอุตตริมนุสสธรรม ?
ตอบ
พูดอวดคุณพิเศษอันยิ่งของมนุษย์ คือพูดว่าข้าพเจ้าได้ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล เรียกว่า อวดอุตตริมนุสสธรรม ฯ
๕.
อาบัติไม่มีมูล กำหนดโดยอาการอย่างไร ? โจทด้วยอาบัติไม่มีมูลเป็นอาบัติอะไร ?
ตอบ
กำหนดโดยอาการ ๓ คือ ไม่ได้เห็นเอง ๑ ไม่ได้ยิน ๑ ไม่ได้รังเกียจ ๑ ว่าภิกษุนั้นต้องอาบัติชื่อนั้น ฯ
โจทด้วยอาบัติปาราชิกต้องสังฆาทิเสส
โจทด้วยอาบัติสังฆาทิเสสต้องปาจิตตีย์
โจทด้วยอาบัติอื่นจากนี้ต้องปาจิตตีย์ ในสัมปชานมุสาวาทสิกขาบท ฯ
๖.
คำว่า มาตุคาม ในสังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๒ และ ๓ ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ในสิกขาบทที่ ๒ หมายรวมทั้งหญิงที่รู้เดียงสาและไม่รู้เดียงสา โดยที่สุดแม้เกิดในวันนั้น
ส่วนในสิกขาบทที่ ๓ หมายเฉพาะหญิงที่รู้เดียงสาแล้วเท่านั้น ฯ
๗.
ภิกษุต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ หรืออาบัติปาจิตตีย์ มีวิธีแสดงอาบัติต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ต้องเสียสละวัตถุอันเป็นเหตุให้ต้องอาบัตินั้นเสียก่อนจึงแสดงอาบัติได้ ส่วนอาบัติปาจิตตีย์นั้น ภิกษุพึงแสดงอาบัติได้เลย ไม่มีวัตถุใด ๆ ที่ต้องสละ ฯ
๘.
ในปาจิตตีย์ ภิกษตุ้องอาบัติเพราะพูดเรื่องจริง มีหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?
ตอบ
มี ฯ เพราะบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริงแก่อนุปสัมบัน ตามสิกขาบทที่ ๘ แห่งมุสาวาทวรรค และเพราะบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน เว้นไว้แต่ได้รับสมมติตามสิกขาบท ที่ ๙ แห่งมุสาวาทวรรค ฯ
๙.
การนุ่งเป็นปริมณฑล คือการนุ่งอย่างไร ?
ตอบ
คือ นุ่งเบื้องบนปิดสะดือ แต่ไม่ถึงกระโจมอก เบื้องล่างปิดหัวเข่าทั้ง ๒ ลงมาเพียงครึ่งแข้ง ไม่คลุมข้อเท้า ฯ
๑๐.
ภิกษุฉันพลางพูดพลาง จะต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?
ตอบ
พูดทั้งที่ยังมีอาหารอยู่ในปาก ต้องอาบัติทุกกฏ พูดไม่มีอาหารอยู่ในปาก ไม่ต้องอาบัติ ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๙

