วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๗

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๗
,
๑.
ตจปัญจกกัมมัฏฐาน มีอะไรบ้าง ? เรียกอีกอย่างว่าอย่างไร ? เป็นสมถะหรือวิปัสสนา ?
ตอบ
เกสา ผม, โลมา ขน, นขา เล็บ, ทนฺตา ฟัน และตโจ หนัง ฯ
เรียกอีกอย่างว่ามูลกัมมัฏฐาน ฯ เป็นได้ทั้งสมถะ และวิปัสสนา ฯ
๒.
สังขตธรรม และอสังขตธรรม ต่างกันอย่างไร ? สัตว์ ต้นไม้ ภูเขา เป็นสังขตธรรม เพราะมีลักษณะอย่างไร ?
ตอบ
สังขตธรรม คือธรรมอันปัจจัยปรุงแต่ง ส่วนอสังขตธรรม คือธรรมอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ฯ
เพราะมีลักษณะ คือมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความดับในที่สุด และเมื่อยังตั้งอยู่ ความแปรผันปรากฏ ฯ
๓.
มหาภูตรูป คืออะไร ? มีความเกี่ยวเนื่องกับอุปาทายรูปอย่างไร ?
ตอบ
คือรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน อันประกอบด้วยธาตุ ๔ ได้แก่ดิน น้ำ ไฟ ลม ฯ
เป็นที่ตั้งอาศัยแห่งอุปาทายรูปหรือรูปย่อย เมื่อรูปใหญ่แตกทำลายไป อุปาทายรูปที่อิงอาศัยมหาภูตรูปนั้นก็แตกทำลายไปด้วย ฯ
๔.
กิเลส กรรม วิบาก ได้ชื่อว่า วัฏฏะ เพราะเหตุไร ? จะตัดให้ขาดได้ด้วยอะไร ?
ตอบ
เพราะหมุนเวียนกันไป คือ กิเลสเกิดขึ้นแล้วเป็นเหตุให้ทำกรรม ครั้นทำกรรมแล้ว ย่อมได้รับวิบาก เมื่อได้รับวิบาก กิเลสเกิดขึ้นอีก วนกันไปอย่างนี้ ฯ
ตัดด้วยอรหัตตมรรค ฯ
๕.
กตญาณ เป็นไปในอริยสัจ ๔ อย่างไร ?
ตอบ
ทุกข์ควรกำหนดรู้ได้กำหนดรู้แล้ว ทุกขสมุทัยที่ควรละได้ละแล้ว ทุกขนิโรธที่ควรทำให้แจ้งได้ทำให้แจ้งแล้ว ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาที่ควรเจริญได้เจริญแล้ว ฯ
๖.
ความรู้สึกเฉย ๆ ทางกาย กับความรู้สึกเฉย ๆ ทางใจ จัดเข้าในเวทนา ๕ อย่างไร ?
ตอบ
ความรู้สึกเฉย ๆ ทางกาย จัดเป็นสุข ความรู้สึกเฉยๆ ทางใจ จัดเป็นอุเบกขา ฯ
๗.
กิเลส ชื่อว่าโอฆะ โยคะ และอาสวะ เพราะเหตุไร ?
ตอบ
ชื่อว่าโอฆะ เพราะดุจเป็นกระแสน้ำอันท่วมใจสัตว์
ชื่อว่าโยคะ เพราะประกอบสัตว์ไว้ในภพ
ชื่อว่าอาสวะ เพราะเป็นสภาพหมักหมมอยู่ในสันดาน ฯ
๘.
การแผ่เมตตาในพรหมวิหาร กับในอัปปมัญญา ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ในพรหมวิหาร เป็นการแผ่เมตตาโดยเจาะจงตัว หรือเจาะจงหมู่คณะ
ส่วนในอัปปมัญญา เป็นการแผ่เมตตาโดยไม่เจาะจง ไม่มีจำกัด ฯ
๙.
ผู้บริจาคทานระดับใดจัดเป็นทานบารมี ทานอุปบารมี และทานปรมัตถบารมี ?
ตอบ
บริจาคพัสดุภายนอก จัดเป็นทานบารมี
บริจาคอวัยวะ จัดเป็นทานอุปบารมี
บริจาคชีวิต จัดเป็นทานปรมัตถบารมี ฯ
๑๐.
บุคคลผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นพหุสุต เพราะประกอบด้วยคุณสมบัติอะไรบ้าง ?
ตอบ
๑. ได้ยินได้ฟังมาก (พหุสสุตา)
๒. ทรงจำได้ (ธตา)
๓. ท่องไว้ด้วยวาจา (วจสา ปริจิตา)
๔. เอาใจจดจ่อ (มนสานุเปกขิตา)
๕. ขบด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา) ฯ

พุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๐

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
๑.
จงเล่าความเป็นมาของพุทธโกลาหล ฯ
ตอบ
เมื่อสุทธาวาสมหาพรหมทั้งหลายลงมาเที่ยวประกาศทั่วหมื่นโลกธาตุว่า เบื้องหน้าแต่นี้ล่วงไปอีกแสนปี พระสัพพัญญูจะบังเกิดในโลก ถ้าใคร่จะพบเห็น จงเว้นจากเวรทั้ง ๕ อุตส่าห์บำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา กระทำการกุศลต่าง ๆ ดังนี้ จึงทำให้เกิดพุทธโกลาหลขึ้น ฯ
๒.
ฤษีปัญจวัคคีย์ออกบวชตามและอยู่ปรนนิบัติพระพุทธองค์ขณะทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา เพราะคิดอย่างไร ? หลีกหนีไปเพราะคิดอย่างไร ? และการทั้ง ๒ นั้น มีผลดีอย่างไร ?
ตอบ
ออกบวชตามเพราะคิดว่า บรรพชาของพระองค์คงมีประโยชน์ พระองค์บรรลุธรรมใด จักทรงสั่งสอนให้ตนบรรลุธรรมนั้นบ้าง ฯ
หลีกไปโดยคิดว่า พระองค์ทรงละทุกรกิริยาแล้ว คงจะไม่บรรลุธรรมพิเศษอันใดได้ ฯ
การมาปรนนิบัตินั้น ทำให้สามารถเป็นพยานได้ว่า พระพุทธองค์ทรงเคยประพฤติอัตตกิลมถานุโยคอย่างอุกฤษฎ์มาแล้ว แม้เช่นนี้ก็ไม่เป็นทางที่จะให้รู้ธรรมพิเศษอันใดได้ ส่วนการหลีกหนีไปนั้นก็เป็นผลดี เพราะเวลานั้นเป็นเวลาบำเพ็ญเพียรทางจิต ซึ่งต้องการความสงัด ฯ
๓.
พระมหาสุบินนิมิตก่อนจะตรัสรู้ที่ว่า เสด็จจงกรมบนภูเขาอุจจาระโดยพระบาทไม่แปดเปื้อน หมายถึงอะไร ?
ตอบ
หมายถึง จะทรงได้ปัจจัยทั้ง ๔ แต่มิได้มีพระทัยปลิโพธิเอื้อเฟื้อในปัจจัยทั้งปวง ฯ
๔.
พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานจาตุรงคมหาปธาน มีใจความว่าอย่างไร ? ที่ไหน ? และได้รับผลอย่างไร ?
ตอบ
มีใจความว่า หากยังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วจักไม่ลุกขึ้น แม้เนื้อและเลือดจะแห้งเหือดไป เหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูก ก็ตามที ฯ ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ฯ ได้รับผลคือ บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณสมดังพระหฤทัย ฯ
๕.
ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงแล้วอย่างไรในอริยสัจ ๔ ซึ่งมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ ทำให้พระพุทธองค์ทรงยืนยันได้ว่าเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ที่ว่ารอบ ๓ อาการ ๑๒ คืออย่างไร ?
ตอบ
คือ ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงว่า
ก. นี้ทุกข์ ทุกข์นั้นควรกำหนดรู้ ทุกข์นั้นได้กำหนดรู้แล้ว
ข. นี้เหตุให้เกิดทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์นั้นควรละ เหตุให้เกิดทุกข์นั้นได้ละแล้ว
ค. นี้เหตุให้ทุกข์ดับ เหตุให้ทุกข์ดับนั้นควรทำให้แจ้ง เหตุให้ทุกข์ดับนั้นได้ทำให้แจ้งแล้ว
ง. นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ข้อปฏิบัตินั้นควรทำให้เกิด ข้อปฏิบัตินั้นได้ทำให้เกิดแล้ว ฯ
๖.
ก่อนจะทรงแสดงอริยสัจ ๔ พระพุทธองค์ทรงแสดงส่วนสุด ๒ อย่างแก่ปัญจวัคคีย์ แต่ทรงแสดงอนุปุพพีกถาแก่ยสกุลบุตร เพราะเหตุไร ?
ตอบ
เพราะปัญจวัคคีย์ได้ละกามออกบวชเป็นฤษีแล้ว ซึ่งบรรพชิตในครั้งนั้นหมกมุ่นอยู่ในส่วนสุด ๒ อย่าง คืออัตตกิลมถานุโยคและกาม สุขัลลิกานุโยค ฤษีปัญจวัคคีย์ติดอยู่ในอัตตกิลมถานุโยค จึงไม่จำต้องแสดงอนุปุพพีกถาเพื่อฟอกจิตให้สะอาดจากกาม แต่ยสกุลบุตรเป็น ผู้เสพกามอยู่ครองเรือน กำลังได้รับความขัดข้องวุ่นวายจากกามอยู่ จึงทรงแสดงอนุปุพพีกถาฟอกจิตให้ห่างไกลจากความยินดีในกาม ควรรับธรรมเทศนาคืออริยสัจ ๔ เหมือนผ้าที่ปราศจากมลทิน ควรรับ น้ำย้อมได้ฉะนั้น ฯ
๗.
พระพุทธบัญญัติที่ว่า ผู้ขออุปสมบทต้องได้รับอนุญาตจากมารดาบิดาก่อน นั้น มีประวัติความเป็นมาโดยย่ออย่างไร ?
ตอบ
พระเจ้าสุทโธทนะทรงโทมนัสมาก เพราะพระสิทธัตถราชกุมาร พระนันทะ และพระราหุล เสด็จออกผนวชแล้ว สิ้นผู้จะสืบราชวงศ์ ต่อไป ทรงปรารภทุกข์นี้ที่จะพึงมีแก่มารดาบิดาในตระกูลอื่น จึงทูลขอพระพุทธองค์ให้มารดาบิดาต้องอนุญาตก่อนจึงจะบวชกุลบุตรได้ จึงเกิดพระพุทธบัญญัติข้อนี้ขึ้น ฯ
๘.
บิณฑบาตของนางสุชาดาที่ถวายก่อนแต่ตรัสรู้ และของนายจุนทะที่ถวายก่อนแต่เสด็จปรินิพพาน มีผลเสมอกัน มีวิบากเสมอกัน เพราะเหตุไร ?
ตอบ
เพราะ
ก. ปรินิพพานเสมอกัน คือสอุปาทิเสสปรินิพพานและอนุปาทิเสสปรินิพพาน
ข. สมาบัติเสมอกัน คือทรงเข้าสู่สมาบัติ ๒๔ แสนโกฏิเสมอกันก่อนจะตรัสรู้และก่อนจะปรินิพพาน
ค. เมื่อบุคคลทั้ง ๒ ระลึกถึงการถวายบิณฑบาตของตน ก็บังเกิดปีติโสมนัสอย่างแรงกล้าเหมือนกัน ฯ
๙.
ใครเป็นผู้ถามพระปุณณมันตานีบุตรว่า ข้าพเจ้าถามท่านว่า ท่านประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออย่างนั้นหรือ ๆ ท่านก็ตอบว่า ไม่อย่างนั้น ๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออะไรเล่า ? และได้รับคำตอบว่าอย่างไร ?
ตอบ
พระสารีบุตรเป็นผู้ถาม ฯ ได้รับคำตอบว่า เราประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความดับไม่มีเชื้อ ฯ
๑๐.
พระสาวกผู้ใหญ่ ๘๐ องค์ เท่าที่ปรากฏในหนังสือพุทธานุพุทธประวัติ มีองค์ใดนิพพานก่อนและหลังพระพุทธองค์บ้าง ? จงบอกมาอย่างละ ๒ องค์ ฯ
ตอบ
(ตอบเพียงอย่างละ ๒ องค์)
ก. ผู้นิพพานก่อนพระพุทธองค์ คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระราหุล ฯ
ข. ผู้นิพพานหลังพระพุทธองค์ คือ พระมหากัสสปะ พระอุบาลี พระอนุรุทธะ พระอานนท์ ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๖๐

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
,
เอโกปิ สทฺโธ เมธาวี    อสฺสทฺธานํ จ ญาตินํ
ธมฺมฏฺโฐ สีลสมฺปนฺโน    โหติ อตฺถาย พนฺธุนํ
ผู้มีศรัทธา มีปัญญา ตั้งในธรรม ถึงพร้อมด้วยศีล แม้คนเดียว
ย่อมเป็นประโยชน์แก่ญาติและพวกพ้องผู้ไม่มีศรัทธา.

