ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๘

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
,
๑.
อนิจฺจตา ความไม่เที่ยงแห่งสังขาร กำหนดรู้ในทางง่ายได้ด้วยอาการอย่างไร ?
ตอบ
ด้วยความเกิดขึ้นในเบื้องต้น และความสิ้นในเบื้องปลาย ฯ
๒.
ฆนสัญญา คืออะไร ? กำหนดเห็นสังขารอย่างไร จึงถอนสัญญานั้นได้ ?
ตอบ
ฆนสัญญา คือความจำหมายว่าเป็นก้อน ได้แก่ความถือโดยนิมิตว่าเรา ว่าเขา ว่าผู้นั้น ว่าผู้นี้ ฯ กำหนดเห็นสังขารด้วยการพิจารณากำหนดเห็นสังขารกระจายเป็นส่วนย่อย ๆ จากฆนะ คือ ก้อน จนเห็นสังขารเป็นสภาพว่าง จึงถอนฆนสัญญาได้ ฯ
๓.
ไวพจน์แห่งวิราคะว่า มทนิมฺมทโน ธรรมยังความเมาให้สร่าง ความเมาในที่นี้ หมายถึงความเมาในอะไร ?
ตอบ
หมายถึงความเมาในอารมณ์อันยั่วยวนให้เกิดความเมาทุกประการ เช่นความถึงพร้อมแห่งชาติ สกุล อิสริยะ และบริวาร หรือลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือความเยาว์วัย ความหาโรคมิได้ และชีวิต ฯ
๔.
จงสงเคราะห์มรรคมีองค์ ๘ เข้าในวิสุทธิ ๗ มาดู ฯ
ตอบ
สงเคราะห์มรรคมีองค์ ๘ เข้าในวิสุทธิ ๗ ดังนี้
๑. สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ จัดเข้าในสีลวิสุทธิ
๒. สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จัดเข้าในจิตตวิสุทธิ
๓. สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ จัดเข้าในทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ
๕.
ในสมถกรรมฐาน ๔๐ ประการ มีนิมิตและภาวนากี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มีนิมิต ๓ คือบริกรรมนิมิต อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต และมีภาวนา ๓ คือบริกรรมภาวนา อุปจารภาวนา และอัปปนาภาวนา ฯ
๖.
ผู้เจริญเมตตาเป็นประจำ ย่อมได้รับอานิสงส์อะไรบ้าง ?
ตอบ
ได้รับอานิสงส์อย่างนี้
๑. หลับอยู่ก็เป็นสุข
๒. ตื่นอยู่ก็เป็นสุข
๓. ไม่ฝันเห็นสิ่งลามก
๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
๖. เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา
๗. ไฟไม่ไหม้ พิษหรือศัสตราวุธทั้งหลายไม่อาจประทุษร้าย
๘. จิตย่อมตั้งมั่นได้เร็วพลัน
๙. ผิวพรรณย่อมผ่องใสงดงาม
๑๐. ไม่หลงทำกาลกิริยา คือเมื่อจะตายย่อมได้สติ
๑๑. เมื่อตายแล้วแม้เกิดอีก ก็ย่อมเกิดในที่ดีเป็นที่เสวยสุข ถ้าไม่เสื่อมจากฌาน ก็ไปเกิดในพรหมโลก
๗.
สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรบ้าง ? การพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยความเป็นของปฏิกูล จัดเข้าในสติปัฏฐานข้อไหน ?
ตอบ
สติปัฏฐาน ๔ คือ
๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๔. ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
การพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยความเป็นของปฏิกูล จัดเข้าในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ฯ
๘.
พระพุทธองค์ทรงแสดงคิริมานนทสูตรที่ไหน ? แก่ใคร ? ว่าด้วยเรื่องอะไร ?
ตอบ
ทรงแสดงที่พระเชตวัน เมืองสาวัตถี ฯ แก่พระอานนท์ ฯ ว่าด้วยสัญญา ๑๐ ฯ
๙.
ท่านว่า ผู้ที่จะเจริญวิปัสสนาปัญญา พึงรู้ฐานะ ๖ ก่อน ฐานะ ๖ นั้น มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ฐานะ ๖ มี
๑. อนิจจะ ของไม่เที่ยง
๒. อนิจจลักขณะ เครื่องหมายที่จะให้กำหนดรู้ว่าไม่เที่ยง
๓. ทุกขะ ของสัตว์ทนได้ยาก
๔. ทุกขลักขณะ เครื่องหมายที่จะให้กำหนดรู้ว่าเป็นทุกข์
๕. อนัตตา สิ่งสภาพไม่ใช่ตัวตน
๖. อนัตตลักขณะ เครื่องหมายที่จะกำหนดรู้ว่าเป็นอนัตตา
๑๐.
บรรดาอาการ ๓๒ ประการนั้น ส่วนที่เป็นอาโปธาตุมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ส่วนที่เป็นอาโปธาตุในอาการ ๓๒ ประกา คือ ดี เสมหะ น้าเหลือง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ และมูตร ฯ

วินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๘

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง วันจันทร์ ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
,
๑.
สังฆกรรมย่อมวิบัติ โดยอะไรบ้าง ? สงฆ์ให้อุปสมบทแก่อภัพพบุคคล เป็นสังฆกรรมวิบัติโดยอะไร ?
ตอบ
สังฆกรรมย่อมวิบัติโดยวัตถุ สีมา ปริสะ และกรรมวาจา ฯ สงฆ์ให้อุปสมบทแก่อภัพพบุคคล เป็นสังฆกรรมวิบัติโดยวัตถุ ฯ
๒.
สีมา มีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ? ประเภทไหนสมมติเป็นติจีวราวิปปวาสไม่ได้ ?
ตอบ
สีมามี ๒ ประเภท คือ
๑. พัทธสีมา คือแดนที่ผูก หมายถึงเขตอันสงฆ์กำหนดเอาเอง
๒. อพัทธสีมา คือแดนที่ไม่ได้ผูก หมายถึงเขตอันเขากำหนดไว้โดยปกติของบ้านเมือง หรือเขตที่มีสัญญัติอย่างอื่นเป็นเครื่องกำหนด ฯ
ประเภทอพัทธสีมาสมมติเป็นติจีวราวิปปวาสไม่ได้ ฯ
๓.
ภิกษุผู้ควรได้รับเลือกให้เป็นเจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์ พึงประกอบด้วยคุณสมบัติอะไรบ้าง ? และจะปฏิบัติหน้าที่นั้นได้ตั้งแต่เมื่อไร ?
ตอบ
ภิกษุผู้ควรได้รับเลือกให้เป็นเจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์ พึงประกอบด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ คือ
๑. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ
๒. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะเกลียดชัง
๓. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะงมงาย
๔. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะกลัว
๕. เข้าใจการทำหน้าที่อย่างนั้น
จะปฏิบัติหน้าที่นั้นได้ตั้งแต่สงฆ์สวดสมมติด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาให้เป็นเจ้าหน้าที่นั้น ฯ
๔.
อานิสงส์กฐินจะสิ้นสุดลง เพราะเหตุอะไรบ้าง ?
ตอบ
เพราะปลิโพธ ๒ ประการ คือ อาวาสปลิโพธ ความกังวลในอาวาส และจีวรปลิโพธ ความกังวลในจีวร ขาดลง และสิ้นสุดเขตจีวรกาล ฯ
๕.
อภัพพบุคคลผู้กระทำผิดต่อพระศาสนา ถูกห้ามอุปสมบท มีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๗ ประเภท คือ
๑. คนฆ่าพระอรหันต์
๒. คนทำร้ายภิกษุณี ได้แก่ผู้ข่มขืนภิกษุณีในอัชฌาจาร
๓. คนลักเพศ คือคนถือเพศเป็นภิกษุเอง
๔. ภิกษุไปเข้ารีตเดียรถีย์
๕. ภิกษุต้องปาราชิกละเพศไปแล้ว
๖. ภิกษุทำสังฆเภท
๗. คนทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต
๖.
การโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติ ทำด้วยกายก็ได้ ด้วยวาจาก็ได้ อยากทราบว่า การโจทด้วยกายนั้นทำอย่างไร ?
ตอบ
ทำโดยแสดงอาการไม่นับถือว่าเป็นภิกษุ มีการไม่อภิวาทเป็นต้น การเขียนหนังสือโจท ก็จัดว่าเป็นการโจทด้วยกาย ฯ
๗.
อธิกรณ์อันสงฆ์วินิจฉัยแล้ว ฝ่ายไม่ชอบใจ จักอุทธรณ์ต่อสงฆ์อื่นให้วินิจฉัยใหม่ได้หรือไม่ ? จงอธิบายพอเข้าใจ
ตอบ
ได้ก็มี ไม่ได้ก็มี ฯ ตามสิกขาบทที่ ๓ แห่งสัปปาณวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ โจทก์ก็ดี จำเลยก็ดี สงฆ์ก็ดี รู้อยู่ว่าอธิกรณ์นั้น สงฆ์หมู่นั้นวินิจฉัยเป็นธรรมแล้ว ฟื้นขึ้นเพื่อวินิจฉัยใหม่ ต้องอาบัติปาจิตติยะ เป็นอันอุทธรณ์ไม่ได้ แต่ถ้าเห็นว่าไม่เป็นธรรม ฟื้นขึ้นไม่เป็นอาบัติ เป็นอันอุทธรณ์ได้ ฯ
๘.
รัตติเฉท คืออะไร ? รัตติเฉทของภิกษุผู้ประพฤติมานัต มีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
รัตติเฉท คือการขาดราตรี ฯ รัตติเฉทของภิกษุผู้ประพฤติมานัตมี ๔ อย่าง คือ
๑. สหวาโส อยู่ร่วม
๒. วิปฺปวาโส อยู่ปราศ
๓. อนาโรจนา ไม่บอก
๔. อูเน คเณ จรณํ ประพฤติในคณะอันพร่อง
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
๙.
ที่วัดและที่ซึ่งขึ้นต่อวัด ตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๓ อย่าง คือ
๑. ที่วัด คือที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น
๒. ที่ธรณีสงฆ์ คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด
๓. ที่กัลปนา คือที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัดหรือพระศาสนา
๑๐.
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์มาตรา ๓๗ ระบุหน้าที่เจ้าอาวาสไว้กี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
ระบุไว้ ๔ อย่าง คือ
๑. บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี
๒. ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม
๓. เป็นธุระในการศึกษาอบรมและสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์
๔. ให้ความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศล

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๐

ปัญหาวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง วันอาทิตย์ ที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
,
ชยํ เวรํ ปสวติ    ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต อุปสนฺโต สุขํ เสติ    หิตฺวา ชยปราชยํ.
ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ คนละความชน และความแพ้ได้แล้ว สงบใจได้ ย่อมนอนเป็นสุข.

(พุทฺธ) ขุ. ธ.๒๕/๔๒.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๓ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

พุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๐

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง วันอังคาร ที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
,
๑.
อาสภิวาจาคือวาจาเช่นไร ? มีใจความว่าอย่างไร ?
ตอบ
คือวาจาที่เปล่งอย่างองอาจ เป็นภาษิตของบุรุษพิเศษอาชาไนย ฯ มีใจความว่า เราเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก ฯ
๒.
พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานจาตุรงคมหาปธาน มีใจความว่าอย่างไร ? ที่ไหน ? และได้รับผลอย่างไร ?
ตอบ
มีใจความว่า หากยังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วจักไม่ลุกขึ้น แม้เนื้อและเลือดจะแห้งเหือดไป เหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูก ก็ตาม ฯ ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ฯ ได้รับผลคือ บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณสมดังพระหฤทัย ฯ
๓.
ทางปฏิบัติที่สุด ๒ อย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพนั้นคืออะไรบ้าง ? มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
คือ
ก. กามสุขัลลิกานุโยค
ข. อัตตกิลมถานุโยค
มีอธิบายดังนี้
ก. กามสุขัลลิกานุโยค คือการประกอบตนให้พัวพันด้วยสุขในกาม เป็นธรรมอันเลว เป็นเหตุตั้งบ้านเรือน เป็นของคนมีกิเลสหนา ไม่ใช่ของคนอริยะคือผู้บริสุทธิ์ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ข. อัตตกิลมถานุโยค คือการประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเปล่า ให้เกิดทุกข์แก่ผู้ประกอบ ไม่ทำผู้ประกอบให้เป็นอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ฯ
๔.
พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมบริวาร โดยบังเอิญหรือโดยตั้งพระหฤทัยไว้ก่อน ? มีหลักฐานสนับสนุนคำตอบนั้นอย่างไร ?
ตอบ
โดยตั้งพระหฤทัยไว้ก่อน ฯ มีหลักฐานปรากฏว่า ในครั้งที่ทรงส่งพระสาวก ๖๐ องค์แรกไปประกาศพระพุทธศาสนาในที่ต่าง ๆ ทรงมีพระดำรัสว่า “แม้เราก็จะไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อจะแสดงธรรม” ฯ
๕.
พระอัสสชิแสดงธรรมแก่อุปติสสปริพาชกมีความว่าอย่างไร ? และมีผลอย่างไร ?
ตอบ
มีความว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุของธรรมนั้นและความดับแห่งธรรมนั้น พระศาสดาทรงสอนอย่างนี้ ฯ มีผล คือ อุปติสสปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรมว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา ฯ
๖.
พระมหากัสสปเถระประพฤติธุดงควัตรเพราะเห็นอำนาจประโยชน์อย่างไร ?
ตอบ
เพราะเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ อย่างคือ
๑. การอยู่เป็นสุขในบัดนี้ของตน
๒. เพื่ออนุเคราะห์ประชุมชนในภายหลัง จะได้เป็นทิฏฐานุคติแห่งคนผู้มาเกิดในภายหลัง เมื่อทราบว่า สาวกของพระพุทธเจ้าได้ประพฤติอย่างนี้ เขาจะได้ประพฤติตาม ซึ่งเป็นทางอำนวยสุขแก่เขาเอง
๗.
พระพุทธองค์ทรงแสดงสุจริตธรรมโปรดพระเจ้าสุทโธทนะแล พระนางมหาปชาบดีโคตมี ทำให้ทั้ง ๒ พระองค์ได้บรรลุอริยผลชั้นไหน ?
ตอบ
ทำให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงบรรลุสกทาคามิผล และพระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงบรรลุโสดาปัตติผล ฯ
๘.
พระสารีบุตรนิพพานที่ไหน ? ท่านเลือกสถานที่นั้นเพราะเหตุไร ?
ตอบ
พระสารีบุตรนิพพานที่นาลันทคาม แคว้นมคธ ฯ ท่านเลือกสถานที่นั้นเพราะตั้งใจจะโปรดนางสารีพราหมณีผู้เป็นมารดาของท่าน ให้พ้นจากมิจฉาทิฏฐิก่อนที่ท่านจะนิพพาน ฯ
๙.
พระปุณณมันตานีบุตรเป็นชาวเมืองไหน ? ตั้งอยู่ในคุณธรรม อะไรบ้าง ?
ตอบ
พระปุณณมันตานีบุตรเป็นชาวเมืองกบิลพัสดุ์ ฯ ท่านตั้งอยู่ในคุณธรรม ๑๐ ประการ คือ มักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่ชอบเกี่ยวข้องด้วยหมู่ ปรารภความเพียร บริบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ความรู้เห็นในวิมุตติ ฯ
๑๐.
หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระสาวกองค์ใดเป็นประธานในการทำปฐมสังคายนา ? เพราะปรารภเหตุใด ?
ตอบ
พระมหากัสสปะ ฯ เพราะปรารภคำกล่าวจาบจ้วงพระธรรมวินัยของพระสุภัททะผู้บวชตอนแก่ ในระหว่างเดินทางมาสักการะพระพุทธสรีระ ฯ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๙

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง วันพฤหัสบดี ที่ ๑๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
,
๑.
อุทเทสว่า “สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้” โลกในที่นี้ หมายถึงอะไร ? คนมีลักษณะอย่างไรชื่อว่าหมกอยู่ในโลก ?
ตอบ
หมายถึง โลก โดยตรงได้แก่แผ่นดินเป็นที่อาศัย โดยอ้อมได้แก่หมู่สัตว์ผู้อาศัย ฯ คนผู้ไร้วิจารณญาณไม่หยั่งเห็นโดยถ่องแท้ เพลิดเพลินในสิ่งอันให้โทษ ระเริงจนเกินพอดีในสิ่งอันอาจให้โทษ ติดในสิ่งอันเป็นอุปการะจนถอนตนไม่ออก คนมีลักษณะอย่างนี้ ย่อมได้รับสุขบ้างทุกข์บ้าง แม้สุขก็เป็นเพียงสามิสสุข สุขอันมีเหยื่อล่อใจ เป็นเหตุให้ติด ดุจเหยื่ออันเบ็ดเกี่ยวไว้ฉะนั้น ฯ
๒.
นิพพิทาคืออะไร ? ปฏิปทาเครื่องงดำเนินให้ถึงนิพพิทานั้นอย่างไร ?
ตอบ
นิพพิทา คือความหน่ายในทุกขขันธ์ ฯ ปฏิปทาเครื่องงดำเนินให้ถึงนิพพิทานั้น อย่างนี้คือ พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอันตตา ย่อมเกิดนิพพิทา เบื่อหน่ายในทุกขขันธ์ ไม่เพลิดเพลินยึดมั่นหมกมุ่นอยู่ในสังขารอันยั่วยวนเสน่หา ฯ
๓.
วิราคะ ได้แก่อะไร ? คำว่า “วฏฺฏูปจฺเฉโท ธรรมเข้าไปตัดเสียซึ่งวัฏฏะ” มีอธิบายว่าอย่างไร ?
ตอบ
วิราคะ ได้แก่ ความสิ้นกำหนัด ฯ อธิบายว่า วัฏฏะ หมายเอาความเวียนว่ายตายเกิดด้วยอำนาจกิเลส กรรม และวิบาก วิราคะเข้าไปตัดความเวียนว่ายตายเกิดนั้น จึงเรียกว่า วฏฺฏูปจฺเฉโท ธรรมเข้าไปตัดเสียซึ่ง วัฏฏะ ฯ
๔.
ความหลุดพ้นอย่างไรเป็นสมุจเฉทวิมุตติ ? จัดเป็นโลกิยะหรือโลกุตตระ ?
ตอบ
ความหลุดพ้นด้วยการตัดกิเลสได้เด็ดขาด ได้แก่อริยมรรค เป็นสมุจเฉทวิมุตติ ฯ จัดเป็นโลกุตตระ ฯ
๕.
ธรรมอะไรเป็นยอดแห่งสังขตธรรม ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
อัฏฐังคิกมรรคเป็นยอดแห่งสังขตธรรม ฯ เพราะองค์ ๘ แต่ละองค์ ๆ ของอัฏฐังคิกมรรค ก็เป็นธรรมดี ๆ รวมกันเข้าทั้ง ๘ ย่อมเป็นธรรมดียิ่งนัก และเป็นทางเดียวนำไปถึงความดับทุกข์หรือถึงความหมดจดแห่งทัสสนะ ฯ
๖.
สันติ ความสงบ เกิดขึ้นที่ใด ? มีปฏิปทาที่จะดำเนินอย่างไร ?
ตอบ
เกิดขึ้นที่กาย วาจา ใจ ฯ มีปฏิปทาที่จะดำเนิน คือ ปฏิบัติกาย วาจา ใจ ให้สงบจากโทษเวรภัย ด้วยการละโลกามิส คือกามคุณ ๕ ฯ
๗.
พระบาลีว่า “สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ธรรมเป็นที่สละอุปธิทั้งปวง” ในคำนี้ อุปธิ เป็นชื่อของอะไรได้บ้าง ? แต่ละอย่างมีอธิบายว่าอย่างไร ?
ตอบ
เป็นชื่อของกิเลสและปัญจขันธ์ ฯ ที่เป็นชื่อของกิเลส มีอธิบายว่า เข้าไปทรงคือเข้าครอง ที่เป็นชื่อแห่งปัญจขันธ์ มีอธิบายว่า เข้าไปทรงคือหอบไว้ซ่งทุกข์ ฯ
๘.
คติ คืออะไร ? สัตว์โลกที่ตายไป มีคติเป็นอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
คติ คือ ภูมิหรือภพเป็นที่ไปหลังจากตายแล้ว ฯ
สัตว์โลกที่ตายไป มีคติเป็น ๒ คือ
๑. ทุคติ ภูมิเป็นที่ไปข้างชั่ว ซึ่งเกิดจากการประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ
๒. สุคติ ภูมิเป็นที่ไปข้างดี ซึ่งเกิดจากการประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ
๙.
ในพระพุทธคุณ ๙ ประการนั้น ส่วนไหนเป็นเหตุ ส่วนไหนเป็นผล ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
พระพุทธคุณ ส่วนอัตตสมบัติ เป็นเหตุ ส่วนปรหิตปฏิบัติ เป็นผล ฯ เพราะทรงบริบูรณ์ด้วยพระพุทธคุณส่วนอัตตสมบัติก่อนแล้ว จึงทรงบำเพ็ญพุทธกิจใสำเร็จประโยชน์แก่เวไนย ฯ
๑๐.
ในวิสุทธิ ๗ วิสุทธิข้อไหนบ้าง เป็นเหตุให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่แห่งวิปัสสนา ? เพราะเหตุไร ? จงอธิบาย
ตอบ
ข้อสีลวิสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งศีล และจิตตวิสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งจิต เป็นเหตุให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่แห่งวิปัสสนา ฯ เพราะผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ จิตย่อมไม่สงบ เมื่อจิตไม่สงบก็ยากที่จะเจริญวิปัสสนา ฯ

วินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๙

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
,
๑.
มูลเหตุที่ทำให้เกิดสังฆกรรมมีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มูลเหตุที่ทำให้เกิดสังฆกรรมมี ๒ อย่าง คือ
๑. มีภิกษุบริษัทเพิ่มจำนวนมากขึ้น
๒. มีพระพุทธประสงค์เพื่อให้สงฆ์เป็นใหญ่ในการบริหารหมู่คณะ
๒.
ญัตติและอนุสาวนา หมายถึงอะไร ? อนุสาวนามีใช้ในสังฆกรรมอะไรบ้าง ?
ตอบ
ญัตติ หมายถึง คำเผดียงสงฆ์ อนุสาวนา หมายถึง คำประกาศคำปรึกษาและข้อตกลงของสงฆ์ ฯ
อนุสาวนามีใช้ใน ๒ สังฆกรรม คือ
๑. ญัตติทุติยกรรม
๒. ญัตติจตุตถกรรม
๓.
การทักนิมิตในทิศทั้ง ๘ นั้น ทักทิศละหนถูกต้องหรือไม่ ? เพราะเหตุไร ? จงเขียนคำทักนิมิตในทิศตะวันออกเฉียงเหนือมาดู ?
ตอบ
การทักนิมิตในทิศทั้ง ๘ นั้น ทักทิศละหน ไม่ถูกต้อง ฯ ที่ถูกต้องนั้น เมื่อเริ่มต้นทักนิมิตในทิศบูรพาแล้ว ทักมาโดยลำดับจนถึงนิมิตสุดท้ายแล้ว ต้องทักนิมิตในทิศบูรพาซ้ำอีก ฯ
คำทักนิมิตในทิศตะวันออกเฉียงเหนือว่าดังนี้ “อุตฺตราย อนุทิสาย กิํ นิมิตฺตํ” ฯ
๔.
คำว่า “เจ้าอธิการ” ในพระวินัยหมายถึงใคร ? มีกี่แผนก ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
เจ้าอธิการ หมายถึง ภิกษุที่สงฆ์สมมติให้เป็นเจ้าหน้าที่ทำกิจการของสงฆ์ มี ๕ แผนก คือ
๑. เจ้าอธิการแห่งจีวร
๒. เจ้าอธิการแห่งอาหาร
๓. เจ้าอธิการแห่งเสนาสนะ
๔. เจ้าอธิการแห่งอาราม
๕. เจ้าอธิการแห่งคลัง
๕.
กรานกฐิน ได้แก่การทำอย่างไร ? จงเขียนคำอนุโมทนากฐินมาดู ?
ตอบ
กรานกฐิน ได้แก่ เมื่อมีผ้าเกิดขึ้นแก่สงฆ์ในเดือนท้ายฤดูฝน พอจะทำเป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งได้ สงฆ์พร้อมใจกันยกให้แก่ภิกษุรูปหนึ่งผู้เหมาะสม ภิกษุผู้ได้รับผ้านั้นนำไปทำเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่งใหแล้วเสร็จในวันนั้น แล้วมาบอกแก่ภิกษุผู้ยกผ้านั้นให้เพื่ออนุโมทนา ภิกษุเหล่านั้นอนุโมทนาทั้งหมด นี้คือ กรานกฐิน ฯ
คำอนุโมทนากฐินว่า อตฺถตํ ภนฺเต สงฺฆสฺส กฐินํ ธมฺมิโก กฐินตฺถาโร อนุโมทามิ ฯ
๖.
การบอกนิสสัย ๔ และอกรณียะ ๔ บอกในเวลาใด ? และใครเป็นผู้บอก ?
ตอบ
ท่านให้บอกในลำดับแห่งอุปสมบทแล้ว ห้ามไม่ให้บอกก่อนหน้าอุปสมบท ฯ อุปัชฌายะบอกก็ได้ กรรมวาจาจารย์หรืออนุสาวนาจารย์บอกก็ได้ ฯ
๗.
อนุวาทาธิกรณ์ คืออะไร ? เมื่อเกิดขึ้นใครต้องขวนขวายเพื่อระงับ ? หากปล่อยไว้จะเกิดผลเสียอย่างไร ?
ตอบ
อนุวาทาธิกรณ์ คือการโจทกันด้วยอาบัตินั้น ๆ ฯ ภิกษุผู้เป็นประธานสงฆ์ พึงขวนขวายรีบระงับ ฯ หากไม่รีบระงับจะทำให้เสียสีลสามัญญตาและเสียสามัคคี เป็นทางแตกเป็นนานาสังวาส ฯ
๘.
ในทางพระวินัย การคว่ำบาตร หมายถึงอะไร ? และจะหงายบาตรได้ เมื่อไร ?
ตอบ
การคว่ำบาตร หมายถึง การไม่ให้คบหาสมาคมด้วยลักษณะ ๓ ประการ คือ
๑. ไม่รับบิณฑบาตของเขา
๒. ไม่รับนิมนต์ของเขา
๓. ไม่รับไทยธรรมของเขา
เมื่อผู้ถูกคว่ำบาตรนั้นเลิกกล่าวติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น นั้นแล้วกลับประพฤติดี พึงหงายบาตรแก่เขาได้ ฯ
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
๙.
องค์กรปกครองคณะสงฆ์สูงสุด เรียกว่าอะไร ? มีกำหนดองค์ประกอบไว้อย่างไรบ้าง ?
ตอบ
องค์กรปกครองคณะสงฆ์สูงสุด เรียกว่า มหาเถรสมาคม ฯ มีกำหนดองค์ประกอบไวดั้งนี้
๑. สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ โดยตำแหน่ง
๒. สมเด็จพระราชาคณะทุกรูป เป็นกรรมการ โดยตำแหน่ง
๓. พระราชาคณะซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง มีจำนวนไม่เกิน ๑๒ รูป เป็นกรรมการ
๑๐.
ผู้ใดใส่ความคณะสงฆ์หรือคณะสงฆ์อื่น อันอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหรือความแตกแยก มีโทษอย่างไร ?
ตอบ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฯ

พุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๑

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง วันจันทร์ ๒๖ ที่ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑
,
๑.
ศากยวงศ์สืบเชื้อสายมาจากใคร ? ที่ได้นามว่าศากยะ เพราะเหตุไร ?
ตอบ
สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าโอกกากราช ฯ ที่ได้นามว่าศากยะเพราะเหตุ ๒ ประการ คือ
๑. เพราะได้ชื่อตามชนบทที่ตั้งเมือง
๒. เพราะมีความกล้าหาญ สามารถตั้งเมืองได้เอง
๒.
ที่สุดโต่งอันบรรพชิตไม่ควรเสพคืออะไรบ้าง ? ที่สุดโต่งนั้น มีโทษอย่างไร ?
ตอบ
ที่สุดโต่งอันบรรพชิตไม่ควรเสพคือ
ก. กามสุขัลลิกานุโยค
ข. อัตตกิลมถานุโยค
มีโทษดังนี้
ก. กามสุขัลลิกานุโยค คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยสุขในกาม เป็นธรรมอันเลว เป็นเหตุตั้งบ้านเรือน เป็นของคนมีกิเลสหนา ไม่ใช่ของคนอริยะคือผู้บริสุทธิ์ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ข. อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเปล่า ให้เกิดทุกข์แก่ผู้ประกอบ ไม่ทำผู้ประกอบให้เป็นอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
๓.
ภัพพบุคคล คือบุคคลเช่นใด ? ประเภทที่ ๑ ท่านเปรียบด้วยอะไร ?
ตอบ
ภัพพบุคคล คือบุคคลผู้สามารถจะตรัสรู้ธรรมได้ ฯ ภัพพบุคคลประเภทที่ ๑ คือ อุคฆติตัญญู เปรียบด้วยดอกบัวพ้นน้ำ เมื่อต้องแสงพระอาทิตย์ก็จักบานในวันนั้น ฯ
๔.
พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ที่ไหน ? มีใจความย่อว่าอย่างไร ?
ตอบ
พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ที่เวฬุวนาราม กรุงราชคฤห์ ฯ ใจความย่อว่า ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม ทำใจให้บริสุทธิ์ ฯ
๕.
หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปะได้ทำกิจใดที่สำคัญแก่พระศาสนา ? จงอธิบาย
ตอบ
ท่านได้ทำกิจที่สำคัญ คือเป็นผู้ชักชวนภิกษุสงฆ์ทำสังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัย และเป็นประธานในการทำสังคายนานั้น อันเป็นเหตุให้พระศาสนาตั้งมั่นถาวรสืบมาจนถึงปัจจุบัน ฯ
๖.
ปัญหาว่า “โลกคือหมู่สัตว์ อันอะไรปิดบังไว้ จึงหลงดุจอยู่ในที่มืด” ดังนี้ ใครเป็นผู้ถาม ? ได้รับคำพยากรณ์ว่าอย่างไร ?
ตอบ
อชิตมาณพเป็นผู้ถาม ฯ ได้รับการพยากรณ์ว่า โลกคือหมู่สัตว์ อันอวิชชาคือความไม่รู้แจ้งปิดบังไว้ จึงหลงอยู่ในที่มืด ฯ
๗.
พระภัททิยเถระ มักเปล่งอุทานเนือง ๆ ว่า สุขหนอ ๆ ดังนี้ เพราะเหตุไร ?
ตอบ
เพราะเมื่อก่อนท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ต้องจัดการรักษาป้องกันทั้งในวังนอกวัง ทั้งในเมืองนอกเมือง จนตลอดทั่วอาณาเขต แม้มีคนคอยรักษาอย่างนี้แล้ว ยังต้องหวาดระแวงสะดุ้งกลัวอยู่เป็นนิตย์ ครั้นทรงออกบวชได้บรรลุอรหัตผลแล้ว แม้อยู่ในที่ไหน ๆ ก็ไม่หวาดระแวง ไม่สะดุ้งกลัว ไม่ต้องขวนขวาย มีใจปลอดโปร่ง เป็นอิสระแก่ตน จึงเปล่งอุทานเช่นนั้น ฯ
๘.
ในครั้งปฐมสังคายนา พระสาวกองค์ใดรับหน้าที่วิสัชนาพระวินัย ? ท่านอุปสมบทพร้อมกับใครบ้าง ?
ตอบ
ในครั้งปฐมสังคายนา พระอุบาลีเถระใดรับหน้าที่วิสัชนาพระวินัย ฯ ท่านอุปสมบทพร้อมกับเจ้าศากยะ ๕ พระองค์ คือ ภัททิยะ อนุรุทธะ อานนท์ ภัคคุ กิมพิละ กับเจ้าโกลิยะ ๑ องค์ คือเทวทัต ฯ
๙.
ภิกษุณีผู้มีชื่อต่อไปนี้ได้รับเอตทัคคะในทางไหน ?
ก. พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี
ข. พระเขมาเถรี
ค. พระอุบลวัณณาเถรี
ง. พระปฏาจาราเถรี
จ. พระธัมมทินนาเถรี
ตอบ
ก. พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางรัตตัญญู
ข. พระเขมาเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางมีปัญญา
ค. พระอุบลวัณณาเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางมีฤทธิ์
ง. พระปฏาจาราเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางทรงวินัย
จ. พระธัมมทินนาเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางธรรมกถึก
๑๐.
สุภัททวุฑฒบรรพชิต กล่าวจาบจ้วงพระธรรมวินัยว่าอย่างไร ? และทำให้เกิดเหตุการณ์อะไรในกาลต่อมา ?
ตอบ
สุภัททวุฑฒบรรพชิต กล่าวจาบจ้วงพระธรรมวินัยว่า “เราทั้งหลายพ้นดีแล้วจากพระสมณะนั้น บัดนี้ เราพอใจจะทำสิ่งใดก็ทำ หรือ มิพอใจทำสิ่งใดก็ไม่ต้องทำ” ฯ เป็นเหตุให้เกิดสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๑ ฯ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๐