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
,
๑.
ในทางโลก ดูคนงามที่รูปร่างหน้าตา ส่วนในทางพระพุทธศาสนาดูคนงามที่ไหน ?
ตอบ
ในทางพระพุทธศาสนา ดูคนงามกันที่มีคุณธรรมอันทำให้งาม ๒ ประการคือ ขันติ ความอดทน และโสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม ฯ
๒.
ในโลกนี้ มีบุคคลประเภทใดบ้างที่หาได้ยาก ?
ตอบ
มี ๒ ประเภท คือ
๑. บุพพการี บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน
๒. กตัญญูกตเวที บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และทำตอบแทนท่าน ฯ
๓.
พระรัตนตรัย กับไตรสรณคมน์ เป็นอย่างเดียวกัน หรือต่างกันอย่างไร ?
การเปล่งวาจาถึงรัตนะ ๓ เป็นที่พึ่ง จัดเป็นอย่างไหน ใน ๒ อย่างนั้น ?
ตอบ
ต่างกัน คือ พระรัตนตรัย ได้แก่หมวด ๓ แห่งรัตนะ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ส่วนไตรสรณคมน์ ได้แก่การถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ ฯ
จัดเป็นไตรสรณคมน์ ฯ
๔.
ภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ควรเว้นอันตราย ๔ อย่าง คืออะไรบ้าง ?
ตอบ
ควรเว้นอันตราย ๔ อย่าง คือ
๑. อดทนต่อคำสอนไม่ได้ คือเบื่อหน่ายต่อคำสั่งสอนขี้เกียจทำตาม
๒. เป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง ทนความอดอยากไม่ได้
๓. เพลิดเพลินในกามคุณ ทะยานอยากได้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป
๔. รักผู้หญิง ฯ
๕.
กายกับใจของเรานี้แบ่งออกเป็นกี่กอง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
แบ่งออกเป็น ๕ กอง ฯ คือ ๑. กองรูป ๒. กองเวทนา ๓. กองสัญญา ๔. กองสังขาร ๕. กองวิญญาณ ฯ
๖.
อินทรีย์ ๖ กับอารมณ์ ๖ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ?
ตอบ
มีความสัมพันธ์กันอย่างนี้
ตา เป็นใหญ่ในการเห็นอารมณ์คือรูป
หู เป็นใหญ่ในการฟังอารมณ์คือเสียง
จมูก เป็นใหญ่ในการสูดดมอารมณ์คือกลิ่น
ลิ้น เป็นใหญ่ในการลิ้มอารมณ์คือรส
กาย เป็นใหญ่ในการถูกต้องอารมณ์คือโผฏฐัพพะ
ใจ เป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์คือธรรม ฯ
๗.
เมื่อโลกธรรม ๘ เกิดขึ้นแก่ตน ควรพิจารณาอย่างไร ?
ตอบ
สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็สักแต่ว่าเกิด มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวนเป็นธรรมดา เมื่อพิจารณาเห็นแล้วก็อย่ายินดี ในส่วนที่น่าปรารถนา และอย่ายินร้ายในส่วนที่ไม่น่าปรารถนา ฯ
คิหิปฏิบัติ
๘.
ฆราวาสผู้ครองเรือนควรตั้งอยู่ในธรรมข้อใดบ้าง ?
ตอบ
ควรตั้งอยู่ในฆราวาสธรรม ๔ คือ
๑. สัจจะ สัตย์ซื่อต่อกัน
๒. ทมะ รู้จักข่มจิตของตน
๓. ขันติ อดทน
๔. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่ผู้ที่ควรให้ ฯ
๙.
การคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างไร ?
ตอบ
การร่วมกิน ร่วมนอน ร่วมเที่ยว ร่วมพรรค ร่วมพวก ร่วมไปมาหาสู่กับคนชั่ว มักจะถูกคนชั่วชักจูงไปในทางชั่ว ฯ
๑๐.
ศิษย์ที่ดีพึงปฏิบัติต่อครูอาจารย์ อย่างไรบ้าง ?
ตอบ
พึงปฏิบัติต่อท่านด้วยสถาน ๕ อย่างนี้ คือ
๑. ด้วยลุกขึ้นยืนรับ
๒. ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้
๓. ด้วยเชื่อฟัง
๔. ด้วยอุปัฏฐาก
๕. ด้วยเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี ๒๕๖๐

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
,
สาธุ ปาเปน ทุกฺกรํ.
ความดี อันคนชั่วทำยาก.

วิ.จุล.๗/๑๙๕, ขุ. อุ.๒๕/๑๖๗.

แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๖๑

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๒๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
,
๑.
พุทธประวัติ คืออะไร ? การเรียนรู้พุทธประวัตินั้นได้ประโยชน์อย่างไร ?
ตอบ
คือ เรื่องที่พรรณนาความเป็นไปของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ
ได้ประโยชน์ คือทำให้ทราบความเป็นมาของพระพุทธเจ้าและแนวทางในการดำเนินชีวิตตามพระพุทธจริยา ฯ
๒.
เจ้าชายสิทธัตถะอุบัติขึ้นในวรรณะใด ? ชนชาติไหน ?
ตอบ
วรรณะกษัตริย์ ฯ
ชนชาติอริยกะ ฯ
๓.
อสิตดาบสได้ทำนายสิทธัตถกุมารว่าอย่างไร ?
ตอบ
ถ้าอยู่ครองสมบัติ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์
ถ้าออกบวช จักได้เป็นพระศาสดาเอกในโลก ฯ
๔.
เจ้าชายสิทธัตถะทรงปรารภอะไร จึงเสด็จบรรพชา ? หลังจากบรรพชาแล้วกี่ปี จึงตรัสรู้ ?
ตอบ
ทรงปรารภความแก่ ความเจ็บ ความตาย และสมณะ (เทวทูต ๔) ฯ
๖ ปี จึงตรัสรู้ ฯ
๕.
พระพุทธเจ้าทรงตัดสินพระทัยว่าจะแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ก่อนเพราะเหตุไร ?
ตอบ
เพราะทรงระลึกถึงอุปการคุณของปัญจวัคคีย์ว่าได้เป็นผู้อุปัฏฐาก
พระองค์เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ฯ
๖.
ปฐมสาวกและปัจฉิมสาวก คือใคร ?
ตอบ
ปฐมสาวก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ
ปัจฉิมสาวก คือ พระสุภัททะ ฯ
๗.
พระสารีบุตรสำเร็จพระโสดาบัน เพราะได้ฟังธรรมจากใคร ? ธรรมนั้นมีใจความอย่างไร ?
ตอบ
จากพระอัสสชิเถระ ฯ
ใจความว่า “ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น” ฯ
๘.
พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญปฏิบัติบูชายิ่งกว่าอามิสบูชาเพราะเหตุไร ?
ตอบ
เพราะการปฏิบัติบูชานี้ ทำให้พระพุทธศาสนาตั้งมั่นอยู่ได้ยาวนาน
ศาสนพิธี
๙.
การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ หมายถึงอะไร ?
ตอบ
การประกาศตนยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาประจำชีวิตของตน ฯ
๑๐.
การเผดียงสงฆ์และการอาราธนา ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ต่างกันคือ
การเผดียงสงฆ์ คือการแจ้งความประสงค์ให้สงฆ์ทราบ
การอาราธนา คือการนิมนต์พระสงฆ์ในพิธีให้ศีล สวดพระปริตรหรือแสดงธรรม ฯ

วินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๔๕

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๕
,
๑.
๑.๑ คำว่า ญัตติ อนุสาวนา อปโลกนะ อุปสัมปทาเปกขะ ได้แก่อะไร ? จงชี้แจง
๑.๒ ภิกษุผู้สามารถสวดกรรมวาจาได้แม่นยำและสละสลวย ต้องพร้อมด้วยคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๑.๑
ก. ญัตติ ได้แก่ คำเผดียงสงฆ์
ข. อนุสาวนา ได้แก่ คำประกาศปรึกษาและตกลงของสงฆ์
ค. อปโลกนะ ได้แก่ การบอกกันในที่ประชุมสงฆ์ ไม่ต้องตั้งญัตติ ไม่ต้องสวดอนุสาวนา
ง. อุปสัมปทาเปกขะ ได้แก่ กุลบุตรผู้มุ่งอุปสมบท ฯ
๑.๒ อย่างนี้ คือ
ก. รู้จักประเภทของอักขระ
ข. รู้จักฐานกรณ์ของอักขระ
ค. ว่าเป็น ฯ
๒.
๒.๑ ภิกษุผู้นับเข้าในจำนวนสงฆ์ผู้ทำกรรมนั้น ๆ ต้องเป็นภิกษุเช่นไร ?
๒.๒ เวลาทำสังฆกรรม ภิกษุที่อยู่ในสีมาเดียวกัน นับเข้าในจำนวนสงฆ์ผู้ทำกรรมทั้งหมดใช่หรือไม่ ? จงอธิบาย
ตอบ
๒.๑ ต้องเป็นภิกษุปกติ ไม่ถูกสงฆ์ยกเสียจากหมู่ด้วยอุกเขปนียกรรม มีสังวาสเสมอด้วยสงฆ์ และเป็นสมานสังวาสของกันและกัน ฯ
๒.๒ ไม่ใช่ เพราะภิกษุที่เหลือจากจำนวนผู้ไม่มาเข้ากรรม เป็นผู้ควรให้ฉันทะ สงฆ์ทำกรรมเพื่อภิกษุใด ภิกษุนั้นก็ไม่นับเข้าในจำนวนสงฆ์ และไม่ใช่ผู้ควรให้ฉันทะ แต่เป็นผู้ควรเข้ากรรมนั้น ฯ
๓.
๓.๑ วิสุงคามสีมา พัทธสีมา ได้แก่สีมาเช่นไร ?
๓.๒ กฐิน เป็นสังฆกรรมอะไร ? การรับกฐิน ตลอดจนถึงกราน ต้องทำในสีมาอย่างเดียว หรือทำนอกสีมาก็ได้ ?
ตอบ
๓.๑
๑. วิสุงคามสีมา ได้แก่ เขตที่สงฆ์ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตยกให้เป็นแผนกหนึ่งจากบ้าน ฯ
๒. พัทธสีมา ได้แก่ วิสุงคามสีมานั้นเองอันสงฆ์ผูกแล้ว คือสมมติเป็นสมานสังวาสสีมาแล้ว ฯ
๓.๒ เป็นญัตติทุติยกรรม ฯ การรับกฐิน การอปโลกน์เพื่อให้ผ้ากฐิน และการกรานกฐิน ทำในสีมาหรือนอกสีมาก็ได้ การสวดญัตติทุติยกรรมวาจาให้ผ้ากฐิน ต้องทำในสีมาอย่างเดียว ฯ
๔.
๔.๑ กฐินจะเดาะหรือไม่เดาะ กำหนดรู้ได้อย่างไร ?
๔.๒ ผ้าที่ทรงห้ามใช้เป็นผ้ากฐินได้แก่ผ้าเช่นไรบ้าง ?
ตอบ
๔.๑ กฐินเดาะ กำหนดรู้ได้ด้วยอาวาสปลิโพธและจีวรปลิโพธขาด หรือสิ้นเขตจีวรกาลที่ขยายออกไปอีก ๔ เดือน กฐินไม่เดาะ กำหนดรู้ได้ด้วยอาวาสปลิโพธหรือ จีวรปลิโพธอย่างใดอย่างหนึ่งยังไม่ขาด และยังอยู่ในเขตจีวรกาลที่ขยายออกไปอีก ๔ เดือน ฯ
๔.๒ เช่นนี้ คือ
ก. ผ้าที่ไม่ได้เป็นสิทธิ เช่น ผ้าที่ขอยืมเขามา
ข. ผ้าที่ได้มาโดยอาการอันมิชอบ คือทำนิมิตได้มา
ค. ผ้าที่ได้มาโดยการพูดเลียบเคียง
ง. ผ้าเป็นนิสสัคคีย์
จ. ผ้าที่ได้มาโดยทางบริสุทธิ์ แต่เก็บไว้ค้างคืน ฯ
๕.
๕.๑ ผู้ที่ถูกห้ามอุปสมบท เพราะทำผิดต่อพระศาสนา ได้แก่คนเช่นไร ?
๕.๒ ในเวลาสวดกรรมวาจานั้น กำหนดด้วยสงฆ์นิ่งอยู่จนถึงบาลีคำใด อุปสมบทกรรมจึงจะนับว่าเป็นการสำเร็จ ?
ตอบ
๕.๑ ได้แก่
๑. คนฆ่าพระอรหันต์
๒. คนทำร้ายภิกษุณี
๓. คนลักเพศ
๔. ภิกษุไปเข้ารีตเดียรถีย์
๕. ภิกษุต้องปาราชิกละเพศไปแล้ว
๖. ภิกษุผู้ทำสังฆเภท
๗. คนทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต ฯ
๕.๒ กำหนดด้วยสงฆ์นิ่งอยู่จนถึงคำว่า โส ภาเสยฺย ที่แปลว่า ท่านผู้นั้นพึงพูดท้ายอนุสาวนาที่ ๓ จึงนับว่าเป็นการสำเร็จ ฯ
๖.
๖.๑ อนุวาทาธิกรณ์ที่เกิดขึ้นแล้วไม่รีบระงับ มีผลเสียอย่างไร ?
