วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๙

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙
,
๑.
พระศาสดาผู้เป็นสังฆบิดรดูแลภิกษุสงฆ์ ทรงทำหน้าที่ทางพระวินัยอย่างไร ?
ตอบ
ทรงทำหน้าที่ ๒ ประการ คือ
๑. ทรงตั้งพุทธบัญญัติเพื่อป้องกันความประพฤติเสียหาย และวางโทษแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิดด้วยปรับอาบัติหนักบ้าง เบาบ้าง
๒. ทรงตั้งขนบธรรมเนียม ซึ่งเรียกว่าอภิสมาจารเพื่อชักนำความประพฤติของภิกษุสงฆ์ให้ดีงาม ฯ
๒.
ทำไมต้องมีพระวินัยสำหรับปกครองหมู่ภิกษุ และหมู่ภิกษุทำไมต้องประพฤติตามพระวินัย ?
ตอบ
หมู่ภิกษุจะไม่ประพฤติตามพระวินัย ไม่เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาและเลื่อมใส ถ้าต่างประพฤติตามพระวินัย ก็จะเป็นหมู่ภิกษุที่ดี ทำให้เกิดศรัทธาเลื่อมใส พระวินัยจึงรักษาหมู่ภิกษุให้ตั้งอยู่เป็นอันดี และทำให้เป็นหมู่ที่งดงาม ฯ
๓.
คำว่า ต้องอาบัติ หมายความว่าอย่างไร ? อาบัติมีโทษกี่สถาน ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
หมายความว่า ต้องโทษ คือมีความผิดฐานละเมิดข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม ฯ
มี ๓ สถาน คือ อย่างหนัก อย่างกลาง และ อย่างเบา
(หรือจะตอบว่า มี ๒ สถาน คือ แก้ไขได้ และแก้ไขไม่ได้ ก็ได้)
๔.
กิจที่บรรพชิตไม่ควรทำซึ่งเรียกว่า อกรณียกิจ มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๔ อย่าง คือ
๑. เสพเมถุน
๒. ลักของเขา
๓. ฆ่าสัตว์
๔. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ฯ
๕.
อุตตริมนุสสธรรม คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ ธรรมอันยิ่งของมนุษย์ หรือคุณอย่างยวดยิ่งของมนุษย์ ฯ
มี ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล นิพพาน ฯ
๖.
ในอทินนาทานสิกขาบท กำหนดราคาทรัพย์ เป็นวัตถุแห่งอาบัติไว้อย่างไรบ้าง ?
ตอบ
ทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๕ มาสก ขึ้นไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติปาราชิก
ทรัพย์มีราคาต่ำกว่า ๕ มาสก แต่สูงกว่า ๑ มาสก เป็นวัตถุแห่งอาบัติถุลลัจจัย
ทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๑ มาสก ลงไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติทุกกฏ ฯ
๗.
ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง กะเทย บุรุษ สัตว์ดิรัจฉานเพศผู้ สัตว์ดิรัจฉานเพศเมีย ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส กายกะเทย ต้องถุลลัจจัย กายบุรุษ สัตว์ดิรัจฉานทั้งเพศผู้เพศเมีย ต้องทุกกฏ ฯ
๘.
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ หมายความว่าอย่างไร ? ภิกษุต้องอาบัตินี้แล้ว ทำอย่างไรจึงจะพ้น ?
ตอบ
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ หมายความว่า อาบัติปาจิตตีย์ ที่จำต้องสละสิ่งของ ฯ
ภิกษุต้องสละสิ่งของอันเป็นเหตุให้ต้องอาบัตินั้นก่อนแล้วแสดงอาบัติจึงพ้น ฯ
๙.
ภิกษุกำลังฟังพระปาฏิโมกข์อยู่ กล่าวขึ้นว่า “จะสวดไปทำไม ฟังก็ไม่รู้เรื่อง น่าเบื่อ น่ารำคาญ” เช่นนี้ต้องอาบัติอะไร ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ เพราะก่นสิกขาบท ฯ
๑๐.
เสขิยวัตร คืออะไร ? มีกี่ข้อ ? ภิกษุละเมิดต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
คือวัตรที่ภิกษุจะต้องศึกษา ฯ
มี ๗๕ ข้อ ฯ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๐