(ปสฺสิกเถร) ขุ. เถร. ๒๖/๓๐๖.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๐

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
๑.
สหคตทุกข์ คือทุกข์เช่นไร ? มียศชื่อว่าเป็นทุกข์นั้น มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
คือ ทุกข์ไปด้วยกัน หรือทุกข์กำกับกัน ได้แก่ทุกข์มีเนื่องมาจาก วิบุลผล ฯ มียศคือได้รับตั้งเป็นใหญ่กว่าคนสามัญเป็นชั้น ๆ ต้องเป็นอยู่เติบกว่าคนสามัญ จำต้องมีทรัพย์มากเป็นกำลัง มักหาได้ไม่พอใช้ ต้องมีภาระมาก เวลาไม่เป็นของตน เป็นที่เกาะของผู้อื่นจนนุงนัง ต้องพลอยสุขทุกข์ด้วยเขา ฯ
๒.
ไวพจน์แห่งวิราคะ ได้แก่อะไรบ้าง ?
ตอบ
ได้แก่
๑. มทนิมฺมทโน แปลว่า ธรรมยังความเมาให้สร่าง
๒. ปิปาสวินโย แปลว่า ความนำเสียซึ่งความระหาย
๓. อาลยสมุคฺฆาโต แปลว่า ความถอนขึ้นด้วยดีซึ่งอาลัย
๔. วฏฺฏูปจฺเฉโท แปลว่า ความเข้าไปตัดเสียซึ่งวัฏฏะ
๕. ตณฺหกฺขโย แปลว่า ความสิ้นแห่งตัณหา
๖. นิโรโธ แปลว่า ความดับ
๗. นิพฺพานํ แปลว่า ธรรมชาติหาเครื่องเสียบแทงมิได้ ฯ
๓.
วิมุตติ เป็นโลกิยธรรมหรือโลกุตตรธรรม ? เป็นสาสวะหรืออนาสวะ ?
ตอบ
ถ้าเพ่งถึงวิมุตติที่สืบเนื่องมาจากนิพพิทาและวิราคะแล้ว ก็เป็นโลกุตตระและอนาสวะอย่างเดียว ถ้าเพ่งถึงวิมุตติ ๕ วิมุตติเป็นโลกิยะก็มี เป็นสาสวะก็มี คือตทังควิมุตติและวิกขัมภนวิมุตติเป็นโลกิยะและเป็นสาสวะ วิมุตติอีก ๓ ที่เหลือ เป็นโลกุตตระและเป็นอนาสวะ ฯ
๔.
ในบรรดาสังขตธรรมนั้น อะไรเป็นยอด ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
อัฏฐังคิกมรรคเป็นยอด ฯ เพราะองค์ ๘ แต่ละองค์ ๆ ของอัฎฐังคิกมรรคก็เป็นธรรมดี ๆ รวมกันเข้าทั้ง ๘ ย่อมเป็นธรรมดียิ่งนัก และเป็นทางเดียวนำไปถึงความดับทุกข์หรือถึงความหมดจดแห่งทัสสนะ ฯ
๕.
บาลีแสดงปฏิปทาแห่งสันติว่า ผู้เพ่งความสงบพึงละอามิสในโลกเสีย ความสงบ ได้แก่อะไร ? อามิส ได้แก่อะไร ? เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าอามิส ?
ตอบ
ความสงบ ได้แก่ ความเรียบร้อยทางกายทางวาจาและทางใจ ฯ
อามิส ได้แก่ ปัญจพิธกามคุณ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนาน่าใคร่น่าชอบใจ ฯ เพราะเป็นเครื่องล่อใจให้ติดในโลก จึงเรียกว่าอามิส ฯ
๖.
เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงชักนำให้บำเพ็ญสมาธิ ? หัวใจสมถกัมมัฏฐานมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
เพราะใจที่อบรมดีแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อันใหญ่ เป็นกำลังสำคัญในอันจะให้คิดเห็นอรรถธรรมและเหตุผลอันสุขุมลุ่มลึก พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ในพระบาลีว่า สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ ผู้มีใจตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ตามเป็นจริง ฯ มี กายคตาสติ เมตตา พุทธานุสสติ กสิณ จตุธาตุววัตถานะ ฯ
๗.
จงจัด นวหรคุณ แต่ละอย่างลงในพระปัญญาคุณและพระกรุณาคุณ ?
ตอบ
บท อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู เป็นพระปัญญาคุณ
บท อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นพระกรุณาคุณ
บท พุทฺโธ ภควา เป็นพระปัญญาคุณและพระกรุณาคุณทั้งสอง
(สุคโต ในที่บางแห่ง จัดเป็นทั้งพระปัญญาคุณทั้งพระกรุณาคุณ) ฯ
๘.
อะไรเป็นลักษณะ เป็นกิจ และเป็นผลของวิปัสสนา ?
ตอบ
ก. สภาพความเป็นเองของสังขาร คือเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จริงอย่างไร ความรู้ความเห็นว่าสังขารเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แจ้งชัดจริงอย่างนั้น เป็นลักษณะของวิปัสสนา
ข. การกำจัดโมหะความมืดเสียให้สิ้นเชิง ไม่หลงในสังขารว่าเป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวเป็นตน เป็นของงาม เป็นกิจของวิปัสสนา
ค. ความรู้แจ้งเห็นจริงในสังขารทั้งหลายว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันสืบเนื่องมาจากการกำจัดโมหะความมืดเสียได้สิ้นเชิง ไม่มีความรู้ผิดความเห็นผิด เป็นผลของวิปัสสนา ฯ
๙.
ในอรกสูตร ทรงแสดงอุปมาชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายไว้อย่างไรบ้าง จงบอกมา ๓ ข้อ ? ที่ทรงแสดงไว้เช่นนั้นเพื่ออะไร ?
ตอบ
ทรงแสดงไว้ดังนี้ คือ (ให้ตอบเพียง ๓ ข้อ)
๑. เหมือนหยาดน้ำค้าง
๒. เหมือนต่อมน้ำ
๓. เหมือนรอยไม้ขีดลงในน้ำ
๔. เหมือนลำธารอันไหลมาจากภูเขา
๕. เหมือนก้อนเขฬะ
๖. เหมือนชิ้นเนื้อนาบไฟ
๗. เหมือนโคที่เขาจะฆ่า
ทรงแสดงไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้เร่งรีบทำความดีให้ทันกับเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ฯ
๑๐.
ตามมหาสติปัฏฐานสูตร ผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ตลอด ๗ วันถึงตลอด ๗ ปี พึงหวังผลอะไรได้บ้าง ?
ตอบ
พึงหวังผล ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้ ๑ หรือเมื่อวิบากขันธ์ที่กิเลสมีตัณหาเป็นต้นเข้ายึดไว้ยังเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑ ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๘