๖.๒ ภิกษุผู้ต้องอนุวาทาธิกรณ์ พึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
๖.๑ มีผลเสีย คือทำให้เสียสีลสามัญญตาและเสียสามัคคี เป็นทางแตก เป็นนานาสังวาส จนถึงเป็นนานานิกาย ฯ
๖.๒ พึงปฏิบัติอย่างนี้ คือ
๑. เคารพในผู้พิจารณา
๒. ให้การตามความเป็นจริง
๓. พึงเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของสงฆ์
๔. ไม่ขุ่นเคือง ฯ
๗.
๗.๑ ลักษณะปกปิดอาบัตินั้น พระอรรถกถาจารย์ แสดงไว้กี่ประการ ? อะไรบ้าง ?
๗.๒ ภิกษุผู้เป็นโจทก์ จงใจหาความเท็จใส่ภิกษุอื่น และภิกษุผู้เป็นจำเลย จงใจปกปิดความประพฤติเสียของตนด้วยให้การเท็จ สงฆ์พึงนิคคหะด้วยกรรมอะไร ?
ตอบ
๗.๑ แสดงไว้ ๑๐ ประการ จัดเป็น ๕ คู่ คือ
๑. เป็นอาบัติ และรู้ว่าเป็นอาบัติ
๒. เป็นปกตัตตะ และรู้ว่าเป็นปกตัตตะ
๓. ไม่มีอันตราย และรู้ว่าไม่มีอันตราย
๔. อาจอยู่ และรู้ว่าอาจอยู่
๕. ใคร่จะปิด และปิดไว้ ฯ
๗.๒ สงฆ์พึงทำ ตัชชนียกรรม แก่ภิกษุผู้เป็นโจทก์ และตัสสปาปิยสิกากรรม แก่ภิกษุผู้เป็นจำเลย ฯ
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕, (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๓๕
๘.
๘.๑ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ใครเป็นผู้สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ? ตอบโดยอ้างมาตรา
๘.๒ คำว่า คณะสงฆ์ และคณะสงฆ์อื่น แห่งมาตรา ๕ ทวิ ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์หมายถึงใคร ?
ตอบ
๘.๑ มาตรา ๗ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ฯ
๘.๒
๑. คณะสงฆ์ หมายถึง บรรดาพระภิกษุที่ได้รับบรรพชาอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์ ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายที่ใช้บังคับก่อนพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะปฏิบัติศาสนกิจในหรือนอกราชอาณาจักร ฯ
๒. คณะสงฆ์อื่น หมายถึง บรรดาบรรพชิตจีนนิกายหรืออนัมนิกาย ฯ
๙.
๙.๑ คณะสงฆ์จะตั้งเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคมได้หรือไม่ ? จงอ้างมาตรา
๙.๒ จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้
ก. ที่วัด
ข. ที่ธรณีสงฆ์
ค. ที่กัลปนา
ตอบ
๙.๑ ไม่ได้ ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๒๐ ความว่า คณะสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม ฯ
๙.๒
ก. ที่วัด คือที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น
ข. ที่ธรณีสงฆ์ คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด
ค. ที่กัลปนา คือที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัดหรือพระศาสนา ฯ
๑๐.
๑๐.๑ ผู้มิได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ หรือถูกถอดถอนจากความเป็นพระอุปัชฌาย์ กระทำการบรรพชาอุปสมบทแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษอย่างไร ?
๑๐.๒ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคมคือใคร ?
ตอบ
๑๐.๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ฯ
๑๐.๒ คืออธิบดีกรมการศาสนาโดยตำแหน่ง ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา ๑๓ ความว่า ให้อธิบดีกรมการศาสนาเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๖๑