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
๑.
เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติได้ ๕ วัน และ ๗ วัน มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น ?
ตอบ
เมื่อประสูติได้ ๕ วัน พระราชบิดาเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาฉันโภชนาหารทำนายพระลักษณะและขนานพระนามและเมื่อประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาเสด็จสวรรคต ฯ
๒.
พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในวันใด ? ที่ไหน ?
ตอบ
ประสูติในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๘๐ ปี ในลุมพินีวัน
ตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๕ ปี ใต้ต้นโพธิ์ (อัสสัตถพฤกษ์)
ปรินิพพานในวันเพ็ญเดือน ๖ ปี ณ ป่าไม้สาละ (สาลวโนทยาน)
๓.
เจ้าชายนันทกุมารกับเจ้าหญิงรูปนันทา เป็นพระโอรสและพระธิดาของใคร ? มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถกุมารอย่างไร ?
ตอบ
เป็นพระโอรสและพระธิดาของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางปชาบดีโคตมี ฯ
เป็นพระกนิฏฐภาดาและ กนิฏฐภคินีต่างพระมารดา ฯ
๔.
เหตุการณ์ที่เงาต้นหว้าในเวลาบ่ายแล้วไม่คล้อยไปตามตะวัน กลับตั้งอยู่ดุจเวลาเที่ยง ปรากฏเมื่อคราวพระมหาบุรุษทรงทำอะไรอยู่ ?
ตอบ
ทรงนั่งขัดบัลลังก์สมาธิ เจริญอานาปานสติกัมมัฏฐาน ทำปฐมฌาน ให้เกิดขึ้น ฯ
๕.
ธรรมจักษุ ดวงตาเห็นธรรมนั้น คือเห็นว่าอย่างไร ? ได้เกิดขึ้นแก่ ผู้ใดเป็นคนแรก ?
ตอบ
เห็นว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับเป็นธรรมดา” ฯ เกิดแก่โกณฑัญญพราหมณ์เป็นคนแรก ฯ
๖.
พระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขาร คือทรงทำอย่างไร ? ไหน ? เมื่อไร ?
ตอบ
คือทรงกำหนดพระหฤทัยว่า “จักปรินิพพานในอีก ๓ เดือนข้างหน้า” ฯ
ทรงทำที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ฯ
เมื่อวันเพ็ญเดือน ๓ ก่อนปรินิพพาน ๓ เดือน (วันมาฆบูชา) ฯ
๗.
พระพุทธเจ้าเสวยพระกระยาหารอะไร ก่อนแต่เสด็จปรินิพพาน ? ใครถวาย ?
ตอบ
เสวยมังสะสุกรอ่อน (สูกรมัททวะ) ฯ นายจุนทกัมมารบุตรถวาย ฯ
ศาสนพิธี
๘.
ศาสนพิธี คืออะไร ? เมื่อแยกเป็นหมวดจะได้หมวดอะไรบ้าง ? การทำบุญขึ้นบ้านใหม่จัดอยู่ในหมวดไหน ?
ตอบ
แบบอย่างหรือแบบแผนต่าง ๆ ที่พึงปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนา ฯ
เมื่อแยกแล้วจะได้
๑. หมวดกุศลพิธี
๒. หมวดบุญพิธี
๓. หมวดทานพิธี
๔. หมวดปกิณกะ ฯ
การทำบุญขึ้นบ้านใหม่จัดอยู่ในหมวดบุญพิธี ฯ
๙.
วันสำคัญทางพุทธศาสนาที่นิยมประกอบพิธีกรรมมีการบูชาเป็นต้น ในหนึ่งปีมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา วันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ฯ
๑๐.
การเดินเวียนเทียนรอบปูชนียสถานในวันสำคัญทางพระศาสนา เดินเวียนซ้ายหรือเดินเวียนขวา ? เดินเวียนกี่รอบ ? แต่ละรอบพึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
เดินเวียนขวา คือเดินเวียนไปทางที่มือขวาของตนหันเข้าหาสถานที่ ที่เวียนนั้น ฯ
เวียน ๓ รอบ ฯ
พึงปฏิบัติอย่างนี้
รอบที่ ๑ พึงตั้งใจระลึกถึงพระพุทธคุณโดยนัยบท อิติปิ โส ภควา อรหํ ฯลฯ
รอบที่ ๒ พึงตั้งใจระลึกถึงพระธรรมคุณโดยนัยบท สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ฯลฯ
รอบที่ ๓ พึงตั้งใจระลึกถึงพระสังฆคุณโดยนัยบท สุปฏิปนฺโน ภควโต ฯลฯ ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๙

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
,
๑.
หิริกับโอตตัปปะ ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ต่างกันอย่างนี้ หิริ คือ ความละอายใจตนเองที่จะประพฤติชั่ว
ส่วนโอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวผลของความชั่วที่ตนจะได้รับ ฯ
๒.
คำว่า พระธรรม ในรัตนะ ๓ คืออะไร ? มีคุณอย่างไร ?
ตอบ
คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ฯ
มีคุณ คือ รักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ฯ
๓.
โอวาทของพระพุทธเจ้ามีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๓ อย่าง คือ
๑. เว้นจากทุจริต คือ ประพฤติชั่วด้วยกาย วาจา ใจ
๒. ประกอบสุจริต คือ ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ
๓. กระทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลงเป็นต้น ฯ
๔.
คนเราจะประพฤติดีหรือประพฤติชั่วมีมูลเหตุมาจากอะไร ?
ตอบ
คนประพฤติดีมีมูลเหตุมาจากอโลภะ อโทสะ อโมหะ
ส่วนคนประพฤติชั่วมีมูลเหตุมาจากโลภะ โทสะ โมหะ ฯ
๕.
ปธานคือความเพียร ๔ มีอะไรบ้าง ? งดเหล้าเข้าพรรษาอนุโลมเข้าในปธานข้อไหน ?
ตอบ
๑. สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน
๒. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
๓. ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน
๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วมิให้เสื่อม ฯ
งดเหล้าเข้าพรรษาอนุโลมเข้าในปหานปธาน ฯ
๖.
อุทธัจจกุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่านและรำคาญ จัดเข้าในขันธ์ไหนในขันธ์ ๕ ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
จัดเข้าในสังขารขันธ์ ฯ
เพราะความฟุ้งซ่านและรำคาญ เป็นเจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นกับใจ ฯ
๗.
อริยทรัพย์ คือทรัพย์เช่นไร ? เมื่อเทียบกับทรัพย์สินมีเงินทอง เป็นต้น ดีกว่ากันอย่างไร ?
ตอบ
คือ คุณงามความดีอย่างประเสริฐที่เกิดมีขึ้นในสันดาน มี ศรัทธา ศีลเป็นต้น ฯ
ดีกว่ากัน เพราะเป็นคุณธรรมเครื่องบำรุงจิตให้อบอุ่น ไม่ต้องกังวลเดือดร้อน ใครจะแย่งชิงไปไม่ได้ ใช้เท่าใดก็ไม่ต้องกลัวหมดสิ้น ทั้งสามารถติดตามไปได้ถึงชาติหน้า เป็นที่พึ่งในสัมปรายภพได้ด้วย ฯ
๘.
คิหิปฏิบัติ คืออะไร ? หมวดธรรมต่อไปนี้ คือ
๑. อิทธิบาท ๔
๒. สังคหวัตถุ ๔
๓. อธิษฐานธรรม ๔
๔. ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔
๕. ปาริสุทธิศีล ๔
หมวดไหนมีในคิหิปฏิบัติ ?
ตอบ
คือ หลักปฏิบัติของคฤหัสถ์ ฯ
ข้อ ๒. และข้อ ๔. มีในคิหิปฏิบัติ ฯ
๙.
ผู้อยู่ครองเรือนควรมีธรรมของฆราวาสเป็นหลักปฏิบัติจึงจะอยู่เป็นสุข ธรรมของฆราวาสนั้นมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๑. สัจจะ สัตย์ซื่อต่อกัน
๒. ทมะ รู้จักข่มจิตของตน
๓. ขันติ อดทน
๔. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน ฯ
๑๐.
นาย ก เป็นผู้ฉลาดในการเล่นพนันฟุตบอล เขาหวังให้นาย ข ผู้เป็นเพื่อน มีเงินทองไว้ก่อร่างสร้างตัว จึงชักชวน นาย ข ให้เล่นด้วย นาย ก จัดเข้าในประเภทมิตรแนะประโยชน์ได้หรือไม่ ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
ไม่ได้ ฯ
เพราะ นาย ก กำลังชักชวนในทางฉิบหาย ผิดลักษณะมิตรแนะประโยชน์ ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๙

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙
,
สติมโต สุเว เสยฺโย.
คนมีสติ เป็นผู้ประเสริฐทุกวัน.