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง วันจันทร์ ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
,
๑.
ลักษณะเช่นใดบ้าง เป็นเครื่องกำหนดให้รู้ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ? จงอธิบาย
ตอบ
ลักษณะเป็นเครื่องกำหนดให้รู้ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีดังนี้
ก. กำหนดรู้ในทางง่าย ด้วยความเกิดขึ้นในเบื้องต้น และความสิ้นในเบื้องปลาย
ข. กำหนดรู้ในทางละเอียดกว่านั้น ด้วยความแปรในระหว่างเกิดและดับ
ค. กำหนดรู้ในทางสุขุม ด้วยความแปรแห่งสังขารในชั่วขณะหนึ่ง ๆ ไม่คงที่อยู่นาน เช่น ความรู้สึกสุขทุกข์ เป็นต้น
๒.
ทุกขลักขณะ และ ทุกขานุปัสสนา เป็นอย่างเดียวกันหรือต่างกัน ? จงอธิบาย
ตอบ
ต่างกันคือ
ก. ทุกขลักขณะ ได้แก่ ลักษณะที่เป็นทุกข์แห่งสังขาร เพราะถูกบีบคั้นจากปัจจัยต่าง ๆ
ข. ทุกขานุปัสสนา ได้แก่ ปัญญาพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นทุกข์
๓.
ตัณหา เมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดที่ไหน และเมื่อดับย่อมดับที่ไหน ? ตัณหานั้นย่อมสิ้นไปเพราะธรรมอะไร ?
ตอบ
ตัณหา เมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดในสิ่งเป็นที่รักที่ยินดีในโลก เมื่อดับย่อมดับในสิ่งเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ฯ ตัณหานั้นย่อมสิ้นไปเพราะวิราคะ คือพระนิพพาน ฯ
๔.
พระบาลีว่า “ปญฺาย ปริสุชฺฌติ บุคคลย่อมหมดจดด้วยปัญญา” มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
มีอธิบายว่า ผู้พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เกิดความเบื่อหน่ายแล้ววางเฉยในสังขารนั้น ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ได้บรรลุอริยมรรคอริยผล ความหมดจดย่อมเกิดด้วยปัญญาอย่างนี้ ฯ
๕.
ในวิมุตติ ๕ วิมุตติใดจัดเป็น อริยมรรค อริยผล นิพพาน ?
ตอบ
๑. สมุจเฉทวิมุตติ จัดเป็น อริยมรรค
๒. ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ จัดเป็น อริยผล
๓. นิสสรณวิมุตติ จัดเป็น นิพพาน
๖.
จงจัดมรรค ๘ เข้าในวิสุทธิ ๗ มาดู
ตอบ
ก. สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ จัดเข้าในสีลวิสุทธิ
ข. สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จัดเข้าในจิตตวิสุทธิ
ค. สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ จัดเข้าในทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ
๗.
สันติแปลว่าอะไร ? เป็นโลกิยะ หรือโลกุตตระ ?
ตอบ
สันติ แปลว่า ความสงบ ฯ เป็นได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตตระ ฯ
๘.
ในส่วนสังสารวัฏฏ์ สัตว์โลกตายแล้วมีคติเป็นอย่างไร ? มีอุทเทสบาลีแสดงไว้อย่างไร ?
ตอบ
สัตว์โลกตายแล้วมีคติเป็น ๒ คือ สุคติ และทุคติ ฯ มีอุทเทสบาลีแสดงว่า จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ฯ
๙.
เจริญมรณัสสติอย่างไรจึงจะแยบคาย ?
ตอบ
เจริญพร้อมด้วยองค์ ๓ คือ สติ ระลึกถึงความตาย ๑ ญาณ รู้ว่าความตายจักมีแก่ตน ๑ เกิดสังเวชสลดใจ ๑ เจริญอย่างนี้ จึงจะแยบคาย ฯ
๑๐.
สมถะ กับ วิปัสสนา ให้ผลต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ให้ผลต่างกันดังนี้
๑. สมถะ ให้ผลคือทำให้ใจสงบระงับจากนิวรณ์ทั้ง ๕
๒. วิปัสสนา ให้ผลคือทำให้ได้ปัญญาเห็นสภาวธรรม ตามความเป็นจริง

วินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๐

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง วันพุธ ที่ ๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
,
๑.
สังฆกรรม ๔ นั้น อย่างไหนต้องทำในสีมา อย่างไหนทำนอกสีมาก็ได้ ?
ตอบ
ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม และญัตติจตุตถกรรม ต้องทำในสีมาเท่านั้น ส่วนอปโลกนกรรม ทำนอกสีมาได้ ฯ
๒.
สีมา มีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
สีมา มี ๒ ประเภท คือ พัทธสีมา และ อพัทธสีมา ฯ
๓.
พระทัพพมัลลบุตร มีความดำริอย่างไร ? พระศาสดาทรงทราบแล้ว ทรงสาธุการตรัสให้สงฆ์สมมติให้ท่านรับหน้าที่อะไรบ้าง ?
ตอบ
ท่านดำริว่า ท่านอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ควรจะรับธุระของสงฆ์ จึงกราบทูลพระศาสดา ฯ ทรงสาธุการแล้วตรัสให้สงฆ์สมมติท่านให้เป็นภัตตุทเทสกะ และเสนาสนคาหาปกะ ฯ
๔.
กฐิน มีชื่อมาจากอะไร ? ผ้าที่เป็นกฐินได้มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
กฐิน มีชื่อมาจากชื่อไม้สะดึงที่ลาดหรือกางออกสำหรับขึงจีวรเพื่อเย็บ
ผ้าที่เป็นกฐินได้ มี
๑. ผ้าใหม่
๒. ผ้าเทียมใหม่คือผ้าฟอกสะอาดแล้ว
๓. ผ้าเก่า
๔. ผ้าบังสุกุล
๕. ผ้าที่ตกตามร้านตลาดซึ่งเขานำมาถวายสงฆ์
๕.
อภัพพบุคคลในอุปสมบทกรรมได้แก่บุคคลเช่นไร ? โดยวัตถุมีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
ได้แก่บุคคลที่ไม่สมควรแก่การอุปสมบท อุปสมบทไม่ขึ้น ถูกห้ามอุปสมบทตลอดชีวิต ฯ โดยวัตถุมี ๓ คือ
๑. พวกที่มีเพศบกพร่อง ไม่รู้ว่าเป็นชายหรือเป็นหญิง
๒. พวกประพฤติผิดพระธรรมวินัย เช่น ฆ่าพระอรหันต์ เป็นต้น
๓. พวกประพฤติผิดต่อผู้ให้กำเนิดของตน คือ ฆ่ามารดาบิดา
๖.
อนุวาทาธิกรณ์เช่นไร อันภิกษุจะพึงยกขึ้นพิจารณาตัดสินได้ ?
ตอบ
ต้องเป็นเรื่องมีมูล คือ
๑. เรื่องที่ได้เห็นเอง
๒. เรื่องที่ได้ยินเองหรือมีผู้บอกและเชื่อว่าเป็นจริง
๓. เรื่องที่เว้นจาก ๒ สถานนั้นแต่รังเกียจโดยอาการ
๗.
สัมมุขาวินัยมีองค์เท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มีองค์ ๔ คือ
๑. ในที่พร้อมหน้าสงฆ์
๒. ในที่พร้อมหน้าธรรม
๓. ในที่พร้อมหน้าวินัย
๔. ในที่พร้อมหน้าบุคคล
๘.
วุฏฐานวิธีหมายถึงอะไร ? ในการทำวุฏฐานวิธีแต่ละอย่างนั้น ต้องการสงฆ์จำนวนเท่าไรเป็นอย่างน้อย ?
ตอบ
วุฏฐานวิธี หมายถึง ระเบียบวิธีเป็นเครื่องออกจากอาบัติสังฆาทิเสส ฯ อัพภาน ต้องการสงฆ์ ๒๐ รูปเป็นอย่างน้อย นอกนั้นต้องการ ตั้งแต่ ๔ รูป ขึ้นไป ฯ
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
๙.
กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง พ้นจากตาแหน่งเมื่อใด ?
ตอบ
พ้นเมื่อ
๑. มรณภาพ
๒. พ้นจากความเป็นพระภิกษุ
๓. ลาออก
๔. สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้ออก
๕. อยู่ครบวาระ ๒ ปี
๑๐.
จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้
๑. ที่วัด
๒. ที่ธรณีสงฆ์
๓. ที่กัลปนา
ตอบ
ที่วัด คือที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น
ที่ธรณีสงฆ์ คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด
ที่กัลปนา คือที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัด หรือพระศาสนา

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๑

ปัญหาวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑
,
อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุ    อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ สุสํวิหิตกมฺมนฺโต    ส ราชวสติํ วเส.
ผู้หมั่นในการงาน ไม่ประมาท เป็นผู้รอบคอบ จัดการงานเรียบร้อย จึงควรอยู่ในราชการ.

(พุทฺธ) ขุ. ธ. ๒๕/๔๒.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๓ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๑

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง วันอาทิตย์ ที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑
,
๑.
พระบรมศาสดาทรงชักชวนให้มาดูโลกนี้โดยมีพระประสงค์ อย่างไร ?
ตอบ
มีพระประสงค์เพื่อให้รู้จักสิ่งที่เป็นจริงอันมีอยู่ในโลก จักได้ละสิ่งที่เป็นโทษ และไม่ข้องติดอยู่ในสิ่งที่เป็นคุณ ฯ
๒.
คำว่า มาร และ บ่วงแห่งมาร หมายถึงอะไร ?
ตอบ
๑. คำว่า มาร หมายถึงกิเลสกาม อันทำจิตให้เศร้าหมอง ได้แก่ ตัณหา ราคะ และอรติ เป็นต้น
๒. คำว่า บ่วงแห่งมาร หมายถึงวัตถุกาม ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ
๓.
คำว่า มทนิมฺมทโน ธรรมยังความเมาให้สร่าง หมายถึงความเมาในอะไร ?
ตอบ
หมายถึงความเมาในอารมณ์อันยั่วยวนให้เกิดความเมาทุกประการ เช่น ชาติ สกุล อิสริยะ บริวาร ก็ดี ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ดี ความเยาว์วัย ความไม่มีโรค และชีวิต ก็ดี นับเข้าในอารมณ์ประเภทนี้ ฯ
๔.
บาลีอุทเทสว่า วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ แปลว่า เมื่อหลุดพ้นแล้ว ญาณว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมมี อะไรหลุดพ้น ? และหลุดพ้นจากอะไร ?
ตอบ
จิตหลุดพ้น ฯ จากอาสวะ ๓ ฯ
๕.
โลกามิสคืออะไร ? ที่ได้ชื่ออย่างนั้นเพราะเหตุไร ?
ตอบ
โลกามิส คือกามคุณ ๕ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ ฯ ที่ได้ชื่ออย่างนั้นเพราะเป็นเครื่องล่อใจให้ติดอยู่ในโลกดุจเหยื่ออันเบ็ดเกี่ยวไว้ฉะนั้น ฯ
๖.
ข้อความว่า ปลงภาระอันหนักเสียแล้ว ไม่ถือเอาภาระอันอื่น ดังนี้ มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
อธิบายว่า ภาระ หมายถึงเบญจขันธ์ การปลงภาระ หมายถึง การถอนอุปาทาน การไม่ถือเอาภาระอื่น หมายถึงการไม่ถือเบญจขันธ์อื่นด้วยอุปาทาน ฯ
๗.
ในพระบาลีว่า “จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อใจเศร้าหมอง ต้องประสบทุคติ” ทุคติ คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ทุคติ คือ ภูมิเป็นที่ไปข้างชั่ว ฯ มี อบาย ทุคติ วินิบาต นรก (ตามนัยอรรถกถา มี ๔ คือ นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย) ฯ
๘.
คนวิตกจริตมีนิสัยอย่างไร ? คนประเภทนี้ควรเจริญกัมมัฏฐาน บทใด ?
ตอบ
คนวิตกจริตมีนิสัยชอบคิดมาก ฟุ้งซ่าน ฯ ควรเจริญอานาปานัสสติกัมมัฏฐาน ฯ
๙.
วิปัลลาสคืออะไร ? วัตถุที่วิปัลลาส มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
วิปัลลาส คือ กิริยาที่ถือเอาโดยอาการอันผิดจากความจริง ฯ วัตถุที่วิปัลลาสมี ๔ อย่าง คือ
๑. วิปัลลาสในของที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง
๒. วิปัลลาสในของที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข
๓. วิปัลลาสในของที่ไม่ใช่ตนว่าเป็นตน
๔. วิปัลลาสในของที่ไม่งามว่างาม
๑๐.
ผู้เจริญมหาสติปัฏฐาน ต้องประกอบด้วยธรรมใดบ้างจึงจะกำจัดอภิชฌาและโทมนัสได้ ?
ตอบ
ต้องประกอบด้วยธรรม ๓ คือ
๑. อาตาปี มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน
๒. สัมปชาโน รู้ทั่วพร้อม
๓. สติมา มีสติ

วินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๑

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง วันอังคาร ที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑
,
๑.
ญัตติและอนุสาวนา หมายถึงอะไร ? ญัตติมีใช้ในสังฆกรรมอะไรบ้าง ?
ตอบ
ญัตติ หมายถึง คาเผดียงสงฆ์ อนุสาวนา หมายถึง การสวดประกาศคำปรึกษาและข้อตกลงของสงฆ์ ฯ
ญัตติมีใช้ใน ๓ สังฆกรรม คือ
๑. ญัตติกรรม
๒. ญัตติทุติยกรรม
๓. ญัตติจตุตถกรรม
๒.
สีมาสังกระ คืออะไร ? สงฆ์จะทำสังฆกรรมในสีมาเช่นนั้นได้หรือไม่อย่างไร ?
ตอบ
สีมาสังกระ คือ สีมาที่สมมติคาบเกี่ยวกันระหว่างสีมาที่สมมติไว้เดิม และสีมาที่สมมติขึ้นใหม่ ฯ สงฆ์ทำสังฆกรรมในสีมาที่สมมติไว้เดิมได้ แต่ทำในสีมาที่สมมติขึ้นใหม่ไม่ได้ ฯ
๓.
ภิกษุผู้ควรได้รับสมมติให้เป็นภัตตุทเทสกะ ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติเช่นไร ?
ตอบ
ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ คือ
๑. เว้นอคติ ๔ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ
๒. รู้จักภัตรที่ควรแจกหรือมิควรแจก
๓. รู้จักลำดับที่พึงแจก
๔.
การกรานกฐิน คืออะไร ? อธิบายพอเข้าใจ
ตอบ
การกรานกฐิน คือ เมื่อมีผ้าเกิดขึ้นแก่สงฆ์ในเดือนท้ายฤดูฝนพอจะทำเป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งได้ สงฆ์พร้อมใจกันยกให้แก่ภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุผู้ได้รับผ้านั้นนำไปทำเป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งให้แล้วเสร็จ ในวันนั้น แล้วมาบอกแก่ภิกษุผู้ยกผ้านั้นให้เพื่ออนุโมทนา ภิกษุเหล่านั้นอนุโมทนาทั้งหมด นี้คือการกรานกฐิน ฯ
๕.
ผู้จะเข้ามาอุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติอะไรบ้าง ?
ตอบ
ผู้จะเข้ามาอุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ คือ
๑. เป็นชาย
๒. มีอายุครบ ๒๐ ปี
๓. ไม่เป็นมนุษย์วิบัติ เช่น ถูกตอน หรือเป็นกะเทย เป็นต้น
๔. ไม่เคยทำอนันตริยกรรม
๕. ไม่เคยต้องปาราชิก หรือไม่เคยเข้ารีตเดียรถีย์ทั้งที่เป็นภิกษุ
๖.
ลักษณะการปกปิดอาบัตินั้น พระอรรถกถาจารย์แสดงไว้กี่ประการ ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
แสดงไว้ ๑๐ ประการ ฯ จัดเป็น ๕ คู่ คือ
๑. เป็นอาบัติ และรู้ว่าเป็นอาบัติ
๒. เป็นปกตัตตะ และรู้ว่าเป็นปกตัตตะ
๓. ไม่มีอันตราย และรู้ว่าไม่มีอันตราย
๔. อาจอยู่ และรู้ว่าอาจอยู่
๕. ใคร่จะปิด และปิดไว้
๗.
กิจจาธิกรณ์และนิคคหะ คืออะไร ?
ตอบ
กิจจาธิกรณ์ คือ กิจอันจะพึงทำด้วยประชุมสงฆ์ ต่างโดย เป็นอปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม
นิคคหะ คือ การข่ม เป็นกิจอย่างหนึ่งแห่งผู้ปกครองหมู่
๘.
นาสนา คืออะไร ? บุคคลเช่นไรที่ทรงอนุญาตให้นาสนา ?
ตอบ
นาสนา คือ การยังบุคคลผู้ไม่สมควรถือเพศภิกษุและสามเณรให้สละเพศเสีย ฯ
บุคคลที่ทรงพระอนุญาตให้นาสนามี ๓ ประเภท คือ
๑. ภิกษุต้องอันติมวัตถุแล้วยังปฏิญญาตนเป็นภิกษุ
๒. บุคคลผู้อุปสมบทไม่ขึ้น ได้รับอุปสมบทแต่สงฆ์
๓. สามเณรผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ ข้อใดข้อหนึ่ง เช่น เป็นผู้มักผลาญชีวิตสัตว์ เป็นต้น
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
๙.
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ คืออะไร ?
ตอบ
คือ กฏหมายฉบับหนึ่งว่าด้วยคณะสงฆ์ ฯ
๑๐.
เจ้าอาวาส ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ ใครเป็นผู้แต่งตั้ง ?
ตอบ
สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระบัญชาแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ตามมติมหาเถรสมาคม
เจ้าคณะจังหวัด แต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ฯ