วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๕

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
,
๑.
ภิกษุแม้ละเมิดวินัยแล้วไม่ต้องอาบัติ ได้รับยกเว้นทุกสิกขาบท ได้แก่ภิกษุประเภทไหนบ้าง ?
ตอบ
ภิกษุบ้าคลั่งจนไม่มีสติ เพ้อจนไม่รู้สึกตัว กระสับกระส่ายเพราะเวทนากล้าจนไม่มีสติ ฯ
๒.
สังฆกรรม ๓ อย่างนี้ คือการสวดปาฏิโมกข์ อุปสมบทกรรม และอัพภาณกรรม มีจำกัดจำนวนสงฆ์อย่างน้อยเท่าไรจึงจะถูกต้องตามพระวินัย ?
ตอบ
การสวดปาฏิโมกข์ ต้องการสงฆ์จตุวรรค คือ ๔ รูปเป็นอย่างน้อย
อุปสมบทกรรมในปัจจันตประเทศ ต้องการสงฆ์ปัญจวรรค คือ ๕ รูป เป็นอย่างน้อย
อุปสมบทในมัธยมประเทศ ต้องการสงฆ์ทสวรรค คือ ๑๐ รูปเป็นอย่างน้อย
อัพภาณกรรม ต้องการสงฆ์วีสติวรรค คือ ๒๐ รูปเป็นอย่างน้อย ฯ
๓.
จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้ อุปัชฌายะ สัทธิวิหาริก นิสสัย ?
ตอบ
อุปัชฌายะ เป็นชื่อเรียกภิกษุผู้รับให้พึ่งพิง แปลว่า ผู้ฝึกสอนหรือผู้ดูแล
สิทธิวิหาริก เป็นชื่อเรียกภิกษุผู้พึ่งพิง แปลว่า ผู้อยู่ด้วยนิสสัย
เป็นชื่อเรียกกิริยาที่พึ่งพิง ฯ
๔.
ภิกษุผู้ได้รับเสนาสนะของสงฆ์ให้เป็นที่อยู่อาศัย ควรเอาใจใส่รักษาเสนาสนะ นั้นอย่างไร ?
ตอบ
๑. ไม่ทำให้เปรอะเปื้อน
๒. ชำระให้สะอาด
๓. ระวังไม่ให้ชำรุด
๔. รักษาเครื่องเสนาสนะ
๕. ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ให้มีพร้อม
๖. อย่านำของใช้สำหรับเสนาสนะหนึ่งไปใช้ที่อื่น ฯ
๕.
คำว่า วัตถุเป็นอนามาส คืออะไร ? ภิกษุจับต้องวัตถุเป็นอนามาส เป็นอาบัติอะไร ?
ตอบ
คือสิ่งที่ภิกษุไม่ควรจับต้อง ฯ
ภิกษุจับต้องมาตุคาม เป็นสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย และทุกกฎ ตามประโยค จับบัณเฑาะก์ด้วยกำหนัดเป็นถุลลัจจัย นอกนั้นเป็นวัตถุแห่งอาบัติทุกกฎทั้งหมด ฯ
๖.
ภิกษุจำพรรษาครบ ๓ เดือนจนได้ปวารณาย่อมได้อานิสงส์อะไรบ้าง ?
ตอบ
๑. เที่ยวไปไม่ต้องบอกลาตามสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์
๒. เที่ยวจาริกไปไม่ต้องถือเอาไตรจีวรไปครบสำรับ
๓. ฉันคณโภชน์และปรัมปรโภชน์ได้
๔. เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
๕. จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้น เป็นของได้แก่พวกเธอ ทั้งได้โอกาสเพื่อกรานกฐิน และรับอานิสงส์ ๕ นั้นเพิ่มออกไปอีก ๔ เดือน ตลอดเหมันตฤดู ฯ
๗.
ปวารณามีกี่แบบ ? อะไรบ้าง ? ในอาวาสหนึ่งมีภิกษุ ๓ รูป ในวันปวารณาพึงทำอย่างไร ?
ตอบ
มี ๓ อย่าง ฯ คือสังฆปวารณา คณปวารณา และบุคคลปวารณา ฯ พึงทำคณปวารณา ฯ
๘.