สํ. ส. ๑๕/๓๐๖.

แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๔

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔
,
พหุมฺปิ เจ สํหิตภาสมาโน
น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ
น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ.
หากกล่าวพุทธพจน์ได้มาก แต่เป็นคนประมาท
ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้น ก็ไม่มีส่วนแห่งสามัญผล
เหมือนคนเลี้ยงโค คอยนับโคให้ผู้อื่นฉะนั้น.

ขุ. อิติ. ๒๕/๒๔๒.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๐

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
๑.
พระศาสดาทรงบัญญัติพระวินัยไว้เพื่ออะไร ?
ตอบ
เพื่อป้องกันความประพฤติเสียหายของภิกษุสงฆ์ และเพื่อชักนำความประพฤติของภิกษุสงฆ์ให้ดีงาม ฯ
๒.
สิกขาบทที่มีมาในพระปาติโมกข์ มีเท่าไร ? ว่าโดยหมวดมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๒๒๗ สิกขาบท ฯ คือปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยะ ๗๕ อธิกรณสมถะ ๗ ฯ
๓.
อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติ มีเท่าไร ? ต้องด้วยไม่ละอาย มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
มี ๖ อย่าง ฯ
ภิกษุรู้อยู่ ละเมิดพระบัญญัติด้วยใจด้านไม่ละอาย ชื่อว่าต้องด้วยไม่ละอาย ฯ
๔.
เมื่อภิกษุต้องอาบัติแล้ว จะพึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
พึงบอกภิกษุด้วยกันในวันนั้น และพึงแก้ไขตามวิธีนั้น ๆ ฯ
๕.
สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์คือทรัพย์เช่นไร ? ภิกษุจะต้องอาบัติถึงที่สุดในเพราะลักทรัพย์ทั้ง ๒ อย่างนั้นเมื่อใด ?
ตอบ
สังหาริมทรัพย์ คือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ อสังหาริมทรัพย์ คือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ ฯ
สำหรับสังหาริมทรัพย์ ภิกษุจะต้องอาบัติถึงที่สุด ในเมื่อทำให้ทรัพย์นั้นเคลื่อนจากที่เดิม ส่วนอสังหาริมทรัพย์ จะต้องอาบัติถึงที่สุด ในเมื่อเจ้าของทอดกรรมสิทธิ์ ฯ
๖.
ภิกษุรู้ตัวว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส จึงแสดงอาบัตินั้นต่อภิกษุอีกรูปหนึ่ง อย่างนี้จะพ้นจากอาบัตินั้นได้หรือไม่ เพราะเหตุไร ?
ตอบ
พ้นไม่ได้ เพราะอาบัติสังฆาทิเสสนั้น ภิกษุผู้ต้องจะพ้นได้ด้วยอยู่กรรม ฯ
๗.
ที่ลับตา กับที่ลับหู ต่างกันอย่างไร ? ที่ลับทั้ง ๒ นั้น เป็นทางให้ปรับอาบัติได้มากน้อยกว่ากันอย่างไร ?
ตอบ
ต่างกันอย่างนี้ ที่ที่มีสิ่งกำบัง เห็นกันไม่ได้ เรียกว่า ที่ลับตา ที่ที่ไม่มีสิ่งกำบัง เห็นกันได้ แต่ฟังเสียงไม่ได้ยิน เรียกว่า ที่ลับหู ฯ
ที่ลับตา เป็นทางให้ปรับอาบัติได้มากกว่า คือตั้งแต่ปาราชิก สังฆาทิเสส ถึง ปาจิตตีย์ ส่วนที่ลับหู เป็นทางให้ปรับอาบัติตั้งแต่สังฆาทิเสสลงมา ฯ
๘.
ภิกษุรับนิมนต์แล้ว จะไปที่อื่นก่อนหรือหลังฉัน ต้องปฏิบัติอย่างไร ? ถ้าไม่ทำเช่นนั้น ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
ต้องปฏิบัติอย่างนี้ คือ ต้องบอกลาภิกษุอื่นก่อน ฯ
ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๙.
ผ้าอาบน้ำฝนมีกำหนดขนาดไว้เท่าใด ? ถ้าทำเกินกว่าขนาดนั้นต้องอาบัติ ก่อนจะแสดงอาบัตินั้น ต้องทำอย่างไร ?
ตอบ
ยาว ๖ คืบ กว้าง ๒ คืบครึ่ง โดยคืบพระสุคต ฯ
ต้องตัดให้ได้ขนาดเสียก่อน ฯ
๑๐.
หมวดสารูปในเสขิยวัตร ว่าด้วยเรื่องอะไร ? ข้อว่า “ไม่เอามือค้ำกายนั่งในบ้าน” คือไม่ทำอย่างไร ?
ตอบ
ว่าด้วยธรรมเนียมควรประพฤติในเวลาเข้าบ้าน ฯ
ไม่นั่งเท้าแขนข้างเดียวก็ตาม สองข้างก็ตามในบ้าน ฯ

วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๑

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๑๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑
,
๑.
คนในชมพูทวีปแบ่งเป็นกี่วรรณะ ? อะไรบ้าง ? พระพุทธบิดาอยู่ในวรรณะอะไร ?
ตอบ
แบ่งเป็น ๔ วรรณะ ฯ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร ฯ
อยู่ในวรรณะกษัตริย์ ฯ
๒.
อสิตดาบสได้ทำนายสิทธัตถกุมารไว้อย่างไร ?
ตอบ
ทำนายไว้ว่า ถ้าอยู่ครองสมบัติ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าออกบวช จักได้เป็นพระศาสดาเอกในโลก ฯ
๓.
พระกระยาหารมื้อแรกของพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้คืออะไร ? ใครเป็นผู้ถวาย ?
ตอบ
คือ ข้าวสัตตุผง ข้าวสัตตุก้อน ฯ
พ่อค้า ๒ คน ชื่อตปุสสะและภัลลิกะ ฯ
๔.
พระอรหันตสาวก ๕ รูปแรก คือใครบ้าง ?
ตอบ
คือ ๑. พระโกณฑัญญะ ๒. วัปปะ ๓. ภัททิยะ ๔. มหานามะ ๕. อัสสชิ ฯ
๕.
พระพุทธเจ้าทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่ใคร ? ที่ไหน ?
ตอบ
แก่ชฎิล ๓ พี่น้อง และบริวาร ๑,๐๐๐ คน ฯ
ที่ตำบลคยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยา ฯ
๖.
จาตุรงคสันนิบาต คือ การประชุมที่ประกอบด้วยองค์อะไรบ้าง ?
ตอบ
ด้วยองค์ คือ
๑. พระสาวกผู้เข้าประชุมนั้น ล้วนเป็นพระอรหันต์
๒. ทุกท่านล้วนได้รับเอหิภิกขุอุปสัมปทา
๓. ไม่ได้มีการนัดหมาย ต่างมาประชุมพร้อมกันเอง
๔. วันนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนมาฆะ และพระศาสดาประทานพระบรมพุทโธวาท ซึ่งเรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ ฯ
๗.
สถานที่ต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอย่างไร
ก. ลุมพินีวัน
ข. อิสิปตนมฤคทายวัน
ค. สาลวโนทยาน
ตอบ
ก. ลุมพินีวัน เป็นสถานที่ประสูติ
ข. อิสิปตนมฤคทายวัน เป็นสถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนา
ค. สาลวโนทยาน เป็นสถานที่ปรินิพพาน
ศาสนพิธี
๘.
คำอาราธนาเบญจศีล ว่าอย่างไร ?
ตอบ
มยํ ภนฺเต, วิสุํ วิสุํ รกฺขนตฺถาย, ติสรเณน สห ปญฺจสีลานิ ยาจาม
ทุติยมฺปิ มยํ ภนฺเต, วิสุํ วิสุํ รกฺขนตฺถาย, ติสรเณน สห ปญฺจสีลานิ ยาจาม
ตติยมฺปิ มยํ ภนฺเต, วิสุํ วิสุํ รกฺขนตฺถาย, ติสรเณน สห ปญฺจสีลานิ ยาจาม ฯ
๙.
ในพิธีทำบุญงานมงคล เจ้าภาพพึงจุดเทียนน้ำมนต์ เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์สูตรใด ?
ตอบ
มงคลสูตร ฯ
๑๐.
คำอาราธนาพระสงฆ์มาสวดมนต์ในพิธีทำบุญงานมงคลกับในพิธีทำบุญงานอวมงคลต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ในงานมงคล ใช้คำว่า ขออาราธนาเจริญพระพุทธมนต์ ส่วนในงานอวมงคล ใช้คำว่า ขออาราธนาสวดพระพุทธมนต์