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
,
๑.
กิจที่บรรพชิตไม่ควรทำ เรียกว่าอะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
เรียกว่า อกรณียกิจ ฯ มีดังนี้ คือ
๑. เสพเมถุน
๒. ลักทรัพย์
๓. ฆ่าสัตว์
๔. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ฯ
๒.
อาบัติ คืออะไร ? มีโทษกี่สถาน ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ โทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม ฯ
มี ๓ สถาน ฯ คือ
อย่างหนัก ยังผู้ต้องให้ขาดจากความเป็นภิกษุ
อย่างกลาง ยังผู้ต้องให้อยู่กรรม คือประพฤติวัตรอย่างหน่ึงเพื่อทรมานตน
อย่างเบา ยังผู้ต้องให้ประจานตนต่อหน้าภิกษุด้วยกัน ฯ
๓.
สิกขา คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ ข้อที่ภิกษุต้องศึกษา ฯ
๑. ศีล ความรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย
๒. สมาธิ ความรักษาใจมั่น
๓. ปัญญา ความรอบรู้ในกองสังขาร ฯ
๔.
เภสัช ๕ มีอะไรบ้าง ? น้ำตาลทรายจัดเข้าในเภสัชประเภทใด ?
ตอบ
เภสัช ๕ มี เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ฯ
น้ำตาลทราย จัดเข้าในน้ำอ้อย ฯ
๕.
ผ้าไตรจีวร ที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุอธิษฐานไว้ใช้มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๓ อย่าง ฯ
๑. สังฆาฏิ (ผ้าคลุม)
๒. อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม)
๓. อันตรวาสก (ผ้านุ่ง) ฯ
๖.
ภิกษุนอนในที่มุงที่บังเดียวกันกับสามเณร จะเป็นอาบัติอะไรหรือไม่ ?
ตอบ
นอนได้ ๓ คืน ไม่เป็นอาบัติ เกินกว่านั้นต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๗.
ภิกษุซ่อนบาตร จีวร ร่ม และรองเท้าของเพื่อนภิกษุเพื่อล้อเล่น ต้องอาบัติอะไรบ้าง ?
ตอบ
ซ่อนบาตร จีวร ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ซ่อนร่ม รองเท้า ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๘.
เสขิยวัตร คืออะไร ? ภิกษุไม่เอื้อเฟื้อในเสขิยวัตรนั้น ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
คือ วัตรหรือธรรมเนียมที่ภิกษุต้องศึกษา ฯ
ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๙.
ในการรับบิณฑบาต ภิกษุพึงปฏิบัติอย่างไรจึงถูกต้องตามเสขิยวัตร ? จงตอบมาเพียง ๒ ข้อ
ตอบ
รับโดยเคารพ แลดูแต่ในบาตร รับแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก รับแต่พอเสมอขอบปากบาตร ฯ (เลือกตอบเพียง ๒ ข้อ)
๑๐.
ภิกษุเถียงกันด้วยเรื่องอะไร จึงเรียกว่า วิวาทาธิกรณ์ ?
ตอบ
เถียงกันด้วยเรื่อง สิ่งนั้นเป็นธรรมเป็นวินัย สิ่งนี้ไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัยเป็นต้น ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี ๒๕๖๐