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
,
๑.
ภิกษุผู้ปฏิบัติพระวินัยส่วนอภิสมาจารให้ดีงาม จะต้องปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
ปฏิบัติสายกลาง ไม่เคร่งครัดอย่างงมงาย จนเป็นเหตุทำตนให้ลำบากเพราะธรรมเนียมเล็ก ๆ น้อย ๆ และไม่มักง่ายจนถึงทำตนให้เป็นคนเลวทราม ฯ
๒.
ภิกษุผู้ละเมิดสิกขาบทนอกพระปาติโมกข์ ต้องอาบัติอะไรได้บ้าง ?
ตอบ
ต้องอาบัติถุลลัจจัยและทุกกฎ ฯ
๓.
ผ้าสำหรับทำจีวรนุ่งห่มนั้น ทรงอนุญาตไว้กี่ชนิด ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๖ ชนิด ฯ คือ
๑. โขมะ ผ้าทำด้วยเปลือกไม้
๒. กัปปาสิกะ ผ้าทำด้วยฝ้าย
๓. โกเสยยะ ผ้าทำด้วยใยไหม
๔. กัมพละ ผ้าขนสัตว์ เว้นผมและขนมนุษย์
๕. สาณะ ผ้าทำด้วยเปลือกป่าน
๖. ภังคะ ผ้า ๕ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งเจือกัน ฯ
๔.
ในบาลีแสดงเหตุนิสสัยระงับจากอุปัชฌายะไว้ ๕ ประการ มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
อุปัชฌาย์หลีกไปเสีย ๑ สึกเสีย ๑ ตายเสีย ๑ ไปเข้ารีตเดียรถีย์เสีย ๑ สั่งบังคับ ๑ ฯ
๕.
ภิกษุผู้อาพาธควรปฏิบัติตนอย่างไร จึงไม่เป็นภาระแก่ผู้พยาบาล ?
ตอบ
ปฏิบัติตนให้เป็นผู้พยาบาลง่าย คือทำความสบายให้แก่ตน (ไม่ฉันของแสลง) รู้จักประมาณในการบริโภค ฉันยาง่าย บอกอาการไข้ตามเป็นจริง เป็นผู้อดทนต่อทุกขเวทนา ฯ
๖.
การลุกยืนขึ้นรับ เป็นกิจที่ผู้น้อยพึงทำแก่ผู้ใหญ่ จะปฏิบัติอย่างไรจึงไม่ขัดต่อพระวินัย ?
ตอบ
นั่งอยู่ในสำนักผู้ใหญ่ ไม่ลุกรับผู้น้อยกว่าท่าน นั่งเข้าแถวในบ้าน เข้าประชุมสงฆ์ในอาราม ไม่ลุกรับท่านผู้ใดผู้หนึ่ง ฯ
๗.
ธุระเป็นเหตุไปด้วยสัตตาหกรณียะที่ท่านกล่าวไว้ในบาลี มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๑. ไปเพื่อพยาบาลสหธรรมิกหรือมารดาบิดาเจ็บไข้
๒. ไปเพื่อระงับสหธรรมิกกระสันจะสึก
๓. ไปเพื่อหาทัพพสัมภาระมาปฏิสังขรณ์วิหารหรือด้วยกิจของสงฆ์
๔. ทายกนิมนต์ไปเพื่อบำเพ็ญกุศลหรือแม้ธุระอื่นนอกจากนี้ที่เป็นกิจลักษณะ ฯ
๘.
บุพพกรณ์และบุพพกิจ ในการทำอุโบสถสวดปาติโมกข์ ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
บุพพกรณ์ เป็นกิจที่ภิกษุพึงทำก่อนประชุมสงฆ์ มีกวาดบริเวณที่ประชุม เป็นต้น
บุพพกิจ เป็นกิจที่พึงทำก่อนสวดปาติโมกข์ มีนำปาริสุทธิของภิกษุผู้อาพาธมา เป็นต้น ฯ
๙.
อุปปถกิริยา คืออะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
คือการทำนอกรีตนอกรอยของสมณะ ฯ มี ๓ อย่าง ฯ คือ
อนาจาร ได้แก่ ความประพฤติไม่ดีไม่งาม
ปาปสมาจาร ได้แก่ ความประพฤติเลวทราม
อเนสนา ได้แก่ ความหาเลี้ยงชีพไม่สมควร ฯ
๑๐.
มหาปเทส แปลว่าอะไร ? ทรงประทานไว้เพื่อประโยชน์อะไร ?
ตอบ
แปลว่า ข้อสำหรับอ้างใหญ่ ฯ
เพื่อเป็นหลักแห่งการวินิจฉัยทั้งในทางธรรมทั้งในทางวินัย ฯ

อนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๙

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ที ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
,
๑.
ประวัติอนุพุทธบุคคลมีความสําคัญต่อผู้ศึกษาอย่างไร ?
ตอบ
ทําให้ผู้ศึกษาได้รับความรู้ในจริยาวัตร และคุณความดีที่ ท่านได้บําเพ็ญมาตลอดจนถึงผลงานในการช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาอันทําให้เจริญสืบมาถึงทุกวันนี้ นําให้เกิดความเลื่อมใสและความนับถือเป็นทิฏฐานุคติอันดี สามารถน้อมนํามาปฏิบัติตามได้ ฯ
๒.
เอหิภิกขุอุปสัมปทาที่ ประทานแก่พระโกณฑัญญะและพระยสะต่างกันอย่างไร ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
ต่างกัน คือ ที่ ประทานแก่พระโกณฑัญญะมีคําว่า เพื่อทําที่สุดทุกข์โดยชอบ ส่วนที่ประทานแก่พระยสะไม่มีคําว่า เพื่อทําที่สุดทุกข์โดยชอบ ฯ
เพราะพระยสะได้ถึงที่สุดทุกข์แล้ว ฯ
๓.
พระพุทธเจ้าทรงยกย่องใครว่าเป็นผู้มีบริวารมาก ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
พระอุรุเวลกัสสปะ ฯ
เพราะเหตุที่ท่านเป็นผู้รู้จักเอาใจบริวาร รู้จักสงเคราะห์ด้วยธรรมบ้าง ด้วยอามิสบ้าง ผู้ประกอบด้วยคุณสมบัตินี้ ย่อมเป็นผู้สามารถควบคุมบริวารใหญ่ไว้ได้ ฯ
๔.
พระพุทธองค์ทรงยกย่องพระสารีบุตรคู่กับพระโมคคัลลานะโดยอุปมาไว้อย่างไร ?
ตอบ
พระพุทธองค์ตรัสอุปมาว่า พระสารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ให้ทารกเกิด
พระโมคคัลลานะเปรียบเหมือนนางนมผู้เลี้ยงทารกนั้นที่เกิดแล้ว ฯ
๕.
พระสาวกองค์ใด เป็นผู้มักน้อยสันโดษอย่างยิ่ง ? ท่านทําใจอย่างไร ?
ตอบ
พระมหากัสสปะ ฯ
ทําใจอย่างนี้คือ เมื่อแสวงหาไม่ได้ ก็ไม่สะดุ้งตกใจ เมื่อแสวงหาได้แล้วก็ไม่กําหนัดยินดีในปัจจัย ๔ นั้น ฯ
๖.
พระสาวก ผู้อธิบายภัทเทกรัตตสูตรที่ทรงแสดงโดยย่อให้พิสดารคือใคร ? ท่านได้รับการสรรเสริญจากพระศาสดาว่าอย่างไร ?
ตอบ
คือ พระมหากัจจายนะ ฯ
ท่านได้รับสรรเสริญจากพระศาสดาว่า เป็นผู้ฉลาดในการอธิบายคําที่ย่อให้พิสดาร ฯ
๗.
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอุปมาด้วยพิณ ๓ สาย แก่ใคร ? ด้วยทรงพระประสงค์ใด ?
ตอบ
แก่พระโสณโกฬิวิสะ ฯ
ด้วยทรงพระประสงค์จะให้ท่านทําความเพียรพอประมาณ เพราะท่านทําความเพียรอย่างยิ่ง เดินจงกรมจนเท้าแตก ฯ
๘.
สตรีคนแรกที่ได้อุปสมบทในพุทธศาสนาคือใคร ? อุปสมบทด้วยวิธีใด ?
ตอบ
คือ พระมหาปชาบดีโคตมี ฯ ด้วยวิธีรับครุธรรม ๘ ประการ ฯ
ศาสนพิธี
๙.
ธรรมเนียมของสงฆ์ที่พึงปฏิบัติชอบต่อกันเพื่อความสามัคคี เรียกว่าอะไร ? หมายถึงอะไร ?
ตอบ
เรียกว่า สามีจิกรรม ฯ หมายถึง การขอขมาโทษ และการให้อภัยกัน ฯ
๑๐.
การถวายผ้าวัสสิกสาฎกนั้น มีมูลเหตุมาจากอะไร ? ใครเป็นผู้ถวายคนแรก ?
ตอบ
มีมูลเหตุมาจากเดิมยังไม่มีพุทธานุญาตให้ภิกษุมีผ้าวัสสิกสาฎก ภิกษุทั้งหลายจึงเปลือยกายอาบน้ำ นางวิสาขามหาอุบาสิกา ทราบเรื่องนั้นแล้ว เห็นว่าไม่สมควรแก่เพศสมณะ จึงทูลขอพระพุทธานุญาต เพื่อถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่ภิกษุทั้งหลาย ฯ

วินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๑

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑
,
๑.
กรรมวาจาวิบัติเพราะสวดผิดฐานกรณ์นั้นอย่างไร ?
ตอบ
คือ การสวดธนิตเป็นสิถิล ๑ สวดสิถิลเป็นธนิต ๑ สวดวิมุตเป็นนิคคหิต ๑ สวดนิคคหิตเป็นวิมุต ๑ ฯ
๒.
ติจีวราวิปปวาสสีมา และ อุทกุกเขปสีมา ได้แก่สีมาเช่นไร ?
ตอบ
ติจีวราวิปปวาสสีมา ได้แก่ สีมาที่สงฆ์สมมติให้เป็นแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรได้ในเขตสีมานั้น
อุทกุกเขปสีมา ได้แก่ สีมาที่กำหนดเขตแห่งสามัคคีด้วยชั่ววักน้ำสาดแห่งคนมีอายุและกำลังปานกลาง ฯ
๓.
ภิกษุผู้ได้รับสมมติจากสงฆ์ให้เป็นเจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์นั้น ๆ เรียกว่าอะไร ? พึงสวดสมมติด้วยกรรมวาจาประเภทใด ?
ตอบ
เรียกว่า เจ้าอธิการ ฯ พึงสวดสมมติด้วยญัตติทุติยกรรม ฯ
๔.
ผ้าที่ไม่ทรงอนุญาตให้ใช้เป็นผ้ากฐิน ได้แก่ผ้าเช่นไรบ้าง ?
ตอบ
เช่นนี้ คือ
ก. ผ้าที่ไม่ได้เป็นสิทธิ เช่น ผ้าที่ขอยืมเขามา
ข. ผ้าที่ได้มาโดยอาการอันมิชอบ คือ ทำนิมิตได้มา พูดเลียบเคียงได้มา และผ้าเป็นนิสสัคคีย์
ค. ผ้าที่ได้มาโดยบริสุทธิ์ แต่เก็บค้างคืนไว้ ฯ
๕.
ในอุปสมบทกรรม อภัพพบุคคล หมายถึงใคร ? จำแนกโดยประเภทมีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
หมายถึงบุคคลที่ทรงห้ามไม่ให้อุปสมบท ฯ มี ๓ ประเภท คือ
๑. เพศบกพร่อง
๒. ประพฤติผิดพระธรรมวินัย
๓. ประพฤติผิดต่อกำเนิดของเขาเอง ฯ
๖.
วิวาทาธิกรณ์ คืออะไร ? ระงับได้ด้วยอธิกรณสมถะข้อใดบ้าง ?
ตอบ
คือ การเถียงกันปรารภพระธรรมวินัย ฯ ด้วยสัมมุขาวินัยและเยภุยยสิกา ฯ
๗.
พระอรรถกถาจารย์แสดงลักษณะปกปิดอาบัติสังฆาทิเสสไว้เป็น ๕ คู่อย่างไรบ้าง ?
ตอบ
แสดงไว้ ๕ คู่ ดังนี้
๑. เป็นอาบัติ และรู้ว่าเป็นอาบัติ
๒. เป็นปกตัตตะ และรู้ว่าเป็นปกตัตตะ
๓. ไม่มีอันตราย และรู้ว่าไม่มีอันตราย
๔. อาจอยู่ และรู้ว่าอาจอยู่
๕. ใคร่จะปิด และปิดไว้ ฯ
๘.
รัตติเฉท หมายถึงอะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
หมายถึง การขาดราตรีแห่ง (การประพฤติ) มานัต ฯ มี
๑. อยู่ร่วม
๒. อยู่ปราศ
๓. ไม่บอก
๔. ประพฤติในคณะอันพร่อง ฯ
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
๙.
กรรมการมหาเถรสมาคมดำรงอยู่ในตำแหน่งคราวละกี่ปี ?
ตอบ
กรรมการที่เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ไม่มีกำหนดเวลา
กรรมการที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง ดำรงอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๒ ปี ฯ
๑๐.
ตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ให้จัดแบ่งเขตปกครอง คณะสงฆ์ส่วนภูมิภาคไว้อย่างไร ?
ตอบ
แบ่งดังนี้ คือ
๑. ภาค
๒. จังหวัด
๓. อำเภอ
๔. ตำบล
๕. ส่วนจำนวนและเขตปกครองดังกล่าวให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๖๑

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑
,
อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ    กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ
ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ    ตสฺมา สีลํ วิโสธเย.
ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย
เป็นประมุขของธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้น ควรชำระศีลให้บริสุทธิ์.

