ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๕

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๕
,
๑.
พระพุทธดำรัสตอนหนึ่งว่า “สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันตระการดุจราชรถ” ดังนี้ โดยมีพระพุทธประสงค์อย่างไร?
ตอบ
มีพระพุทธประสงค์เพื่อทรงชักชวนแนะนำให้ดูถึงคุณโทษประโยชน์มิใช่ประโยชน์ของโลก เช่นเดียวกับดูละคร มิให้หลงชมความสวยงามต่าง ๆ แต่ให้เพ่งดูคติที่ดีและชั่ว มิให้เมามัวไปตามสิ่งนั้น ดังตรัสต่อไปอีกว่า เป็นที่คนเขลาหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องติดไม่ ฯ
๒.
ความอยากที่เข้าลักษณะเป็นตัณหา และไม่เป็นตัณหานั้น ได้แก่ความอยากเช่นไร ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
ความอยากที่เข้าลักษณะทำให้เกิดในภพอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดี เพลิดเพลินในอารมณ์นั้น ๆ อย่างนี้จัดเป็นตัณหา เพราะเป็นทุกขสมุทัย เหตุให้ทุกข์เกิด ส่วนความอยากที่มีอยู่โดยปกติธรรมดาของคนทุกคน แม้กระทั่งพระอริยเจ้า เช่น ความอยากข้าว อยากน้ำ เป็นต้น ไม่จัดว่าเป็นตัณหา เพราะเป็นความอยากที่เป็นไปตามธรรมดาของสังขาร ฯ
๓.
การกำหนดรู้ความเป็นอนัตตาแห่งสังขารด้วยความเป็นสภาพสูญนั้น คือรู้อย่างไร ?
ตอบ
รู้จักพิจารณากำหนดเห็นสังขารกระจายเป็นส่วนย่อย ๆ จากฆนคือก้อนจนเห็นเป็นความว่าง ถอนฆนสัญญาความสำคัญหมายว่าเป็นก้อน อันได้แก่ ความถือเอาโดยนิมิต ว่าเรา ว่าเขา ว่าผู้นั้น ว่าผู้นี้ เสียได้ ฯ
๔.
วิราคะในพระบาลีว่า “วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ วิราคะประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย” และในพระบาลีว่า “วิราคา วิมุจฺจติ เพราะสิ้นกำหนัดย่อมหลุดพ้น” ต่างกันอย่างไร?
ตอบ
วิราคะในพระบาลีแรกเป็นไวพจน์คือคำแทนชื่อพระนิพพาน วิราคะในพระบาลีหลังเป็นชื่อของพระอริยมรรค ฯ
๕.
บาลีแสดงปฏิปทาแห่งสันติว่า “โลกามิสํ ปชเห สนฺติเปกฺโข” แปลว่า ผู้เพ่งความสงบพึงละอามิสในโลกเสีย ดังนี้ คำว่า อามิสในโลก หมายถึงอะไร? ที่เรียกอย่างนั้นเพราะเหตุไร?
ตอบ
หมายถึงเบญจพิธกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ฯ ที่เรียกอย่างนั้น เพราะเป็นเครื่องล่อใจให้ติดในโลก ดุจเหยื่ออันเบ็ดเกี่ยวอยู่ฉะนั้น ฯ
๖.
กัมมัฏฐานที่พระอุปัชฌาย์สอนแก่ผู้บรรพชาอุปสมบทว่า เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา นั้น จัดเข้าในสติปัฏฐานข้อใด? ให้พิจารณาอย่างไร?
ตอบ
จัดเข้าในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ฯ ให้พิจารณาน้อมใจให้เห็นเป็นของน่าเกลียดปฏิกูล ทั้งในกายตน ทั้งในกายผู้อื่น ฯ
๗.
กายคตาสติกัมมัฏฐานกับอสุภกัมมัฏฐาน มีอารมณ์ต่างกันอย่างไร? แก้นิวรณ์ข้อใดได้?
ตอบ
กายคตาสติกัมมัฏฐาน มีอาการ ๓๒ ในร่างกายเป็นอารมณ์ อสุภกัมมัฏฐาน มีซากศพเป็นอารมณ์ ฯ แก้กามฉันทนิวรณ์ ฯ
๘.
จงแสดงพระพุทธคุณ ๙ โดยอัตตสมบัติและปรหิตปฏิบัติ พอได้ใจความ
ตอบ
ก. พระพุทธคุณ คือ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู เป็นพระพุทธคุณส่วนอัตตสมบัติ
ข. พระพุทธคุณ คือ อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นพระพุทธคุณส่วนปรหิตปฏิบัติ
ค. พระพุทธคุณ คือ พุทฺโธ ภควา เป็นพระพุทธคุณทั้งอัตตสมบัติและปรหิตปฏิบัติ
๙.
ปัญญารู้เห็นอย่างไร ชื่อว่าวิปัสสนาปัญญา?
ตอบ
ปัญญาอันเห็นตามเป็นจริง คือกำหนดรู้สังขารโดยความเป็นของไม่เที่ยง ๑ โดยความเป็นทุกข์ ๑ โดยความเป็นอนัตตา ๑ ถอนความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฏฐิ เสียได้ ชื่อว่าวิปัสสนาปัญญา ฯ
๑๐.
ในสัญญา ๑๐ ข้อที่ ๕ ว่า ปหานสัญญา ความสำคัญหรือความใส่ใจในการละ ขอทราบว่า ทรงสอนให้ละอะไรบ้าง?
ตอบ
ทรงสอนให้ละ
๑. กามวิตก
๒. พยาบาทวิตก
๓. วิหิงสาวิตก
๔. ธรรมอันเป็นบาปเป็นอกุศล
ทั้ง ๔ นี้ ที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เกิดขึ้นอีก ฯ

พุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๖

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๒๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
,
๑.
พระโพธิสัตว์เมื่อจะจุติลงสู่พระครรภ์พระมารดา เสด็จมาจากไหน ?
ตอบ
เสด็จมาจากดุสิตพิภพ ฯ
๒.
บุคคลผู้เป็นสหชาติของพระศาสดา ที่บรรลุพระอรหัตก่อนและหลังพุทธปรินิพพานมีใครบ้าง ?
ตอบ
ผู้บรรลุพระอรหัตก่อนพุทธปรินิพพาน มีพระนางพิมพาเถรีและพระกาฬุทายิเถระ ฯ
ผู้บรรลุพระอรหัตหลังพุทธปรินิพพาน มีพระอานนทเถระ และพระฉันนเถระ ฯ
๓.
พระมหาบุรุษทรงดำเนินด้วยพระบาท ๗ ก้าว หลังจากประสูติใหม่ ๆ เรื่องนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงถอดความว่าอย่างไร ?
ตอบ
ทรงถอดความว่า น่าจะได้แก่ทรงแผ่พระศาสนาได้แพร่หลายใน ๗ ชนบท (ได้แก่ ๑.กาสีกับโกสละ ๒.มคธะกับอังคะ ๓.สักกะ ๔.วัชชี ๕.มัลละ ๖.วังสะ ๗.กุรุ) ฯ
๔.
ปฐมสาวกกับปัจฉิมสาวกคือใคร ? ได้ฟังพระธรรมเทศนาครั้งแรกว่าด้วยเรื่องอะไร ?
ตอบ
ปฐมสาวก คือพระอัญญาโกณฑัญญะ ฟังพระธรรมเทศนาว่าด้วยที่สุด ๒ อย่าง และมัชฌิมาปฏิปทา ฯ
ปัจฉิมสาวก คือสุภัททปริพาชก ฟังพระธรรมเทศนาว่าด้วยพระอริยบุคคลทั้ง ๔ ประเภท มีอยู่เฉพาะในธรรมวินัยที่มีมรรคมีองค์ ๘ ฯ
๕.
พระอานนท์ได้รับเลือกให้เป็นพุทธอุปัฏฐากในเวลาก่อนหรือหลังบรรลุเป็นพระโสดาบัน ? ได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะในทางใดบ้าง ?
ตอบ
พระอานนท์ได้รับเลือกให้เป็นพุทธอุปัฏฐากหลังบรรลุเป็นพระโสดาบัน ฯ ได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะในทางเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่เป็นพหุสูต มีคติ มีสติ มีธิติ และเป็นอุปัฏฐาก ฯ
๖.
การอุปสมบทสำหรับพระภิกษุในครั้งพุทธกาล มีทั้งหมดกี่วิธี ? อะไรบ้าง ? ในปัจจุบันใช้วิธีใด ?
ตอบ
การอุปสมบทสำหรับพระภิกษุในครั้งพุทธกาลมี ๓ วิธี คือ
๑. เอหิภิกขุอุปสัมปทา
๒. ติสรณคมนูปสัมปทา
๓. ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา
ในปัจจุบันใช้ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา ฯ
๗.
ในพุทธกิจจกถา พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ด้วยทรงมุ่งประโยชน์อะไร ?
ตอบ
ทรงมุ่งประโยชน์ทั้ง ๓ คือ
๑. ทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์ คือประโยชน์ที่จะพึงได้ในปัจจุบัน
๒. สัมปรายิกัตถประโยชน์ คือประโยชน์ที่จะพึงได้ในภายหน้า
๓. ปรมัตถประโยชน์ คือประโยชน์อย่างยิ่ง ได้แก่วิมุตติ ความหลุดพ้นพิเศษ
๘.
พระพุทธองค์ทรงเลือกเมืองกุสินาราเป็นสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยเหตุผลอันใด ?
ตอบ
ด้วยเหตุผลคือ
ก. จะเป็นเหตุเกิดแห่งมหาสุทัสสนสูตร
ข. จะได้โปรดสุภัททปริพาชก ผู้เป็นพุทธเวไนย
ค. จะได้ป้องกันการรบกันครั้งใหญ่เพื่อแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ
๙.
พระเถระรูปใดได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะ ดังต่อไปนี้ ?
ก. ทรงทิพจักษุญาณ
ข. ยังตระกูลให้เลื่อมใส
ค. เป็นธรรมกถึก
ง. ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง
จ. ผู้เป็นขิปปาภิญญาตรัสรู้เร็ว
ตอบ
ก. พระเถระที่ได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะในด้านทรงทิพจักษุญาณ คือ พระอนุรุทธเถระ
ข. พระเถระที่ได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะในด้านยังตระกูลให้เลื่อมใส คือ พระกาฬุทายีเถระ
ค. พระเถระที่ได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะในด้านเป็นธรรมกถึก คือ พระปุณณมันตานีบุตร
ง. พระเถระที่ได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะในด้านผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง คือ พระโมฆราชเถระ
จ. พระเถระที่ได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะในด้านผู้เป็นขิปปาภิญญาตรัสรู้เร็ว คือ พระพาหิยทารุจีริยะ
๑๐.
พระมหากัสสปเถระชักชวนภิกษุทั้งหลายให้ทำสังคายนาครั้งแรก เพราะปรารภเหตุอะไร ?
ตอบ
เพราะปรารภเหตุ ๒ ประการ คือ
๑. ระลึกถึงคำของสุภัททวุฑฒบรรพชิตกล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย
๒. ระลึกถึงอุปการคุณของพระผู้มีพระภาคที่มีอยู่แก่ตน

วินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๖

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
,
๑.
ญัตติ กับ อนุสาวนา ต่างกันอย่างไร ? มีใช้ในสังฆกรรมอะไรบ้าง ?
ตอบ
ญัตติ คือการเผดียงสงฆ์ ส่วนอนุสาวนา คือการประกาศความปรึกษาและตกลงของสงฆ์ ฯ
ญัตติ มีใช้ในญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม และญัตติจตุตถกรรม ส่วนอนุสาวนา มีใช้เฉพาะในญัตติทุติยกรรม และญัตติจตุตถกรรม ฯ
๒.
สงฆ์ผู้จะให้การอุปสมบทแก่กุลบุตร ในพระวินัยมีกำหนดจำนวนภิกษุไว้อย่างไร ? ถ้าไม่ครบตามจำนวนนั้นจัดเป็นวิบัติอะไร ?
ตอบ
มีกำหนดอย่างนี้ คือ
๑. ในมัธยมชนบท ๑๐ รูปเป็นอย่างต่ำ
๒. ในปัจจันตชนบท ๕ รูปเป็นอย่างต่ำ
๓. ถ้าไม่ครบตามจำนวนนั้นจัดเป็น ปริสวิบัติ ฯ
๓.
สีมาเป็นหลักสำคัญแห่งสังฆกรรมอย่างไร ? พัทธสีมามีกำหนดขนาดพื้นที่ไว้อย่างไร ?
ตอบ
สีมาเป็นเขตประชุมของสงฆ์ผ้ทำกรรม พระศาสดาทรงพระอนุญาตให้สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำภายในสีมาเพื่อจะรักษาสามัคคีในสงฆ์ ฯ
พัทธสีมามีกำหนดขนาดพื้นที่ไว้อย่างนี้ คือ กำหนดไม่ให้สมมติสีมาเล็กเกินไปจนจุภิกษุ ๒๑ รูปนั่งไม่ได้ และไม่ให้สมมติสีมาใหญ่เกินไปกว่า ๓ โยชน์ ฯ
๔.
นิมิตรอบโรงอุโบสถ มีความสำคัญอย่างไร ? คำทักนิมิตในทิศตะวันออกว่าอย่างไร ?
ตอบ
นิมิตรอบโรงอุโบสถมีความสำคัญ คือ ใช้เป็นเครื่องหมายเพื่อกำหนดเขตสีมาสำหรับทำสังฆกรรม ฯ
คำทักนิมิตในทิศตะวันออกว่า “ปุรตฺถิมาย ทิสาย กิํ นิมิตฺตํ” ฯ
๕.
เจ้าอธิการตามพระวินัยหมายถึงใคร ? สงฆ์พึงสวดสมมติเจ้าอธิการด้วยกรรมวาจาประเภทใด ?
ตอบ
เจ้าอธิการตามพระวินัย หมายถึง ภิกษุผู้ได้รับสมมติจากสงฆ์ให้เป็นเจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์นั้น ๆ ฯ พึงสวดสมมติด้วยญัตติทุติยกรรม ฯ
๖.
กรานกฐิน ได้แก่การทำอย่างไร ? จงเขียนคำอนุโมทนากฐินมาดู
ตอบ
กรานกฐิน ได้แก่ เมื่อมีผ้าเกิดขึ้นแก่สงฆ์ในเดือนท้ายฤดูฝน พอจะทำเป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งได้ สงฆ์พร้อมใจกันยกให้แก่ภิกษุรูปหนึ่งผู้เหมาะสม ภิกษุผู้ได้รับผ้านั้นนำไปทำเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่งให้แล้วเสร็จในวันนั้น แล้วมาบอกแก่ภิกษุผู้ยกผ้านั้นให้ เพื่ออนุโมทนา ภิกษุเหล่านั้นอนุโมทนาทั้งหมด นี้คือกรานกฐิน ฯ
คำอนุโมทนากฐินว่า อตฺถตํ ภนฺเต สงฺฆสฺส กฐินํ ธมฺมิโก กฐินตฺถาโร อนุโมทามิ ฯ
๗.
ภิกษุผู้ก่อวิวาทาธิกรณ์ อย่างไรชื่อว่าปรารถนาดี อย่างไรชื่อว่าปรารถนาเลว ?
ตอบ
ผู้ก่อวิวาทเพราะเห็นแก่พระธรรมวินัย (ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ) ชื่อว่าทำด้วยปรารถนาดี
ผู้ก่อวิวาทด้วยทิฐิมานะ แม้รู้ว่าผิดก็ขืนทำ (ประกอบด้วยโลภะ โทสะ โมหะ) ชื่อว่าทำด้วยปรารถนาเลว
๘.
จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้
ปริวาส
อัพภาน
ตอบ
ปริวาส ได้แก่ การประพฤติวัตรพิเศษอย่างหนึ่งเท่าจำนวนวันที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้ ฯ
อัพภาน ได้แก่ การที่สงฆ์สวดระงับอาบัติสังฆาทิเสส ฯ
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
๙.
ผู้ใดใส่ความคณะสงฆ์หรือคณะสงฆ์อื่นอันอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหรือความแตกแยก มีโทษอย่างไร ?
ตอบ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฯ
๑๐.
พระภิกษุจะไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่งเลยได้หรือไม่ จงอ้างมาตราประกอบด้วย ?
ตอบ
พระภิกษุจะไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่งเลยไม่ได้ ตามมาตรา ๒๗ (๓) แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๕๐๕, (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๓๕ ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๗

ปัญหาวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๗
,
ขนฺติ ธีรสฺส ลงฺกาโร    ขนฺติ ตโป ตปสฺสิโน
ขนฺติ พลํ ว ยตีนํ    ขนฺติ หิตสุขาวหา.
ขันติเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ขันติเป็นตบะของผู้พากเพียร
ขันติเป็นกำลังของนักพรต ขันตินำประโยชน์สุขมาให้.

ส. ม. ๒๒๒.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๓ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

พุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๗

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๗
,
๑.
พระมหาบุรุษทรงทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย แล้วทรงบรรเทาความเมาในอะไรได้?
ตอบ
ทรงบรรเทาความเมาในวัย ความเมาในความไม่มีโรค และความเมาในชีวิต ฯ
๒.
ในการเสด็จออกบรรพชา พระมหาบุรุษทรงได้รับบาตรและจีวรจากใคร ?
ตอบ
จากฆฏิการพรหม ฯ
๓.
ขณะที่พระพุทธองค์ประทับเสวยวิมุตติสุข ณ รัตนฆรเจดีย์ ทรงพิจารณาธรรมอะไร?
ตอบ
ทรงพิจารณาพระอภิธรรม ฯ
๔.
ยสกุลบุตรฟังธรรมอะไรจากพระพุทธองค์ จนบรรลุเป็นพระอรหันต์? จงบอกมาตามลำดับตั้งแต่ต้น
ตอบ
ฟังอนุปุพพีกถาและอริสัจสี่ ๒ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ บรรลุเป็นพระโสดาบัน
ครั้งที่ ๒ บรรลุเป็นพระอรหันต์
๕.
คำว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ชอบใจหมด” เป็นคำพูดของใคร? พระพุทธองค์ตรัสตอบว่าอย่างไร?
ตอบ
เป็นคำพูดของทีฆนขะ อัคคิเวสสนโคตร ฯ พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ถ้าอย่างนั้น ความเห็นอย่างนั้น ก็ต้องไม่ควรแก่ท่าน ท่านก็ต้องไม่ชอบความเห็นอย่างนั้น ฯ
๖.
การที่พระสารีบุตรมีชื่อเสียงว่าเป็นผู้กตัญญูกตเวทีนั้น มีหลักฐานอะไรเป็นตัวอย่าง จงแสดงมาสัก ๒ เรื่อง?
ตอบ
เรื่องที่ ๑ ท่านได้ฟังคำสอนจากพระอัสสชิโดยย่อจนได้ดวงตาเห็นธรรม เมื่อทราบว่า พระอัสสชิอยู่ทางทิศใด เวลาจะนอนก็หันศีรษะไปทางทิศนั้นด้วยความเคารพ
เรื่องที่ ๒ ท่านระลึกถึงอุปการะที่รับบิณฑบาตจากราธพราหมณ์เพียง ๑ ทัพพี จึงรับเป็นภาระในการจัดการอุปสมบทตามความประสงค์ ฯ
๗.
ธรรมุทเทศ ๔ ข้อ ได้แก่อะไรบ้าง? ใครแสดง? แสดงแก่ใคร?
ตอบ
ธรรมุทเทศ ๔ ข้อ ได้แก่
๑.โลกคือหมู่สัตว์ อันชราเป็นผู้นำ นำเข้าไปใกล้ ไม่ยั่งยืน
๒.โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีผู้ป้องกัน ไม่เป็นใหญ่จำเพาะตน
๓.โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีอะไรเป็นของของตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป
๔.โลกคือหมู่สัตว์ พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา
พระรัฐบาลเป็นผู้แสดง ฯ แสดงแก่พระเจ้าโกรัพยะ ฯ
๘.
อภิญญาเทสิตธรรม มีอะไรบ้าง? ทรงแสดงแก่ใคร? ที่ไหน?
ตอบ
อภิญญาเทสิตธรรมมี สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ฯ ทรงแสดงแก่ภิกษุสงฆ์ผู้อาศัยอยู่ในเมืองเวสาลี ฯ ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ฯ
๙.
ปาวาลเจดีย์ และ มกุฏพันธนเจดีย์ อยู่ที่เมืองอะไร? มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอย่างไร?
ตอบ
ปาวาลเจดีย์อยู่ที่เมืองไพศาลี เป็นที่ทรงปลงพระชนมายุสังขาร ฯ
มกุฏพันธนเจดีย์อยู่ที่เมืองกุสินารา เป็นที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ฯ
๑๐.
สุภัททะ วุฑฒบรรพชิต กล่าวจาบจ้วงพระธรรมวินัยว่าอย่างไร? และทำให้เกิดเหตุการณ์อะไรในกาลต่อมา?
ตอบ
สุภัททะ วุฑฒบรรพชิต กล่าวจาบจ้วงพระธรรมวินัยว่า “เราทั้งหลายได้พ้นเสียแล้วด้วยดีจากพระสมณะนั้น ด้วยท่านสั่งสอนว่า ‘สิ่งนี้ควร สิ่งนี้ไม่ควร’ เราเกรงก็ต้องทำตาม เป็นความลำบากนัก ก็บัดนี้เราจะทำสิ่งใด หรือมิพอใจทำสิ่งใดก็ได้ตามความปรารถณา จะต้องเกรงแต่บัญชาของผู้ใดเล่า” ฯ เป็นเหตุให้เกิดสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๑ ฯ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๖

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
,
๑.
นิพัทธทุกข์ กับ สหคตทุกข์ ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
นิพัทธทุกข์ คือทุกข์เนืองนิตย์ หรือทุกข์เป็นเจ้าเรือน ได้แก่ หนาว ร้อน หิว ระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ส่วนสหคตทุกข์ คือทุกข์ไปด้วยกัน หรือทุกข์กำกับกัน ได้แก่ทุกข์ที่เนื่องมาจากวิบุลผล ฯ
๒.
ความเป็นอนัตตาของสังขารพึงกำหนดรู้ด้วยอาการอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
ความเป็นอนัตตาของสังขารพึงกำหนดรู้ด้วยอาการอย่างนี้
ก. ด้วยไม่อยู่ในอำนาจ หรือด้วยฝืนความปรารถนา
ข. ด้วยแย้งต่ออัตตา
ค. ด้วยความเป็นสภาพหาเจ้าของมิได้
ง. ด้วยความเป็นสภาพสูญ คือว่างหรือหายไป
๓.
คำว่า วฏฺฏ ในคำว่า “วฏฺฏูปจฺเฉโท” หมายถึงอะไร ? วฏฺฏ นั้นชื่อว่าขาดสายด้วยอาการอย่างไร ?
ตอบ
หมายถึง ความเวียนเกิด ด้วยอำนาจกิเลส กรรม วิบาก ฯ วฏฺฏ นั้นชื่อว่าขาดสายด้วยอาการที่ละกิเลสอันเป็นเบื้องต้นเสีย ฯ
๔.
ความเชื่อว่ามีพระเจ้าผู้สร้าง ทำการอ้อนวอนและบวงสรวงเป็นอาทิ จัดเข้าในอาสวะข้อไหน ?
ตอบ
จัดเข้าใน อวิชชาสวะ ฯ
๕.
พระบาลีว่า “นิกฺขิปิตฺวา ครุํ ภารํ อญฺญํ ภารํ อนาทิย ปลงภาระอันหนักเสียแล้ว ไม่ถือเอาภาระอันอื่น” ถามว่า “ภาระ” “การไม่ถือเอาภาระ” “การปลงภาระ” ได้แก่อะไร ?
ตอบ
ก. ภาระ ได้แก่เบญจขันธ์
ข. การไม่ถือเอาภาระ ได้แก่การไม่ถือเอาเบญจขันธ์ด้วยอุปาทาน
ค. การปลงภาระ ได้แก่การถอนอุปาทานในเบญจขันธ์
๖.
คุณของพระธรรมส่วนปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ โดยย่อว่าอย่างไร ? จงอธิบาย
ตอบ
ก. คุณของปริยัติธรรม คือให้รู้วิธีบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา
ข. คุณของปฏิปัตติธรรม คือทำกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์จนบรรลุมรรค ผล นิพพาน
ค. คุณของปฏิเวธธรรม คือละกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน บรรลุถึงความสุขอย่างยิ่ง
๗.
ในอรกสูตรกล่าวไว้ว่า ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายเปรียบเหมือนชิ้นเนื้อนาบไฟ มีอธิบายอย่างไร ? และที่กล่าวไว้เช่นนั้นเพื่อประโยชน์อะไร ?
ตอบ
มีอธิบายว่า ธรรมดาว่าชิ้นเนื้อที่บุคคลเอาลงในกะทะเหล็กอันร้อนตลอดวันยังค่ำ ย่อมจะพลันไหม้ ไม่ตั้งอยู่นานฉันใด ชีวิตก็ถูกเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์เผาผลาญให้เหี้ยมเกรียมไม่ทนอยู่นานฉันนั้น ฯ
มีประโยชน์ คือเป็นเครื่องเตือนใจให้รู้สึกด้วยปัญญา ทำให้ไม่ประมาทในชีวิต เร่งสั่งสมความดี ฯ
๘.
วิปลาส คืออะไร ? จำแนกโดยวัตถุเป็นที่ตั้งมีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
วิปลาส คือ กิริยาที่ถือเอาโดยอาการวิปริตผิดจากความจริง มี ๔ อย่าง คือ
๑. ความสำคัญคิดเห็นในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง
๒. ความสำคัญคิดเห็นในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข
๓. ความสำคัญคิดเห็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าเป็นตน
๔. ความสำคัญคิดเห็นในสิ่งที่ไม่งามว่างาม
๙.
ในนวสีวถิกาปัพพะ เมื่อเห็นซากศพชนิดใดชนิดหนึ่งใน ๙ ชนิดนั้น พึงภาวนาอย่างไร ?
ตอบ
พึงภาวนาโดยการน้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า อยมฺปิ โข กาโย ถึงร่างกายอันนี้เล่า เอวํธมฺโม ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา เอวํภาวี จักเป็นอย่างนี้ เอวํ อนตีโต ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ ฯ
๑๐.
ข้อว่า อนัตตสัญญา ในคิริมานนทสูตร ทรงให้พิจารณาอะไรว่าเป็นอนัตตา ?
ตอบ
ทรงให้พิจารณาอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ว่าเป็นอนัตตา ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๘

ปัญหาวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
,
อุฏฺฐานวโต สตีมโต    สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน
สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน    อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ.
เกียรติยศย่อมเจริญแก่ผู้ขยัน มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญแล้วจึงทำ
สำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท.

(พุทฺธ)ขุ. ธ.๒๕/๑๘.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๓ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๗

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันอังคา ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๗
,
๑.
ภิกษุผู้ปรารถนาความตั้งอยู่ยั่งยืนของพระธรรมวินัย ควรปฏิบัติตนอย่างไร?
ตอบ
ควรตั้งอยู่ในสีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา และลัชชีธรรม สำรวมในพระปาติโมกข์ ประกอบด้วยอาจาระและโคจระ เห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สำเหนียกศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย ฯ
๒.
อุโบสถกรรม อุปสมบทกรรม อปโลกนกรรม อัพภานกรรม อุกเขปนียกรรม ใช้สงฆ์จำนวนเท่าไรเป็นอย่างน้อยจึงจะถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติ?
ตอบ
อุโบสถกรรม ใช้สงฆ์ ๔ รูป
อุปสมบทกรรม ในปัจจันตชนบท ใช้สงฆ์ ๕ รูป ในมัชฌิมชนบทใช้สงฆ์ ๑๐ รูป
อปโลกนกรรม ใช้สงฆ์ ๔ รูป
อัพภานกรรม ใช้สงฆ์ ๒๐ รูป
อุกเขปนียกรรม ใช้สงฆ์ ๔ รูป
๓.
จงอธิบายความหมายคำต่อไปนี้
สัตตัพภันตรสีมา
อุทกุกเขปสีมา
ตอบ
สัตตัพภันตรสีมา ได้แก่สีมาในป่าหาคนตั้งบ้านเรือนมิได้ กำหนดเขตแห่งสามัคคีในชั่ว ๗ อัพภันดรโดยรอบ นับแต่ที่สุดแนวแห่งสงฆ์ออกไป (๗ อัพภันดร คือ ๔๙ วา)
อุทกุกเขปสีมา ได้แก่สีมามีกำหนดเขตสามัคคีด้วยชั่ววักน้ำสาดแห่งคนมีอายุและกำลังเป็นปานกลาง
๔.
ผ้าที่ไม่ทรงอนุญาตให้ใช้เป็นผ้ากฐิน ได้แก่ผ้าเช่นไรบ้าง?
ตอบ
ผ้าที่ไม่ทรงอนุญาตให้ใช้เป็นผ้ากฐิน ได้แก่ผ้าเช่นนี้ คือ
๑. ผ้าที่ไม่ได้เป็นสิทธิ เช่น ผ้าที่ขอยืมเขามา
๒. ผ้าที่ได้มาโดยอาการอันมิชอบ คือทำนิมิตได้มา พูดเลียบเคียงได้มาและผ้าเป็นนิสสัคคีย์
๓. ผ้าที่ได้มาโดยบริสุทธิ์ แต่เก็บค้างคืนไว้
๕.
ภิกษุผู้กรานกฐินแล้ว ย่อมได้อานิสงส์อะไรบ้าง?
ตอบ
ภิกษุผู้กรานกฐินแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ดังนี้
๑. เที่ยวไปไม่ต้องบอกลาตามสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์
๒. เที่ยวจาริกไปไม่ต้องถือเอาไตรจีวรไปครบสำรับ
๓. ฉันคณะโภชน์ได้
๔. เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
๕. จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้นเป็นของได้แก่พวกเธอ
๖. ทั้งได้โอกาสขยายเขตจีวรกาลให้ยาวออกไปตลอด ๔ เดือนฤดูเหมันต์ด้วย ฯ
๖.
ท่านศึกษาพระวินัยในเรื่องการอุปสมบทดีแล้ว จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้
อภัพบุคคล
อุปสัมปทาเปกขะ
กรรมวาจา
อนุสาวนา
อนุศาสน์
ตอบ
อภัพบุคคล คือบุคคลผู้ไม่ควรแก่การให้อุปสมบท ทรงห้ามไว้เป็นเด็ดขาด อุปสมบทไม่ขึ้น
อุปสัมปทาเปกขะ คือผู้ประสงค์จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ
กรรมวาจา คือวาจาที่สวดประกาศในการให้อุปสมบท
อนุสาวนา คือวาจาที่สวดประกาศความปรึกษาและตกลงสงฆ์
อนุศาสน์ คือกิจที่พึงทำภายหลังจากอุปสมบทเสร็จแล้ว มีการบอกนิสสัย ๔ บอกอกรณียกิจ ๔ เป็นต้น
๗.
ภิกษุทะเลาะกันเรื่องสรรพคุณของยา จัดเป็นวิวาทาธิกรณ์ได้หรือไม่? เพราะเหตุไร?
ตอบ
ไม่ได้ ฯ เพราะวิวาทาธิกรณ์ มุ่งเฉพาะวิวาทปรารถพระธรรมวินัย ฯ
๘.
อุกเขปนียกรรม และ นิยสกรรม สงฆ์พึงลงแก่ภิกษุเช่นไร?
ตอบ
อุกเขปนียกรรม พึงลงแก่ภิกษุไม่เห็นอาบัติ ผู้ไม่ทำคืนอาบัติ หรือผู้ไม่สละทิฏฐิบาป
นิยสกรรม พึงลงแก่ภิกษุผู้มีอาบัติมาก หรือคลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่ควร ฯ
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
๙.
กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง จะพ้นจากตำแหน่งในกรณีใดบ้าง?
ตอบ
กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง จะพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
๑. ครบวาระ ๒ ปี
๒. มรณภาพ
๓. พ้นจากความเป็นพระภิกษุ
๔. ลาออก
๕. สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้ออก
๑๐.
การปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค จัดแบ่งเขตการปกครองไว้อย่างไร? จงอ้างมาตราประกอบ
ตอบ
การปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค จัดแบ่งเขตการปกครองไว้ดังนี้
๑. ภาค
๒. จังหวัด
๓. อำเภอ
๔. ตำบล
ตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฯ

พุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๘

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
,
๑.
พระพุทธองค์ทรงปฏิญาณว่า เป็นสัมมาสัมพุทธะ เพราะทรงอาศัยเหตุอะไร ?
ตอบ
ทรงอาศัยเหตุที่ตรัสรู้อริยสัจ ๔ อย่างแจ่มแจ้งครบถ้วนทุกประการ จึงทรงปฏิญาณว่า เป็นสัมมาสัมพุทธะ ฯ
๒.
พุทธจักษุ กับธรรมจักษุ ต่างกันอย่างไร ? แต่ละอย่างใครได้เป็นคนแรก ?
ตอบ
พุทธจักษุ คือจักษุของพระพุทธเจ้า หมายถึงพระปัญญาของพระพุทธองค์ที่ทรงพิจารณาเห็นอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์ ส่วนธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรม ได้แก่โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค ที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟังธรรม ฯ
พุทธจักษุ เป็นคุณสมบัติเฉพาะพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงทรงได้เป็นพระองค์แรกและพระองค์เดียว ส่วนธรรมจักษุพระอัญญาโกณฑัญญะได้เป็นองค์แรก ฯ
๓.
พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญพระสาวกองค์ใดว่า “ไม่ทำศรัทธาและโภคทรัพย์ของตระกูลให้เสีย” ? และทรงอุปมาเปรียบเทียบว่าอย่างไร ?
ตอบ
ทรงสรรเสริญพระโมคคัลลานะ ฯ ะทรงอุปมาเปรียบเทียบว่า “ประหนึ่งแมลงผึ้งอันเที่ยวไปในสวนดอกไม้ ไม่ทำสีและกลิ่นของดอกไม้ให้ช้ำ ถือเอาแต่รสบินไป ฉะนั้น” ฯ
๔.
ผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยวิธีรับโอวาท และโดยวิธีรับครุธรรม คือใคร ? และได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางใด ?
ตอบ
ผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยวิธีรับโอวาท คือพระมหากัสสปะ และผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยวิธีรับครุธรรม คือพระมหาปชาบดี โคตมี ฯ
พระมหากัสสปะ ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางผู้ทรงธุดงคคุณ ส่วนพระมหาปชาบดี โคตมี ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางรัตตัญญู ฯ
๕.
พระพุทธองค์เสด็จไปแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาในสวรรค์ชั้นใด ? ด้วยธรรมอะไร ? และพระพุทธมารดาได้รับผลอะไร ?
ตอบ
พระพุทธองค์เสด็จไปแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ฯ ด้วยพระอภิธรรม ฯ พระพุทธมารดาได้บรรลุพระโสดาปัตติผล ฯ
๖.
อนาถบิณฑิกเศรษฐี มีนามเดิมว่าอะไร ? ได้บรรลุคุณวิเศษอะไรในพระพุทธศาสนา ? ที่ไหน ?
ตอบ
อนาถบิณฑิกเศรษฐี มีนามเดิมว่าสุทัตตะ ฯ ได้บรรลุโสดาปัตติผล ฯ ที่เมืองราชคฤห์ ฯ
๗.
พระสาวกที่มักเปล่งอุทานเนือง ๆ ว่า “สุขหนอ สุขหนอ” ดังนี้ คือใคร ? ท่านเปล่งอุทานเช่นนี้เพราะเหตุไร ?
ตอบ
คือพระภัททิยะ ฯ ท่านเปล่งอุทานเช่นนี้เพราะเมื่อก่อนท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ต้องจัดการรักษาป้องกันทั้งในวังนอกวัง ทั้งในเมืองนอกเมือง จนตลอดทั่วอาณาเขต แม้มีคนคอยรักษาอย่างนี้แล้ว ยังต้องหวาดระแวง สะดุ้งกลัวอยู่เป็นนิตย์ ครั้นทรงออกบวชได้บรรลุอรหัตผลแล้ว แม้อยู่ในที่ไหน ๆ ก็ไม่หวาดระแวง ไม่สะดุ้งกลัว ไม่ต้องขวนขวาย มีใจปลอดโปร่งเป็นดุจมฤคอยู่ จึงเปล่งอุทานเช่นนั้น ฯ
๘.
พระมหากัสสปะ พระอุบาลี และพระอานนท์ องค์ใดนิพพานก่อนหรือหลังพระพุทธองค์ ? จงอ้างหลักฐานมาแสดง
ตอบ
นิพพานหลังพระพุทธองค์ทั้งหมด ฯ หลักฐาน คือ พระสาวกทั้ง ๓ องค์นั้นได้ร่วมประชุมสงฆ์ทำสังคายนาครั้งที่ ๑ หลังพุทธปรินิพพานได้ ๓ เดือน ฯ
๙.
คำว่า “วรรณะใด ประพฤติอกุศลกรรมบถ เบื้องหน้าแต่มรณะ วรรณะนั้นย่อมเข้าสู่อบายเสมอกันหมด ไม่มีพิเศษ” ใครกล่าว ? และกล่าวกะใคร ?
ตอบ
พระมหากัจจายนะ กล่าว ฯ กล่าวกะพระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตร ฯ
๑๐.
ในการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ พระพุทธสรีระส่วนใดยังคงเหลืออยู่ ?
ตอบ
พระอัฐิ พระเกสา พระโลมา พระนขา พระทันตา เหลืออยู่ นอกนั้นถูกเพลิงไหม้หมดสิ้น ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๙

ปัญหาวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
,
อนฺนโท พลโท โหติ    วตฺถโท โหติ วณฺณโท
ยานโท สุขโท โหติ    ทีปโท โหติ จกฺขุโท.
ผู้ให้ข้าว ชื่อว่าให้กำลัง ผู้ให้ผ้า ชื่อว่าให้ผิวพรรณ
ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ.

( พุทฺธ ) สํ. ส. ๑๕/๔๔.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๓ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๗

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๗
,
๑.
การสำรวมจิตให้พ้นจากบ่วงแห่งมาร ในหนังสือธรรมวิจารณ์ มีวิธีปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
แนะนำวิธีปฏิบัติไว้ ๓ ประการคือ
๑. สำรวมอินทรีย์มิให้ความยินดีครอบงำ ในเมื่อเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา
๒. มนสิการกัมมัฏฐานอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ คือ อสุภะและกายคตาสติ หรืออันยังจิตให้สลด คือมรณัสสติ
๓. เจริญวิปัสสนา คือ พิจารณาสังขารแยกออกเป็นขันธ์ สันนิษฐานเห็นเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
๒.
สภาวทุกข์ สันตาปทุกข์ ได้แก่อะไร ?
ตอบ
สภาวทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ประจำสังขาร คือชาติ ชรา มรณะ
สันตาปทุกข์ ได้แก่ ความกระวนกระวายใจเพราะถูกไฟคือกิเลสเผา
๓.
พระพุทธดำรัสที่ตรัสว่า “สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันตระการดุจราชรถ” กับที่ตรัสกะโมฆราชว่า “โมฆราช ท่านจงมีสติทุกเมื่อ เล็งเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ” ทรงมีพระประสงค์ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
พระพุทธดำรัสแรก ทรงมีพระประสงค์ จะทรงปลุกใจให้หยั่งเห็นซึ้งลงไปถึงคุณโทษประโยชน์มิใช่ประโยชน์แห่งสิ่งนั้น ๆ อันคุมเข้าเป็นโลก
พระพุทธดำรัสหลัง ทรงมีพระประสงค์ให้ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความตามเห็นว่าเป็นอัตตา ฯ
๔.
วิสุทธิ ๗ แต่ละอย่าง ๆ จัดเข้าในไตรสิกขาได้อย่างไร ?
ตอบ
๑. สีลวิสุทธิ จัดเข้าในสีลสิกขา
๒. จิตตวิสุทธิ จัดเข้าในจิตตสิกขา
๓. ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ จัดเข้าในปัญญาสิกขา
๕.
คำว่า อุปาทิ ในคำว่า สอุปาทิเสสนิพพาน หมายถึงอะไร ?
ตอบ
หมายถึงขันธ์ ๕ (ขันธปัญจก) ฯ
๖.
อบาย คืออะไร ? ในอรรถกถาแจกไว้เป็น ๔ อย่าง อะไรบ้าง ?
ตอบ
คือโลกที่ปราศจากความเจริญ ฯ มีนิรยะ ติรัจฉานโยนิ ปิตติวิสยะ อสุรกาย ฯ
๗.
ปฐมฌาณ ประกอบด้วยองค์เท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
ด้วยองค์ ๕ ฯ คือวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ฯ
๘.
สมถกัมมัฏฐาน กับ วิปัสสนากัมมัฏฐาน ต่างกันอย่างไร ? หัวใจสมถกัมมัฏฐานมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ก. สมถกัมมัฏฐาน คือกัมมัฏฐานเป็นอุบายเครื่องสงบใจ
ข. วิปัสสนากัมมัฏฐาน คือกัมมัฏฐานเป็นอุบายเครื่องเรืองปัญญา
หัวใจสมถกัมมัฏฐาน มี
๑. กายาคตาสติ
๒. เมตตา
๓. พุทธานุสสติ
๔. กสิณ
๕. จตุธาตุววัตถาน
๙.
ปัจจุบันมีการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานกันมาก อยากทราบว่า อารมณ์ของวิปัสสนากัมมัฏฐาน คืออะไร ?
ตอบ
คือสังขารทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอุปาทินนกะและอนุปาทินนกะ (หรือ ธรรมในวิปัสสนาภูมิ คือขันธ์ อายตนะ ธาตุ เป็นต้น) ฯ
๑๐.
พระคิริมานนท์หายจากอาพาธเพราะฟังธรรมจากใคร? ธรรมนั้นว่าด้วยเรื่องอะไร?
ตอบ
พระคิริมานนท์หายจากอาพาธเพราะฟังธรรมจากพระอานนท์ ฯ ธรรมนั้นว่าด้วยเรื่องสัญญา ๑๐ ฯ

พุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๙

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
,
๑.
พุทธานุพุทธประวัติ ให้ความรู้แก่ผู้ศึกษาทางใดบ้าง ? จงอธิบายพอได้ใจความ
ตอบ
พุทธานุพุทธประวัติ ให้ความรู้แก่ผู้ศึกษา ดังนี้
ก. ทางประวัติศาสตร์ เช่นความเป็นไปของบ้านเมืองในครั้งพุทธกาล และลัทธิธรรมเนียมของประชาชนในสมัยนั้น
ข. ทางจรรยาของพระพุทธเจ้า และจรรยาของเหล่าพระอริยสาวก
ค. ทางธรรมวินัยที่ปรากฏในตำนานและความเป็นมาแห่งศาสนธรรม พร้อมทั้งตัวอย่างการบำรุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง
๒.
การที่พระพุทธองค์ทรงเลิกการทรมานพระวรกายแล้วกลับมาเสวยพระกระยาหาร เพราะทรงพิจารณาเห็นอย่างไร ?
ตอบ
เพราะทรงพิจารณาเห็นว่า คนที่ไม่บริโภคอาหารจนร่างกายหมดกำลัง ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรทางจิตได้ ฯ
๓.
อาสยะ และ ปโยคะ ในสัตตูปการสัมปทา หมายถึงอะไร ?
ตอบ
อาสยะ หมายถึง ความมีพระหฤทัยเยือกเย็นด้วยความกรุณา ปรารถนาคุณประโยชน์อยู่เป็นนิตย์ แม้ในบุคคลที่ทำผิดต่อพระองค์ มีพระเทวทัตเป็นต้น ก็ยังทรงกรุณา
ปโยคะ หมายถึง ความมีพระหฤทัยมิได้มุ่งหวังต่ออามิส เทศนาสั่งสอนสัตว์ด้วยข้อปฏิบัติคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ฯ
๔.
ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี เกิดขึ้นแก่พระโกณฑัญญะความว่าอย่างไร ? ในขณะนั้น ท่านเป็นพระอริยบุคคลชั้นไหน ?
ตอบ
ความว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา ฯ ในขณะนั้น ท่านเป็นพระอริยบุคคลชั้นพระโสดาบัน ฯ
๕.
พระศาสดาทรงแสดงอนุปุพพีกถา และอริยสัจ ๔ ตามลำดับ แก่บุคคลผู้มีคุณสมบัติเช่นไร ?
ตอบ
แก่ผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้คือ
ก. เป็นมนุษย์
ข. เป็นคฤหัสถ์
ค. มีอุปนิสัยแก่กล้า ควรบรรลุโลกุตรคุณ
๖.
“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ชอบใจหมด” เป็นคำพูดของใคร ? พระพุทธองค์ตรัสตอบว่าอย่างไร ?
ตอบ
เป็นคำพูดของทีฆนขะ อัคคิเวสสนโคตร ฯ พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ถ้าอย่างนั้น ความเห็นอย่างนั้นก็ต้องไม่ควรแก่ท่าน ท่านก็ต้องไม่ชอบความเห็นอย่างนั้น ฯ
๗.
พระพุทธโอวาท ๓ ข้อ ที่ทรงประทานแก่พระมหากัสสปะว่าอย่างไร ? จัดเข้าในการอุปสมบทวิธีใด ?
ตอบ
พระโอวาท ๓ ข้อว่าดังนี้
๑. กัสสปะ ท่านพึงศึกษาว่าเราจักเข้าไปตั้งความละอายและความยำเกรงไว้ในภิกษุทั้งที่เป็นผู้เฒ่า ทั้งที่เป็นผู้ใหม่ ทั้งที่เป็นปานกลาง อย่างแรงกล้า
๒. เราจักฟังธรรมอันใดอันหนึ่งซึ่งประกอบด้วยกุศล เราจักเงี่ยโสตฟังธรรมนั้น พิจารณาเนื้อความ
๓. เราจักไม่ละสติเป็นไปในกาย คือพิจารณากายเป็นอารมณ์ ฯ
จัดเข้าในเอหิภิกขุอุปสมบทวิธี ฯ
๘.
พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระราธะว่า “สิ่งใดเป็นมาร ท่านจงละความกำหนัดพอใจในสิ่งนั้นเสีย” มารในที่นี้หมายถึงอะไร ?
ตอบ
หมายถึง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ฯ
๙.
อายุสังขาราธิษฐานกับการปลงอายุสังขาร หมายถึงอะไร ? พระพุทธเจ้าทรงกระทำที่ไหน ?
ตอบ
อายุสังขาราธิษฐาน หมายถึงการที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งพระหฤทัยว่า จักดำรงพระชนม์อยู่แสดงธรรมสั่งสอนมหาชน จนกว่าพุทธบริษัทจะตั้งมั่น และได้ประกาศพระศาสนาให้แพร่หลายมั่นคง สำเร็จประโยชน์แก่มหาชน
การปลงอายุสังขาร หมายถึงการที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดวันปรินิพพาน นับแต่วันเพ็ญเดือน ๓ ไปอีก ๓ เดือน ฯ
อายุสังขาราธิษฐานทรงกระทำที่อชปาลนิโครธ ใกล้สถานที่ตรัสรู้
การปลงอายุสังขารทรงกระทำที่ปาวาลเจดีย์ เมืองไพศาลี ฯ
๑๐.
การทำสังคายนาครั้งแรก เกิดขึ้นหลังจากปรินิพพานล่วงแล้วกี่เดือน ? ใช้เวลาเท่าไร ? ใครทำหน้าที่ปุจฉาและวิสัชนา ?
ตอบ
การทำสังคายนาครั้งแรก เกิดขึ้นหลังจากปรินิพพานล่วงแล้ว ๓ เดือน ฯ ใช้เวลา ๗ เดือน ฯ พระมหากัสสปะทำหน้าที่ปุจฉา พระอุบาลีทำหน้าที่วิสัชนาพระวินัย พระอานนท์ทำหน้าที่วิสัชนาพระสูตรและพระอภิธรรม ฯ