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๕

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๕
,
๑.
๑.๑ อภิสมาจารคืออะไร ? แบ่งเป็นกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
๑.๒ ขันธ์แห่งจีวรประกอบด้วยอะไรบ้าง ? ทรงมีพระพุทธานุญาตไว้อย่างไร ?
ตอบ
๑.๑ คือธรรมเนียมของภิกษุ แบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ ข้อห้าม ๑ ข้ออนุญาต ๑ ฯ
๑.๒ ประกอบด้วยมณฑล อัฑฒมณฑล และอัฑฒกุสิ ฯ ทรงมีพุทธานุญาตไว้ว่า จีวรผืนหนึ่งให้มีขันธ์ไม่น้อยกว่า ๕ เกินกว่านั้นใช้ได้ แต่ให้เป็นขันธ์ที่เป็นคี่ คือ ๗, ๙, ๑๑ เป็นต้น ฯ
๒.
๒.๑ ในบาลีแสดงเหตุนิสัยจะระงับจากอุปัชฌาย์ไว้เท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๒.๒ ภิกษุผู้ควรจะได้นิสัยมุตตกะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๒.๑ แสดงไว้ ๕ ประการคือ
อุปัชฌาย์หลีกไปเสีย ๑
สึกเสีย ๑
ตายเสีย ๑
ไปเข้ารีตเดียรถีย์ ๑
สั่งบังคับ ๑ ฯ
๒.๒ มีคุณสมบัติ คือ
๑) เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีวิริยะ มีสติ
๒) เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล อาจาระ ความเห็นชอบ เคยได้ยินได้ฟังมาก มีปัญญา
๓) รู้จักอาบัติ มิใช่อาบัติ อาบัติเบา อาบัติหนัก ทรงปาติโมกข์ ทั้งมีพรรษา ๕ ฯ
๓.
๓.๑ อุปัชฌาย์ประณามสัทธิวิหาริกผู้ประพฤติมิชอบด้วยเหตุอะไรบ้าง ?
๓.๒ อาการที่อุปัชฌาย์ประณามสัทธิวิหาริกพึงทำอย่างไร ?
ตอบ
๓.๑ ด้วยเหตุดังนี้ คือ หาความรักใคร่ในอุปัชฌาย์มิได้ ๑ หาความเลื่อมใสมิได้ ๑ หาความละอายมิได้ ๑ หาความเคารพมิได้ ๑ หาความหวังดีต่อมิได้ ๑ ฯ
๓.๒ พึงพูดให้รู้ว่าตนไล่เธอเสีย ในบาลีแสดงไว้ว่า เราประณามเธอ เธออย่าเข้ามา ณ ที่นี้ จงขนบาตรจีวรของเธอออกไปเสีย หรือเธอไม่ต้องอุปัฏฐากเราดังนี้ หรือแสดงอาการทางกายให้รู้อย่างนั้นก็ได้ ฯ
๔.
๔.๑ ภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะ ไปสู่อาวาสอื่น พึงประพฤติให้ถูกธรรมเนียมอย่างไร ?
๔.๒ ภิกษุผู้เข้าไปรับบิณฑบาตในละแวกบ้าน พึงประพฤติให้ถูกธรรมเนียมอย่างไร ?
ตอบ
๔.๑ พึงประพฤติดังนี้
๑) ทำความเคารพในท่าน
๒) แสดงความเกรงใจเจ้าของถิ่น
๓) แสดงอาการสุภาพ
๔) แสดงอาการสนิทสนมกับเจ้าของถิ่น
๕) ถ้าจะอยู่ที่นั่น ควรประพฤติให้ถูกธรรมเนียมของเจ้าของถิ่น
๖) ถือเสนาสนะแล้วอย่าดูดาย เอาใจใส่ชำระปัดกวาดให้หมดจด จัดตั้งเครื่องเสนาสนะให้เป็นระเบียบ ฯ
๔.๒ พึงประพฤติอย่างนี้
๑) นุ่งห่มให้เรียบร้อย
๒) ถือบาตรในภายในจีวร
๓) สำรวมกิริยาให้เรียบร้อย
๔) กำหนดทางเข้าทางออกแห่งบ้าน
๕) รับบิณฑบาตด้วยอาการสำรวม ฯ
๕.
๕.๑ ภิกษุผู้เข้าไปในเจติยสถาน ควรปฏิบัติอย่างไร ?
๕.๒ ภิกษุได้ชื่อว่า “กุลปสาทโก ผู้ยังตระกูลให้เลื่อมใส” เพราะมีปฏิปทาอย่างไร ?
ตอบ
๕.๑ ควรปฏิบัติอย่างนี้ คือไม่กั้นร่ม ไม่สวมรองเท้า ไม่ห่มคลุมเข้าไป ไม่แสดงอาการดูหมิ่นต่าง ๆ เช่นพูดเสียงดัง และนั่งเหยียดเท้าเป็นต้น ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และไม่ถ่มเขฬะในลานพระเจดีย์ ฯ
๕.๒ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระ ไม่ทอดตนเป็นคนสนิทของสกุลโดยฐานเป็นคนเลว และไม่รุกรานตัดรอนแสดงเมตตาจิต ประพฤติพอดีพองาม ยังความเลื่อมใสให้เกิดในตน ฯ
๖.
๖.๑ ดิถีที่กำหนดให้เข้าจำพรรษาในบาลีกล่าวไว้เท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๖.๒ สัตตาหกรณียะ และ สัตตาหกาลิก มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
๖.๑ กล่าวไว้ ๒ คือ
๑) ปุริมิกา วัสสูปนายิกา วันเข้าพรรษาต้น คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘
๒) ปัจฉิมิกา วัสสูปนายิกา วันเข้าพรรษาหลัง คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ฯ
๖.๒ สัตตาหกรณียะ คือในพรรษา ภิกษุมีกิจจำเป็นต้องไปแรมคืนที่อื่น แต่กลับมาภายใน ๗ วัน ส่วนสัตตาหกาลิก คือของที่รับประเคนแล้วเก็บไว้บริโภคได้ ๗ วัน ฯ
๗.
๗.๑ ผู้ทำและอาการที่ทำ ในการทำอุโบสถ มีอะไรบ้าง ?
๗.๒ การทำอุโบสถต้องพร้อมด้วยองค์อย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๗.๑ ผู้ทำมี ๓ คือสงฆ์ คณะ และบุคคล ฯ อาการที่ทำมี ๓ คือสวดปาฏิโมกข์ บอกความบริสุทธิ์ และอธิษฐาน ฯ
๗.๒ พร้อมด้วยองค์ ๔ คือ
๑) วันนั้นเป็นวันอุโบสถที่ ๑๔ หรือ ๑๕ หรือวันสามัคคี วันใดวันหนึ่ง
๒) ภิกษุผู้เข้าประชุมครบองค์ประชุม คือตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป
๓) พวกเธอไม่ต้องสภาคาบัติ
๔) บุคคลที่จำต้องเว้น ไม่มีในที่ประชุมนั้น ฯ
๘.
๘.๑ วันปวารณา และอาการที่กระทำ คืออะไรบ้าง ?
๘.๒ การตั้งญัตติในสังฆปวารณามีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๘.๑
วันปวารณามี ๓ คือ จาตุททสี ที่ ๑๔ ค่ำ ๑, ปัณณรสี ที่ ๑๕ ค่ำ ๑, สามัคคีวันที่ภิกษุสงฆ์พร้อมเพรียงกัน ๑ ฯ
อาการที่กระทำมี ๓ คือปวารณาต่อที่ประชุม ๑, ปวารณากันเอง ๑, อธิษฐานใจ ๑ ฯ
๘.๒ มี ๕ อย่าง คือ
เตวาจิกาญัตติ ๑
เทววาจิกาญัตติ ๑
เอกวาจิกาญัตติ ๑
สมานวัสสิกาญัตติ ๑
สัพพสังคาหิกาญัตติ ๑ ฯ
๙.
๙.๑ ภิกษุไม่สังวรในอุปปถกิริยา จะพึงได้รับโทษอย่างไรบ้าง ?
๙.๒ การแสวงหาเช่นไรจัดเป็นโลกวัชชะ มีโทษทางโลก ? เช่นไรจัดเป็นปัณณัตติวัชชะ มีโทษทางพระบัญญัติ ?
ตอบ
๙.๑ ปรับเป็นอาบัติทุกกฏ และเป็นฐานที่สงฆ์จะพึงลงโทษ ๔ สถาน อย่างใดอย่างหนึ่งตามโทษานุโทษ คือ
๑) ตัชชนียกรรมตำหนิโทษ
๒) นิยสกรรมถอดยศ คือถอดความเป็นผู้ใหญ่
๓) ปัพพาชนียกรรม ขับไล่จากวัด
๔) ปฏิสารณียกรรมให้หวนระลึกถึงความผิด ฯ
๙.๒
การแสวงหาในทางบาป เช่นทำโจรกรรมและหลอกลวง และในทางที่โลกเขาดูหมิ่น จัดเป็นโลกวัชชะ ฯ
การแสวงหาในทางผิดธรรมเนียมของภิกษุ แม้ไม่มีโทษแก่คนพวกอื่น จัดเป็นปัณณัตติวัชชะ ฯ
๑๐.
๑๐.๑ ในบาลีแสดงลักษณะการถือวิสาสะไว้อย่างไรบ้าง ?
๑๐.๒ เหตุที่ควรถือเป็นประมาณ ๕ ประการให้บริขารขาดอธิษฐาน มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๑๐.๑ แสดงไว้อย่างนี้ คือ
๑) เป็นผู้เคยได้เห็นกันมา
๒) เป็นผู้เคยคบกันมา
๓) ได้พูดกันไว้
๔) ยังมีชีวิตอยู่
๕) รู้ว่าของนั้น เราถือเอาแล้ว เจ้าของจักพอใจ ฯ
๑๐.๒ มีดังนี้ คือ
๑) ให้แก่ผู้อื่น
๒) ถูกโจรชิงเอาไปหรือลักเอาไป
๓) มิตรถือเอาด้วยวิสาสะ
๔) ถอนเสียจากอธิษฐาน
๕) เป็นช่องทะลุ ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๐