(สีลวตฺเถร)ขุ. เถร. ๒๖/๓๕๘.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๘

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
,
๑.
สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน มุ่งผลแห่งการปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
สมถกรรมฐานมุ่งผล คือความสงบใจ
ส่วนวิปัสสนากรรมฐานมุ่งผล คือความเรืองปัญญา ฯ
๒.
ปาพจน์ ๒ คือธรรมและวินัยนั้นทราบแล้ว อยากทราบว่าความปฏิบัติอย่างไร จัดเป็นธรรม ความปฏิบัติอย่างไรจัดเป็นวินัย ?
ตอบ
ความปฏิบัติเป็นทางนำความประพฤติและอัธยาศัยให้ประณีตขึ้น จัดเป็นธรรม
ความปฏิบัติเนื่องด้วยระเบียบอันทรงตั้งไว้ด้วยพุทธอาณา เป็นสิกขาบทหรืออภิสมาจาร เป็นทางนำความประพฤติให้สม่ำเสมอกัน จัดเป็นวินัย ฯ
๓.
โลกัตถจริยา ที่พระพุทธองค์ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลกนั้น มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
ทรงแผ่พระญาณตรวจดูสัตว์โลกด้วยแล้วเสด็จไปโปรดผู้นั้น สรุปคือ ทรงสงเคราะห์คนทั้งหลายโดยฐานเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ฯ
๔.
วิเวก ๓ คืออะไรบ้าง ? จงอธิบายแต่ละอย่างพอเข้าใจ
ตอบ
คือกายวิเวก สงัดกาย ได้แก่อยู่ในที่สงัด
จิตตวิเวก สงัดจิต ได้แก่ทำจิตให้สงบด้วยสมถภาวนา
อุปธิวิเวก สงัดกิเลส ได้แก่ทำใจให้บริสุทธิ์จากกิเลสด้วยวิปัสสนาภาวนา ฯ
๕.
ในสังขาร ๓ อะไรชื่อว่ากายสังขารและวจีสังขาร ? เพราะเหตุไรจึงได้ชื่ออย่างนั้น ?
ตอบ
ลมอัสสาสะปัสสาสะ ชื่อ กายสังขาร เพราะปรนปรือกายให้เป็นอยู่
วิตก วิจาร ชื่อ วจีสังขาร เพราะตริตรองแล้วจึงพูด ไม่เช่นนั้นวาจานั้นจักไม่เป็นภาษา ฯ
๖.
อปัสเสนธรรมข้อว่า “พิจารณาแล้วบรรเทาของอย่างหนึ่ง” ของอย่างหนึ่งนั้น คืออะไร ?
ตอบ
คืออกุศลวิตกอันสัมปยุตด้วยกาม พยาบาท วิหิงสา ฯ
๗.
อุปาทาน คืออะไร ? การถือเราถือเขาด้วยอำนาจมานะ จนเป็นเหตุถือพวกจัดเป็นอุปาทานอะไรในอุปาทาน ๔ ?
ตอบ
คือการถือมั่นข้างเลว ได้แก่ถือรั้น ฯ
จัดเป็นอัตตวาทุปาทาน ฯ
๘.
ธรรมมัจฉริยะ ความตระหนี่ธรรม มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
ความหวงธรรม หวงศิลปวิทยา ไม่ปรารถนาจะบอกแก่คนอื่น เกรงเขาจะรู้เทียมตน ฯ
๙.
ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ เกิดขึ้นได้เพราะอาศัยอะไรบ้าง ?
ตอบ
ชิวหาวิญญาณเกิด เพราะอาศัยลิ้นกับรส
กายวิญญาณเกิด เพราะอาศัยกายกับโผฏฐัพพะ ฯ
๑๐.
อุปฆาตกกรรม คือกรรมตัดรอน ทำหน้าที่อะไร ?
ตอบ
ทำหน้าที่ตัดรอนผลแห่งชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรมให้ขาดแล้วให้ผลแทนที่ชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรมนั้น ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๙