องค์ที่เป็นลักษณะแห่งการถือวิสาสะ คืออะไรบ้าง ? เห็นว่าข้อไหนสำคัญ ?
ตอบ
คือเป็นผู้เคยได้เห็นกันมา ๑ เป็นผู้เคยคบกันมา ๑ ได้พูดกันไว้ ๑ ยังมีชีวิตอยู่ ๑ รู้ว่าของนั้นเราถือเอาแล้วเขาจักพอใจ ๑ ฯ ซึ่งข้อสุดท้ายสำคัญ ฯ
๙.
ภิกษุชื่อว่าอาจารโคจรสัมปันโน ผู้ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร เพราะประพฤติเช่นไร ?
ตอบ
เพราะประพฤติเรียบร้อยด้วยอภิสมาจาริกวัตร เว้นจากอโคจร คือ บุคคลและสถานที่ที่ไม่สมควรไป ฯ
๑๐.
เภสัช ๕ มีอะไรบ้าง จัดเป็นกาลิกอะไร ?
ตอบ
เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ฯ
จัดเป็นสัตตาหกาลิก ฯ

พุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๔๙

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙
,
๑.
บุพพนิมิต ๕ ประการที่เกิดแก่พระโพธิสัตว์ ก่อนจะจุติลงปฏิสนธิในครรภ์พระมารดาคืออะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ
ก. ดอกไม้ทิพย์ประดับกายเหี่ยวแห้ง
ข. ผ้าภูษาทรงมีสีเศร้าหมอง
ค. เหงื่อไหลออกจากรักแร้
ง. ร่างกายปรากฏชรา
จ. พระทัยกระสันเป็นทุกข์ เหนื่อยหน่ายจากเทวโลก ฯ
๒.
สัมปทาคุณ ๓ ประการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คืออะไรบ้าง ? เกิดผลดีอย่างไร ?
ตอบ
คือ
ก. เหตุสัมปทา คือการบำเพ็ญบารมีมาอย่างครบถ้วน
ข. ผลสัมปทา คือการที่ทรงได้รับผลของบารมี ทำให้มีรูปกายประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ อานุภาพ การละกิเลสและ พระญาณหยั่งรู้ เป็นต้น
ค. สัตตูปการสัมปทา คือการที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่ชาวโลกด้วยพระทัยที่บริสุทธิ์ ฯ
ง. เกิดผลดี คือ ทำให้พระองค์ทรงเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาและความเลื่อมใสของบัณฑิตชน ทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะพึงปรารภเป็นอารมณ์แล้วก่อสร้างสั่งสมบุญกุศลให้ไพบูลย์ ฯ
๓.
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ มีปาฏิหาริย์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ?
ตอบ
มีปาฏิหาริย์ ๗ อย่าง คือ
๑. พระมารดาทรงประทับยืน
๒. ประสูติไม่เปรอะเปื้อนด้วยครรภมลทิน
๓. มีเทวดามาคอยรับก่อน
๔. มีธารน้ำร้อนน้ำเย็นตกลงมาจากอากาศสนานพระกาย
๕. เมื่อประสูติออกมาทรงเดินได้ ๗ ก้าว
๖. ทรงเปล่งวาจาเป็นบุพพนิมิตแห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ
๗. แผ่นดินไหว ฯ
๔.
ในการบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณของพระโพธิสัตว์ อยากทราบว่าการบำเพ็ญทุกรกิริยาและอุปมา ๓ ข้อ อย่างไหนเกิดก่อน ? ทรงมีเหตุผลอย่างไร ?
ตอบ
อุปมา ๓ ข้อเกิดก่อน การบำเพ็ญทุกรกิริยาเกิดภายหลัง ฯ เพราะเมื่ออุปมา ๓ ข้อ มาปรากฏแก่พระองค์แล้ว ทรงคิดจะบำเพ็ญเพียรเพื่อป้องกันจิตไม่ให้น้อมไปในกามารมณ์ได้ จึงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ฯ
๕.
อปาณกฌาน ได้แก่อะไร ? พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญครั้งไหน ? และได้รับผลอย่างไร ?