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
,
๑.
สังคมทุกวันนี้เกิดความวุ่นวาย เพราะขาดธรรมอะไรบ้าง ?
ตอบ
เพราะขาดธรรมเป็นโลกบาล ๒ อย่าง คือ
๑. หิริ ความละอายแก่ใจในการประพฤติชั่ว
๒. โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อผลของการประพฤติชั่ว
๒.
สติ แปลว่าอะไร ? เพราะเหตุไรจึงชื่อว่าเป็นธรรมมีอุปการะมาก ?
ตอบ
สติ แปลว่า ความระลึกได้ ฯ
เพราะช่วยให้สำเร็จกิจในทางที่ดี ฯ
๓.
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ชื่อว่ารัตนะ เพราะเหตุไร ?
ตอบ
เพราะเป็นของมีคุณค่าและหาได้ยาก เหมือนเพชรนิลจินดามีค่ามากนำประโยชน์ และความสุขมาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ ฯ
๔.
ไตรลักษณ์ ได้แก่อะไรบ้าง ?
ตอบ
๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง
๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์
๓. อนัตตตา ความเป็นของไม่ใช่ตน ฯ
๕.
ผู้ที่ทำงานไม่สำเร็จผลตามที่มุ่งหมายเพราะขาดคุณธรรมอะไรบ้าง ?
ตอบ
เพราะขาดอิทธิบาท คือคุณเครื่องให้สำเร็จความประสงค์ ๔ อย่าง คือ
๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น
๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ
๔. วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น ฯ
๖.
ธรรมอันเป็นเครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
นิวรณ์ ๕ เป็นเครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี ฯ มี
๑. กามฉันท์ พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจมีรูปเป็นต้น
๒. พยาบาท ปองร้ายผู้อื่น
๓. ถีนมิทธะ ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ ฟุ้งซ่านและรำคาญ
๕. วิจิกิจฉา ลังเลไม่ตกลงใจ ฯ
๗.
คำว่า เจรจาชอบ ในมรรคมีองค์ ๘ นั้น คือเจรจาอย่างไร ?
ตอบ
คือเว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ และเว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ฯ
คิหิปฏิบัติ
๘.
มิตรแท้ที่ควรคบ มีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มิตรแท้มี ๔ ประเภท ฯ คือ
๑. มิตรมีอุปการะ
๒. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์
๓. มิตรแนะประโยชน์
๔. มิตรมีความรักใคร่ ฯ
๙.
อบายมุข ๔ มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๑. ความเป็นนักเลงหญิง
๒. ความเป็นนักเลงสุรา
๓. ความเป็นนักเลงการพนัน
๔. ความคบคนชั่วเป็นมิตร ฯ
๑๐.
ดื่มน้ำเมามีโทษอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
มีโทษ ๖ อย่าง คือ
๑. เสียทรัพย์
๒. ก่อการทะเลาะวิวาท
๓. เกิดโรค
๔. ถูกติเตียน
๕. ไม่รู้จักอาย
๖. ทอนกำลังปัญญา ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี ๒๕๖๑