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
,
๑.
อภิสมาจาร คืออะไร ? ภิกษุผู้ไม่เอื้อเฟื้อในอภิสมาจารมีโทษอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
คือธรรมเนียมของภิกษุ ฯ
ปรับถุลลัจจัยเป็นอย่างสูง แต่มีน้อย ส่วนมากปรับทุกกฎเป็นพื้น ฯ
๒.
ในกายบริหาร มีข้อปฏิบัติเกี่ยวกับหนวดและคิ้วไว้อย่างไร ?
ตอบ
พึงโกนหนวด ห้ามแต่งหรือตัดด้วยกรรไกร ส่วนคิ้วมิได้วางหลักเกณฑ์ใดไว้ ฯ
๓.
สังฆาฏิ บาตร ประคต เข็ม มีดโกน อย่างไหนเป็นบริขารบริโภคหรือบริขารอุปโภค ?
ตอบ
สังฆาฏิ บาตร ประคต เป็นบริขารบริโภค ส่วนเข็ม มีดโกน จัดเป็นบริขารอุปโภค ฯ
๔.
นิสัยระงับ กับ นิสัยมุตตกะ มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
นิสัยระงับ คือภิกษุผู้ถือนิสัยขาดจากปกครอง เช่น อุปัชฌาย์มรณภาพ เป็นต้น
นิสัยมุตตกะ คือภิกษุผู้ได้พรรษา ๕ และมีคุณสมบัติพอรักษาตนได้ ฯ
๕.
วัตรคืออะไร ? อุปัชฌายวัตรและสัทธิวิหาริกวัตร ใครพึงทำแก่ใคร ?
ตอบ
แบบอย่างอันดีงามที่ภิกษุควรประพฤติในกาลนั้น ๆ ฯ
อุปัชฌายวัตร สัทธิวิหาริกพึงทำแก่อุปัชฌาย์
สัทธิวิหาริกวัตร อุปัชฌาย์พึงทำแก่สัทธิวิหาริก ฯ
๖.
ภิกษุได้ชื่อว่า “กุลปสาทโก ผู้ยังตระกูลให้เลื่อมใส” เพราะมีปฏิปทาอย่างไร ?
ตอบ
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระ ไม่ทำตนสนิทกับสกุล โดยฐานเป็นคนเลว และไม่รุกรานตัดรอนเขา แสดงเมตตาจิต ประพฤติพอดีพองาม ยังความเลื่อมใสนับถือของเขาให้เกิดในตน ฯ
๗.
ภายในพรรษา ภิกษุมีเหตุไปที่อื่น ผูกใจจะกลับให้ทัน แต่มาไม่ทัน เช่นนี้พรรษาขาดหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?
ตอบ
ถ้าไปด้วยธุระที่ทรงอนุญาตในสัตตาหะ พรรษาไม่ขาด เพราะอยู่ในพระพุทธานุญาต ทั้งจิตคิดจะกลับก็มีอยู่ ถ้าไปด้วยกิจอื่นจากนี้ พรรษาขาด ฯ
๘.
สงฆ์สวดปาฏิโมกข์อยู่ ภิกษุอื่นมาถึง หรือมาถึงเมื่อสวดจบแล้ว พึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
ถ้าภิกษุมาใหม่มากกว่า ต้องสวดตั้งต้นใหม่ ถ้าเท่ากันหรือน้อยกว่า ส่วนที่สวดไปแล้วก็แล้วไป ให้ภิกษุที่มาใหม่ฟังส่วนที่ยังเหลืออยู่ ถ้าสวดจบแล้ว จะมาเท่าใดก็ไม่ต้องสวดซ้ำอีก ให้บอกปาริสุทธิในภิกษุผู้ฟังปาฏิโมกข์แล้ว ฯ
๙.
อนาจาร หมายถึงอะไร ? เล่นอย่างไรบ้าง จัดเป็นอนาจาร ?
ตอบ
ความประพฤติไม่ดีไม่งาม และการเล่นมีประการต่าง ๆ ฯ
เล่นอย่างเด็ก เล่นคะนอง เล่นพนัน เล่นปู้ยี่ปู้ยำ เล่นอึงคะนึง จัดเป็นอนาจาร ฯ
๑๐.
ภัณฑะของภิกษุผู้มรณภาพ จะตกเป็นของใคร ? ภิกษุผู้อุปัฏฐากจะถือเอาด้วยวิสาสะได้หรือไม่ ? จงอธิบาย
ตอบ
ตกเป็นของสงฆ์ ฯ
ไม่ได้ เพราะการจะถือเอาด้วยวิสาสะ ต้องถือเอาในเวลาที่เจ้าของภัณฑะยังมีชีวิตอยู่ ฯ

อนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๖๐

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
,
๑.
สิกขาบทนอกพระปาฏิโมกข์เรียกว่าอะไร ? ทรงบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์อะไร ?
ตอบ
เรียกว่า อภิสมาจาร ฯ
ทรงบัญญัติไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของภิกษุ และเพื่อความงามของพระศาสนา เช่นเดียวกับตระกูลใหญ่ จำต้องมีขนบธรรมเนียมและระเบียบไว้รักษาเกียรติ และความเป็นผู้ดีของตระกูล ฯ
๒.
ภิกษุเช่นไรควรได้นิสัยมุตตกะ ?
ตอบ
ภิกษุผู้ควรได้นิสัยมุตตกะ คือ
๑. เป็นผู้มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ สติ
๒. เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล อาจาระ ความเห็นชอบ เคยได้ยินได้ฟังมามาก มีปัญญา
๓. รู้จักอาบัติ มิใช่อาบัติ อาบัติเบา อาบัติหนัก จำพระปาฏิโมกข์ได้แม่นยำ ทั้งมีพรรษาพ้น ๕ ฯ
๓.
ภิกษุเช่นไร ชื่อว่า นวกะ มัชฌิมะ เถระ ?
ตอบ
ภิกษุมีพรรษาไม่ถึง ๕ ชื่อว่า นวกะ
ภิกษุมีพรรษาตั้งแต่ ๕ ขึ้นไป แต่ยังไม่ถึง ๑๐ ต้องประกอบด้วยคุณธรรมตามพระวินัยชื่อว่า มัชฌิมะ
ภิกษุมีพรรษาตั้งแต่ ๑๐ ขึ้นไป ต้องประกอบด้วยคุณธรรมตามพระวินัยชื่อว่า เถระ ฯ
๔.
ภิกษุผู้จะไปสู่อาวาสอื่น พึงปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง ? ให้ตอบมา ๓ ข้อ
ตอบ
พึงปฏิบัติตนอย่างนี้
๑. ทำความเคารพในเจ้าของถิ่น
๒. แสดงความเกรงใจเจ้าของถิ่น
๓. แสดงอาการสุภาพต่อเจ้าของถิ่น
๔. แสดงอาการสนิทสนมกับเจ้าของถิ่น
๕. ถ้าจะอยู่ที่นั่น ควรประพฤติให้ถูกธรรมเนียมของเจ้าของถิ่น
๖. ถือเสนาสนะแล้วอย่าดูดาย เอาใจใส่ปัดกวาดให้สะอาดหมดจด ตั้งเครื่องเสนาสนะให้เป็นระเบียบ ฯ
๕.
เมื่ออยู่ในกุฎีเดียวกันกับพระเถระผู้มีพรรษามากกว่า ตามพระวินัยท่านให้ปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
ให้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ จะทำสิ่งใด ๆ ควรขออนุญาตท่านก่อน เช่น จะสอนธรรม จะอธิบายความ จะสาธยาย จะแสดงธรรม จะเปิดจะปิดไฟ จะเปิดจะปิดประตูหน้าต่าง ห้ามมิให้ทำตามอำเภอใจ ฯ
๖.
ธุระเป็นเหตุให้ไปค้างแรมที่อื่นด้วยสัตตาหกรณียะ ที่กล่าวไว้ในบาลีมีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๔ อย่าง ฯ คือ
๑. สหธรรมิกหรือมารดาบิดาเจ็บไข้ รู้เข้าแล้วไปเพื่อพยาบาล
๒. สหธรรมิกกระสันจะสึก รู้เข้าแล้วไปเพื่อระงับ
๓. มีกิจสงฆ์เกิดขึ้น เช่น วิหารชำรุด ไปเพื่อหาเครื่องทัพพสัมภาระมาซ่อมแซม
๔. ทายกต้องการจะทำบุญ ส่งคนมานิมนต์ ไปเพื่อบำรุงศรัทธา แม้กิจอื่นที่อนุโลมตามนี้ ท่านก็อนุญาต ฯ
๗.
กำลังสวดพระปาฏิโมกข์อยู่ มีภิกษุอื่นเข้ามา จะพึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
ปฏิบัติอย่างนี้ คือ
ถ้าภิกษุผู้เข้ามาใหม่มีจำนวนมากกว่า ต้องเริ่มสวดใหม่ตั้งแต่ต้น
ถ้ามีจำนวนเท่ากันหรือน้อยกว่า ส่วนที่สวดไปแล้วก็ให้เป็นอันสวดแล้ว ให้เธอผู้มาใหม่ฟังส่วนที่ยังเหลือต่อไป ฯ
๘.
อเนสนาได้แก่อะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
อเนสนา ได้แก่ กิริยาแสวงหาเลี้ยงชีพในทางไม่สมควร ฯ มี ๒ อย่าง คือ
๑. การแสวงหาเป็นโลกวัชชะ มีโทษทางโลก
๒. การแสวงหาเป็นปัณณัตติวัชชะ มีโทษทางพระบัญญัติ ฯ
๙.
ภัตตุทเทสกะ จีวรภาชกะ และอัปปมัตตกวิสัชชกะ หมายถึงภิกษุผู้มีหน้าที่อะไร ?
ตอบ
ภัตตุทเทสกะ หมายถึง ภิกษุผู้มีหน้าที่แจกภัตตาหาร ตลอดถึงรับนิมนต์ของทายกแล้วจัดส่งพระไปให้
จีวรภาชกะ หมายถึง ภิกษุผู้มีหน้าที่แจกจีวร
อัปปมัตตกวิสัชชกะ หมายถึง ภิกษุผู้มีหน้าที่แจกเภสัชและบริขารเล็กน้อย ฯ
๑๐.
ภิกษุผู้ได้ชื่อว่า โคจรสัมปันโน ผู้ถึงพร้อมด้วยโคจร เพราะปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
เพราะเว้นอโคจร ๖ จะไปหาใครหรือจะไปที่ไหน เลือกบุคคล เลือกสถานอันสมควร ไปเป็นกิจลักษณะในเวลาอันควร ไม่ไปพร่ำเพรื่อ กลับในเวลา ประพฤติตนไม่ให้เป็นที่รังเกียจของเพื่อนสหธรรมิก ฯ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๑