ตอบ
ได้แก่ความเพ่งไม่มีปราณ คือไม่มีลมอัสสาสะปัสสาสะ โดยเนื้อความก็คือกลั้นลมหายใจไม่ให้ดำเนินทางจมูกและทางปาก ฯ ได้ทรงบำเพ็ญในคราวทรงทำทุกรกิริยา ฯ ไม่ได้รับผลที่ทรงมุ่งหวังกลับเป็นการทรมานร่างกายให้ลำบากเปล่า ฯ
๖.
“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า ๆ ไม่ชอบใจหมด” เป็นคำพูดของใคร ? พระพุทธองค์ ตรัสตอบว่าอย่างไร ?
ตอบ
เป็นคำพูดของทีฆนขะ อัคคิเวสสนโคตร ฯ ตรัสตอบว่า ถ้าอย่างนั้น ความเห็นอย่างนั้น ก็ต้องไม่ควรแก่ท่าน ท่านก็ต้องไม่ชอบความเห็นอย่างนั้น ฯ
๗.
พระศาสดารับสั่งให้ท่านพระมหากัสสปะทรงจีวรที่คฤหบดีถวายเป็นต้น แต่ท่านมิได้ทำตาม เพราะเห็นอำนาจประโยชน์อะไร ?
ตอบ
เห็นประโยชน์ ๒ อย่าง คือ
การอยู่เป็นสุขในบัดนี้ของตน
การอนุเคราะห์ประชุมชนในภายหลัง ประชุมชนในภายหลังทราบว่าสาวกของพระพุทธเจ้าไม่ประพฤติตนอย่างนั้น จักถึงทิฏฐานุคติ ปฏิบัติตามที่ตนได้เห็นได้ยิน ความปฏิบัตินั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และสุขแก่เขาสิ้นกาลนาน ฯ
๘.
ก่อนที่ท่านพระโมฆราชจะมาเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ท่านเคยเป็นศิษย์ของใคร ? ผู้นั้นตั้งสำนักสอนอยู่ที่ไหน ?
ตอบ
เป็นศิษย์ของพาวรีพราหมณ์ ฯ อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและเมืองอาฬกะ ฯ
๙.
ท่านพระอานนท์ทูลขอพรพระบรมศาสดาก่อนจะรับเป็นพุทธุปัฏฐากไว้ ๘ ข้อ ท่านมีเหตุผลที่ทูลขอพร ๔ ข้อหลังว่าอย่างไร ?
ตอบ
ใน ๔ ข้อหลังนี้ ๓ ข้อแรก เพื่อจะป้องกันคนพูดว่า พระอานนท์บำรุงพระศาสดาทำอะไร เพราะพระองค์ไม่ทรงอนุเคราะห์แม้ด้วยกิจเท่านี้ ส่วนข้อสุดท้าย เมื่อมีคนถามในที่ลับหลัง พระพุทธองค์ว่า ธรรมนี้พระองค์ทรงแสดงในที่ไหน ถ้าท่านบอกไม่ได้ เขาก็จะพูดได้ว่า ท่านไม่รู้แม้แต่เรื่องเท่านี้ ไม่ละพระศาสดาเที่ยวตามเสด็จอยู่ ดุจเงาตามตัวสิ้นกาลนาน เพราะเหตุอะไร ฯ
๑๐.
บุคคลต่อไปนี้ได้รับเอตทัคคะในทางใด ?
ก. พระอนุรุทธเถระ
ข. พระโสณโกฬิวิสเถระ
ค. พระรัฐปาลเถระ
ง. นางปฏาจาราเถรี
จ. นางกีสาโคตมีเถรี
ตอบ
ก. พระอนุรุทธเถระ ได้ทิพยจักษุญาณ
ข. พระโสณโกฬิวิสเถระ มีความเพียรปรารภแล้ว
ค. พระรัฐปาลเถระ บวชด้วยศรัทธา
ง. นางปฏาจาราเถรี ทรงไว้ซึ่งวินัย
จ. นางกีสาโคตมีเถรี ทรงไว้ซึ่งจีวรอันเศร้าหมอง ฯ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๔๙

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๑๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙
,
๑.
อุทเทสแห่งนิพพิทา ดังต่อไปนี้ มีความหมายว่าอย่างไร ?