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
,
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ.
การให้ธรรม ย่อมชนะการให้ทั้งปวง.

ขุ. ธ. ๒๕/๖๓.

แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๘

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๘
,
ปยมฺหิ กิจฺจํ ตทปวิทฺธํ    อกิจฺจํ ปน กยีรติ
อุนฺนฬานํ ปมตฺตานํ    เตสํ วฑฺฒนฺติ อาสวา.
คนทอดทิ้งกิจที่ควรทำ ไปทำกิจที่ไม่ควรทำ
เมื่อเขาถือตัวมัวประมาท อาสวะย่อมเจริญ.

(พุทฺธ)ขุ. ธ. ๒๕/๕๔.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๘

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘
,
๑.
ตจปัญจกกัมมัฏฐานได้แก่อะไรบ้าง ? จัดเป็นสมถะหรือวิปัสสนา ? จงอธิบาย
ตอบ
ได้แก่ เกสา โลมา นขา ทันตา และตโจ ฯ เป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา ถ้ากำหนดยังจิตให้สงบ เป็นสมถะ ถ้าเพ่งพิจารณาถึงความแปรปรวน หรือให้เห็นทุกข์ คือต้องเสื่อมสลายไปในที่สุด หรือให้เห็นว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน พิจารณาเช่นนี้เป็นวิปัสสนา ฯ
๒.
มหาภูตรูป คือ อะไร ? มีความเกี่ยวเนื่องกับอุปาทายรูปอย่างไร ?
ตอบ
รูปเป็นประธาน ประกอบด้วย ธาตุ ๔ ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ฯ
เป็นที่ตั้งแห่งรูปย่อยซึ่งเรียกว่าอุปาทายรูป เมื่อรูปใหญ่แตกทำลาย อุปาทายรูปนั้นก็แตกทำลายไปด้วย ฯ
๓.
พระพุทธเจ้าทรงประพฤติประโยชน์โดยฐานเป็นพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าพุทธัตถจริยาคือทรงประพฤติอย่างไร ?
ตอบ
ทรงแสดงธรรมประกาศพระศาสนาให้คฤหัสถ์และบรรพชิตรู้ทั่วถึงธรรมตามภูมิชั้นและทรงบัญญัติสิกขาบทอันเป็นอาทิพรหมจรรย์และอภิสมาจาร ฯ
๔.
ทิฏฐุปาทาน และสีลัพพตุปาทาน คืออะไร ?
ตอบ
ทิฏฐุปาทาน คือ ถือผิดด้วยความหัวดื้อ จนเป็นเหตุเถียงกัน ทะเลาะกัน
สีลัพพตุปาทาน คือ ถือธรรมเนียมที่เคยทำมาด้วยเชื่อว่าขลัง จนเป็นเหตุหัวดื้องมงาย ฯ
๕.
มัจจุมารได้แก่อะไร ? ได้ชื่อว่าเป็นมารเพราะเหตุไร ?
ตอบ
ได้แก่ความตาย ฯ ชื่อว่า มาร เพราะเมื่อตาย ย่อมหมดโอกาสที่จะทำประโยชน์ใด ๆ ฯ
๖.
บทว่า “อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งกว่า” คำว่า “บุรุษที่ควรฝึกได้” นั้น หมายถึงบุคคลเช่นไร ?
ตอบ
บุคคลผู้มีอุปนิสัยที่อาจฝึกได้และตั้งใจจะเข้าใจพระธรรมเทศนา แม้ฟังด้วยตั้งใจจะยกโทษเช่นเดียรถีย์ก็ตาม ฯ
๗.
กิเลสที่ได้ชื่อว่าอนุสัยและได้ชื่อว่าสังโยชน์มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
กิเลสอย่างละเอียด นอนเนื่องอยู่ในสันดานสัตว์ มักไม่ปรากฏ ต่อเมื่อมีอารมณ์มากระทบจึงปรากฏขึ้น ชื่อ อนุสัย ฯ
กิเลสที่ผูกใจสัตว์ไว้กับภพไม่ให้หลุดพ้นไปได้ ชื่อ สังโยชน์ ฯ
๘.
ในวิมุตติ ๕ วิมุตติอย่างไหนเป็นโลกิยะ อย่างไหนเป็นโลกุตระ ?
ตอบ
ตทังควิมุตติ และวิกขัมภนวิมุตติ จัดเป็นโลกิยวิมุตติ ส่วน สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ และนิสสรณวิมุตติ จัดเป็นโลกุตรวิมุตติ ฯ
๙.
พุทธภาษิตว่า ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว แต่ปรากฏว่า ผู้ทำกรรมชั่วยังได้รับสุขก็มี ผู้ทำกรรมดียังได้รับทุกข์ก็มี ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเหตุใด ?
ตอบ
เพราะกรรมบางอย่างให้ผลในภพนี้บ้าง ภพหน้าบ้าง ผู้ทำกรรมชั่วยังสุขสบายเพราะบุญเก่าส่งผล แต่กรรมชั่วยังติดตามรอให้ผลเสมอ คนดีก็เช่นกัน เพราะกรรมชั่วเก่ายังให้ผล แต่กรรมดียังไม่สูญหาย ต่างรอช่องให้ผล ฯ
๑๐.
คำว่า “วัตร” ในธุดงควัตร หมายถึงอะไร ? ผู้ถือธุดงค์ข้อเตจีวริกังคะอย่างเคร่ง มีวิธีปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
หมายถึงข้อปฏิบัติพิเศษอย่างหนึ่ง ตามแต่ใครจะสมัครถือ บัญญัติเพื่อเป็นอุบายขัดเกลากิเลส และเป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ ฯ
ภิกษุผู้ประพฤติเตจีวริกังคะอย่างเคร่ง จะใช้เฉพาะไตรจีวรของตนเท่านั้น แม้ถ้าซักหรือย้อมอันตรวาสก ย่อมใช้อุตตราสงค์นุ่ง และใช้สังฆาฏิห่ม ฯ