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๒๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
โกธาภิภูโต กุสลํ ชหาติ.
ผู้ถูกความโกรธครอบงำ ย่อมละกุศลเสีย.

นัย. ขุ. ชา. ทสก. ๒๗/๒๘๖.

แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๕

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๕
,
๑.
๑.๑ ปฏิสันถาร คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
๑.๒ มีประโยชน์แก่ผู้ทำอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๑.๑ คือการต้อนรับแขกผู้มาถึงถิ่น ฯ มี ๒ อย่าง
๑) อามิสปฏิสันถาร ต้อนรับด้วยสิ่งของ
๒) ธัมมปฏิสันถาร ต้อนรับโดยธรรม ฯ
๑.๒ อย่างนี้ คือ
๑) เป็นอุบายสร้างความสามัคคีและยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน
๒) เป็นการรักษาไมตรีจิตระหว่างกันและกันให้มั่นคงยิ่งขึ้น ฯ
๒.
๒.๑ วิมุตติคืออะไร ? วิมุตติ ๒ อย่าง มีอะไรบ้าง ?
๒.๒ วิมุตติ ๒ กับวิมุตติ ๕ จัดเป็นโลกิยะและโลกุตตระอย่างไร ?
ตอบ
๒.๑ คือความหลุดพ้น มี
๑) เจโตวิมุตติ ความหลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งใจ
๒) ปัญญาวิมุตติ ความหลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งปัญญา ฯ
๒.๒
วิมุตติ ๒ เป็นโลกุตตระอย่างเดียว
ส่วนวิมุตติ ๕ เป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตตระ ฯ
๓.
๓.๑ ความเห็นว่า “ถึงคราวเคราะห์ดีก็ดีเอง ถึงคราวเคราะห์ร้ายก็ร้ายเอง” อย่างนี้เป็นทิฏฐิอะไร ? จงอธิบาย
๓.๒ คติทางพระพุทธศาสนาต่างจากความเห็นนี้อย่างไร ?
ตอบ
๓.๑ เป็นอเหตุกทิฏฐิ คือเห็นว่า สิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุปัจจัย คนเราจะได้ดีหรือได้ร้ายตามคราวเคราะห์ ถึงคราวจะดีก็ดีเอง ถึงคราวจะร้ายก็ร้ายเอง ไม่มีเหตุปัจจัยอื่น ฯ
๓.๒ พระพุทธศาสนาถือว่าสังขตธรรมทั้งปวงเกิดแต่เหตุ ฯ
๔.
๔.๑ อาหารของสัตว์นรก และเปรต คืออะไร ?
๔.๒ คนจำพวกไหนเปรียบเหมือนอสุรกาย ในอบาย ๔ ?
ตอบ
๔.๑ อาหารของสัตว์นรกคือกรรม ส่วนเปรตคือกรรมและผลทานที่ญาติอุทิศให้ ฯ
๔.๒ คนลอบทำโจรกรรม หลอกลวงฉกชิงเอาทรัพย์ของผู้อื่น เปรียบเหมือนอสุรกาย ฯ
๕.
๕.๑ กุลมัจฉริยะ ตระหนี่ตระกูล คืออย่างไร ?
๕.๒ ครูสอนศิษย์ ปิดบังอำพรางความรู้ ไม่บอกให้สิ้นเชิง จัดเข้าในมัจฉริยะข้อไหน ?
ตอบ
๕.๑ คือหวงแหนตระกูลไม่ยอมให้ตระกูลอื่นมาเกี่ยวดองด้วย ถ้าเป็นบรรพชิตก็หวงอุปัฏฐาก ไม่พอใจให้ไปบำรุงภิกษุอื่น ฯ
๕.๒ ธัมมมัจฉริยะ
๖.
๖.๑ ญาณ ๓ ที่เป็นไปในจตุราริยสัจ มีอะไรบ้าง ?
๖.๒ ญาณ ๓ ที่เป็นไปในทุกขสมุทัยมีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
๖.๑
๑) สัจจญาณ ปรีชาหยั่งรู้อริยสัจ
๒) กิจจญาณ ปรีชาหยั่งรู้กิจอันควรทำ
๓) กตญาณ ปรีชาหยั่งรู้กิจอันทำแล้ว ฯ
๖.๒
๑) ปรีชาหยั่งรู้ว่า นี้ทุกขสมุทัย จัดเป็นสัจจญาณ
๒) ปรีชาหยั่งรู้ว่า ทุกขสมุทัย เป็นสภาพที่ควรละเสีย จัดเป็นกิจจญาณ
๓) ปรีชาหยั่งรู้ว่า ทุกขสมุทัยที่ควรละๆ ได้แล้ว จัดเป็นกตญาณ ฯ
๗.
๗.๑ วิญญาณฐิติต่างจากสัตตาวาสอย่างไร ?
๗.๒ สัญญาเวทยิตนิโรธกับนิโรธสมาบัติต่างกันหรือเหมือนกัน ?
ตอบ
๗.๑ ต่างกันอย่างนี้
ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณเรียกว่า วิญญาณฐิติ
ภพเป็นที่อยู่แห่งสัตว์ เรียกว่า สัตตาวาส ฯ
๗.๒ ต่างกันโดยพยัญชนะ โดยอรรถเป็นอย่างเดียวกัน คือท่านผู้เข้าถึงสมาบัติชนิดนี้แล้วย่อมไม่มีสัญญาและเวทนา ฯ
๘.
๘.๑ บทว่า อรหํ ที่แปลว่า เป็นผู้หักกำแห่งสังสารจักรนั้น กำแห่งสังสารจักร ได้แก่อะไร ?
๘.๒ พระพุทธคุณต่อไปนี้มีคำแปลว่าอย่างไร ?
ก) สุคโต
ข) อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ
ตอบ
๘.๑ ได้แก่อวิชชา ตัณหา อุปาทานและกรรม ฯ
๘.๒
ก) เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว
ข) เป็นสารถีแห่งบุรุษพึงฝึกได้ ไม่มีบุรุษอื่นยิ่งไปกว่า ฯ
๙.
๙.๑ ในกรรม ๑๒ กรรมที่ให้ผลตามลำดับ ได้แก่กรรมอะไรบ้าง ?
๙.๒ อุปฆาตกกรรม มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
๙.๑ ได้แก่
๑) ครุกรรม กรรมหนัก
๒) พหุลกรรม หรือ อาจิณณกรรม กรรมชิน
๓) อาสันนกรรม กรรมเมื่อจวนเจียน
๔) กตัตตากรรม กรรมสักว่าทำ ฯ
๙.๒ อุปฆาตกกรรมเป็นกรรมที่แรง ซึ่งตรงกันข้ามกับชนกกรรม และอุปัตถัมภกกรรมมีผลเข้าตัดรอนการให้ผลของกรรมสองอย่างนั้นให้ขาดไปเสียทีเดียว เช่น เกิดในตระกูลสูงมั่งคั่ง แต่อายุสั้น เป็นต้น ฯ
๑๐.
๑๐.๑ ในธุดงค์ ๑๓ นั้น ธุดงค์ที่ถือได้เฉพาะกาลมีอะไรบ้าง ?
๑๐.๒ การถือธุดงค์ ย่อมสำเร็จด้วยอาการอย่างไร ?
ตอบ
๑๐.๑
๑) รุกขมูลิกังคะ ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร
๒) อัพโภกาสิกังคะ ถืออยู่ในที่แจ้งๆ เป็นวัตร ฯ
๑๐.๒ สำเร็จด้วยการสมาทาน คือด้วยอธิษฐานใจหรือแม้ด้วยเปล่งวาจา ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๐