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑
,
๑.
ความเป็นอนัตตาแห่งสังขาร พึงกำหนดรู้ด้วยอาการอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
ด้วยอาการดังนี้ คือ
ก. ไม่อยู่ในอำนาจ หรือฝืนความปรารถนา
ข. แย้งต่ออัตตา
ค. ความเป็นสภาพหาเจ้าของมิได้
ง. ความเป็นสภาพสูญ ฯ
๒.
พระบาลีว่า สิญฺจ ภิกฺขุ อิมํ นาวํ แปลว่า ภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้ คำว่า เรือ และคำว่า วิด ในที่นี้ หมายถึงอะไร ?
ตอบ
เรือ หมายถึง อัตภาพร่างกาย วิด หมายถึง บรรเทากิเลสและบาปธรรมเสียให้บางเบา จนขจัดได้ขาด ฯ
๓.
บาลีอุทเทสว่า วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ แปลว่า เมื่อหลุดพ้นแล้ว ญาณว่าหลุดพ้นแล้ว ย่อมมี ใครเป็นผู้หลุดพ้น ? และหลุดพ้นจากอะไร ?
ตอบ
จิตเป็นผู้หลุดพ้น ฯ พ้นจากอาสวะ ๓ ฯ
๔.
สอุปาทิเสสนิพพาน กับ อนุปาทิเสสนิพพาน ต่างกันอย่างไร ? พระบาลีว่า เตสํ วูปสโม สุโข ความเข้าไปสงบแห่งสังขารเหล่านั้น เป็นสุข จัดเป็นนิพพานชนิดใด ?
ตอบ
ต่างกัน คือ สอุปาทิเสสนิพพาน เป็นความดับกิเลสที่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ ส่วนอนุปาทิเสสนิพพาน เป็นความดับกิเลสที่ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ ฯ เป็นอนุปาทิเสสนิพพาน ฯ
๕.
นิพพิทา คืออะไร ? บุคคลผู้ไม่ประสบลาภยศสรรเสริญสุข จึงเบื่อหน่ายระอาอย่างนี้ จัดเป็นนิพพิทาได้หรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?
ตอบ
คือ ความหน่ายในเบญจขันธ์หรือในทุกขขันธ์ด้วยปัญญา ฯ จัดเป็นนิพพิทาไม่ได้ ฯ เพราะความเบื่อหน่ายดังที่กล่าวนั้น เป็นความท้อแท้ มิใช่เป็นความหน่ายด้วยปัญญา ฯ
๖.
ในส่วนสังสารวัฏ สัตว์โลกตายแล้วมีคติเป็นอย่างไร ? จงอ้างบาลีประกอบ
ตอบ
มีคติเป็น ๒ คือ
ก. สุคติ มีบาลีว่า จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา
ข. ทุคติ มีบาลีว่า จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา ฯ
๗.
ผู้จะเจริญวิปัสสนาภาวนา พึงศึกษาให้รู้จักธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง ?
ตอบ
ธรรม ๓ ประการ คือ
๑. ธรรมเป็นภูมิเป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้น (มีขันธ์ ๕ เป็นต้น)
๒. ธรรมเป็นรากเหง้า เป็นเหตุเกิดขึ้นตั้งอยู่ของวิปัสสนานั้น (คือสีลวิสุทธิและจิตตวิสุทธิ)
๓. ตัว คือ วิปัสสนานั้น (คือ วิสุทธิ ๕ ที่เหลือ) ฯ
๘.
วิปัลลาส คืออะไร ? แบ่งตามจิตและเจตสิกได้กี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ กิริยาที่ถือโดยอาการวิปริตผิดจากความเป็นจริง ฯ แบ่งได้ ๓ ประเภท ฯ คือ
ก. สัญญาวิปัลลาส
ข. จิตตวิปัลลาส
ค. ทิฏฐิวิปัลลาส ฯ
๙.
จริต คืออะไร ? เพราะเหตุใดจึงต้องเจริญกัมมัฏฐานให้เหมาะกับจริตของตน ?
ตอบ
คือ ความประพฤติเป็นปกติของบุคคล ฯ เพราะ กัมมัฏฐานแต่ละอย่างก็เป็นที่สบายของคนแต่ละจริต ถ้าเจริญไม่เหมาะกับจริต กรรมฐานก็จะสำเร็จได้โดยยาก ฯ
๑๐.
อารมณ์ของสติปัฏฐาน มีอะไรบ้าง ? ภิกษุผู้เจริญสติปัฏฐานพึงมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ?
ตอบ
ก. มี
กาย เวทนา จิต ธรรม ฯ
ข. พึงมี
๑. อาตาปี มีความเพียรเผากิเลส
๒. สัมปชาโน มีสัมปชัญญะ
๓. สติมา มีสติ ฯ