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
๑.
ในทางโลก ดูคนงามกันที่รูปร่างหน้าตา ในทางพระพุทธศาสนา ดูคนงามกันที่ไหน ?
ตอบ
๑. ในทางพระพุทธศาสนา ดูคนงามกันที่มีคุณธรรมอันทำให้งาม ๒ ประการ คือ ขันติ ความอดทน และโสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม ฯ
๒.
มโนสุจริตคืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ การประพฤติชอบด้วยใจ ฯ
มี
๑. ไม่โลภอยากได้ของเขา
๒. ไม่พยาบาทปองร้ายเขา
๓. เห็นชอบตามคลองธรรม ฯ
๓.
อิทธิบาท คือ ธรรมเป็นคุณเครื่องให้สำเร็จความประสงค์ของบุคคล ส่วนธรรมอันเป็นเครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ นิวรณ์ ๕ ฯ มี
๑. กามฉันท์ พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจมีรูปเป็นต้น
๒. พยาบาท ปองร้ายผู้อื่น
๓. ถีนมิทธะ ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ ฟุ้งซ่านและรำคาญ
๕. วิจิกิจฉา ลังเลไม่ตกลงได้ ฯ
๔.
ภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่จะต้องมีอินทรียสังวร คือสำรวมอินทรีย์ สำรวมอินทรีย์นั้น คืออย่างไร ?
ตอบ
คือระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ความยินดียินร้ายครอบงำได้ ในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ ฯ
๕.
ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ทั้งสิ้น ข้อความนี้อยู่ในหมวดธรรมอะไร ? ท่านให้พิจารณาอย่างนี้เพื่ออะไร ?
ตอบ
อยู่ในธรรมหมวดอภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ ฯ
เพื่อบรรเทาความยึดมั่นถือมั่นว่า สิ่งนั้น คนนั้น เป็นที่รักของเรา จักไม่ต้องเสียใจในเมื่อต้องพลัดพรากจากสิ่งนั้น คนนั้น จริง ๆ ฯ
๖.
มรรคมีองค์แปดจัดเข้าในสิกขา ๓ ได้หรือไม่ ? ถ้าได้จงจัดมาดู
ตอบ
ได้ ฯ จัดดังนี้
สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ จัดเข้าในปัญญาสิกขา
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ จัดเข้าในสีลสิกขา
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จัดเข้าในจิตตสิกขา ฯ
๗.
มละ คืออะไร ? เป็นศิษย์ได้ดีแล้วทำมึนตึงกับอาจารย์ จัดเข้าในมละอย่างไหน และควรชำระมละอย่างนั้นด้วยธรรมอะไร ?
ตอบ
มละคือมลทิน ฯ จัดเข้าใน มักขะ ลบหลู่คุณท่าน และควรชำระด้วยกตัญญูกตเวทิตา ความรู้คุณท่านแล้วตอบแทน ฯ
คิหิปฏิบัติ
๘.
เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์ได้โดยทางที่ชอบแล้ว ควรทำอะไรบ้างเพื่อให้เกิดประโยชน์ในโภคทรัพย์ที่ได้มานั้น ?
ตอบ
๑. เลี้ยงตัว มารดา บิดา บุตร ภรรยา บ่าวไพร่ ให้เป็นสุข
๒. เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข
๓. บำบัดอันตรายที่เกิดแต่เหตุต่าง ๆ
๔. ทำพลี ๕ อย่าง คือ
๔.๑ ญาติพลี สงเคราะห์ญาติ
๔.๒ อติถิพลี ต้อนรับแขก
๔.๓ ปุพพเปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย
๔.๔ ราชพลี ถวายเป็นหลวง มีภาษีอากรเป็นต้น
๔.๕ เทวตาพลี ทำบุญอุทิศให้เทวดา
๕. บริจาคทานในสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติชอบ ฯ
๙.
การค้าขายสัตว์เพื่อฆ่าเป็นอาหาร เป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาตหรือไม่ ? เพราะเหตุไร ? อุบาสกควรปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้ ?
ตอบ
ไม่ผิด ฯ เพราะไม่ได้เป็นผู้ฆ่าหรือสั่งให้ฆ่า ฯ
อุบาสกควรเว้นการค้าขายชนิดนี้เสีย ฯ
๑๐.
ทิศ ๖ ในคิหิปฏิบัติ มีอะไรบ้าง ? แต่ละทิศหมายถึงใคร ?
ตอบ
๑. ทิศเบื้องหน้า หมายถึงมารดาบิดา
๒. ทิศเบื้องขวา หมายถึงอาจารย์
๓. ทิศเบื้องหลัง หมายถึงบุตรภรรยา
๔. ทิศเบื้องซ้าย หมายถึงมิตร
๕. ทิศเบื้องต่ำ หมายถึงบ่าว
๖. ทิศเบื้องบน หมายถึงสมณพราหมณ์ ฯ

วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๒

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๒
,
๑.
การเรียนรู้พุทธประวัติได้ประโยชน์อย่างไร ?
ตอบ
ได้ประโยชน์ ๒ ประการ คือ
๑. ในด้านการศึกษา ทำให้ทราบความเป็นมาของพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับการศึกษาตำนานความเป็นมาของชาติตน ทำให้บุคคลได้ทราบว่า ชาติของตนเป็นมาอย่างไร มีความสำคัญอย่างไรเป็นต้น
๒. ในด้านปฏิบัติ ทำให้บุคคลได้แนวในการดำเนินชีวิตตามพระพุทธจริยา อันเป็นปฏิปทานำความสุขความเจริญมาให้แก่บุคคล ตามสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติ ฯ
๒.
เทวทูต ๔ ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นคืออะไรบ้าง ? ทรงเห็นแล้ว มีพระดำริอย่างไร ?
ตอบ
คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ฯ
ทรงมีพระดำริว่า บุคคลทั่วไปถูกความเจ็บ ความแก่ ความตายครอบงำ ไม่ล่วงพ้นไปได้ ถึงพระองค์เองก็มีอย่างนั้นเป็นธรรมดา ควรแสวงหาอุบายเครื่องพ้น แต่ฆราวาสเป็นที่คับแคบดุจเป็นทางที่มาแห่งธุลี บรรพชาเป็นช่องว่าง พอที่จะแสวงหาอุบายนั้นได้ จึงน้อมพระหฤทัยไปในบรรพชา ฯ
๓.
การที่พระมหาบุรุษทรงเลิกบำเพ็ญทุกกรกิริยานั้น เพราะเหตุไร ?
ตอบ
เพราะทรงดำริว่า ทุกกรกิริยาที่ทรงบำเพ็ญนั้นจะยิ่งไปกว่านี้ไม่มี แต่ก็ไม่เป็นทางให้ตรัสรู้ได้ การบำเพ็ญเพียรทางจิตจักเป็นทางตรัสรู้ได้กระมัง แต่คนซูบผอมเช่นนี้ไม่สามารถทำได้ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกกรกิริยา กลับมาเสวยพระอาหารตามปกติ ฯ
๔.
อนัตตลักขณสูตร ว่าด้วยเรื่องอะไร ? ทรงแสดงเมื่อไร ? ผลเป็นอย่างไร ?
ตอบ
ว่าด้วย ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา ฯ
เมื่อวันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๘ ฯ
ผล คือจิตของปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พ้นแล้วจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ฯ
๕.
ฆราวาสที่บรรลุพระอรหัตผลคนแรกคือใคร ? เพราะฟังธรรมอะไร ?
ตอบ
คือ ยสกุลบุตร ฯ เพราะฟังอนุปุพพีกถา และอริยสัจ ๔ ฯ
๖.
พระพุทธเจ้าเลือกแคว้นมคธเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาเป็นแห่งแรก เพราะเหตุไร ?
ตอบ
เพราะแคว้นมคธ เป็นแคว้นใหญ่มีอำนาจและบริบูรณ์ด้วยสมบัติ มีประชาชนมาก มีเจ้าลัทธิมาก จึงทรงเลือก ฯ
๗.
พระอัครสาวกทั้ง ๒ องค์สำเร็จเป็นพระโสดาบันเพราะฟังธรรมจากใคร ?
ตอบ
พระสารีบุตร ฟังธรรมจากพระอัสสชิเถระ ฯ
พระโมคคัลลานะ ฟังธรรมจากพระสารีบุตร ฯ
๘.
พระพุทธรูป สังเวชนียสถาน ตุมพสถูป และ อังคารสถูป อย่างไหนเป็นบริโภคเจดีย์และอุทเทสิกเจดีย์ ?
ตอบ
สังเวชนียสถาน ตุมพสถูป และ อังคารสถูป เป็นบริโภคเจดีย์
พระพุทธรูป เป็นอุทเทสิกเจดีย์ ฯ
ศาสนพิธี
๙.
อุโบสถศีลมีกี่ข้อ? ข้อที่ ๓ ว่าอย่างไร? การเข้าจำอุโบสถศีลนี้อยู่ในหมวดไหนของศาสนพิธี?
ตอบ
มี ๘ ข้อ ฯ
ข้อที่ ๓ ว่า อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ฯ อยู่ในหมวดกุศลพิธี ฯ
๑๐.
การแสดงความเคารพในศาสนพิธีมีอะไรบ้าง ? ในแต่ละอย่างมีวิธีปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
มี ประนมมือ ๑ ไหว้ ๑ กราบ ๑ ฯ
ประนมมือ คือการกระพุ่มมือทั้งสองประกบกันไว้ระหว่างอกโดยให้ทุกนิ้วของมือทั้งสองแนบชิดติดตรงกัน
ไหว้ คือการยกมือที่ประนมขึ้นพร้อมก้มศีรษะเล็กน้อยให้มือประนมจรดหน้าผาก นิ้วมือทั้ง ๒ อยู่ระหว่างคิ้ว
กราบ คือการแสดงอาการกราบราบลงพื้นด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ฯ