ก. คนเขลา
ข. ผู้รู้
ค. หมกอยู่
ง. หาข้องอยู่ไม่
จ. โลกนี้
ตอบ
ก. คนผู้ไร้วิจารณญาณ
ข. ผู้รู้โลกตามความเป็นจริง
ค. เพลิดเพลินหลงติดอยู่ในสิ่งอันมีโทษ
ง. ไม่พัวพันในสิ่งล่อใจ
จ. โดยตรง ได้แก่แผ่นดินเป็นที่อยู่อาศัย โดยอ้อม ได้แก่หมู่สัตว์ผู้อาศัย ฯ
๒.
อุทเทสว่า “เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา” นั้น การสำรวมจิตทำอย่างไร ?
ตอบ
การสำรวมจิตมี ๓ วิธี คือ
๑. สำรวมอินทรีย์มิให้ความยินดีครอบงำ ในเมื่อเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา
๒. มนสิการกัมมัฏฐานอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันท์ คือ อสุภะ กายคตาสติ และมรณสติ
๓. เจริญวิปัสสนา พิจารณาสังขารให้เห็นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ฯ
๓.
สังขารในไตรลักษณ์กับในขันธ์ ๕ ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
สังขารในไตรลักษณ์ หมายเอารูปธรรมและนามธรรมทั้งหมดที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ส่วนสังขารในขันธ์ ๕ หมายเอาเจตสิกธรรมที่ปรุงแต่งจิตให้มีอาการต่าง ๆ เว้นเวทนาและสัญญา ฯ
๔.
ปกิณกทุกข์ คืออะไร ? จะบรรเทาได้ด้วยวิธีอย่างไร ?
ตอบ
ปกิณกทุกข์ คือ ทุกข์จร เช่น ความเศร้าโศกเสียใจ ความร่ำไรบ่นเพ้อรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ความประสบสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาความพลัดพรากจากของรัก ความผิดหวังเป็นต้น ฯ จะบรรเทาได้ด้วยการมีสติ ใช้ปัญญาพิจารณา รู้จักปลงรู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ฯ
๕.
อาหารปริเยฏฐิทุกข์ คืออะไร ? จะบรรเทาได้ด้วยวิธีอย่างไร ?
ตอบ
คือ ทุกข์ในการหาเลี้ยงชีพ เช่น ต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน เมื่อผลประโยชน์ขัดกัน ก็ทะเลาะกัน และเมื่อยิ่งแสวงหามากก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์มาก ฯ จะบรรเทาได้ด้วยการขยันประหยัดอดทนและ อดออม เป็นอยู่ด้วยปัจจัยเครื่องเลี้ยงชีพเท่าที่จำเป็น ตัดสิ่งฟุ้งเฟ้อที่ไม่จำเป็นออกไป ยินดีเท่าที่ตนมีอยู่โดยยึดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักในการดำรงชีวิต ฯ
๖.
พระบาลีว่า “ภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้ เรือที่เธอวิดแล้ว จักพลันถึง” จงให้ความหมายคำต่อไปนี้ ให้ถูกต้องตามพระบาลีนั้น ?
ก. เรือนี้
ข. จงวิด (วิดอะไร)
ค. เรือที่วิดแล้ว
ง. จักพลันถึง (ถึงอะไร)
จ. เรือจักไม่จมใน……..
ตอบ
ก. อัตภาพร่างกาย
ข. วิดน้ำ คือมิจฉาวิตก
ค. อัตภาพที่บรรเทากิเลสให้เบาบางลง
ง. ถึงท่า คือพระนิพพาน
จ. ในสังสารวัฏ ฯ
๗.
คนสัทธาจริตและคนวิตกจริต มีลักษณะอย่างไร ? ควรเจริญกัมมัฏฐานอะไร ?
ตอบ
คนสัทธาจริต มีลักษณะเชื่อง่ายขาดเหตุผล คนวิตกจริต มีลักษณะคิดมาก ฟุ้งซ่าน ฯ คนสัทธาจริตควรเจริญอนุสสติ ๖ ข้างต้น คนวิตกจริตควรเจริญอานาปานสติ ฯ
๘.
กายคตาสติกัมมัฏฐานกับอสุภกัมมัฏฐาน ต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร ? จงอธิบาย
ตอบ
ต่างกันที่อารมณ์ คือ กายคตาสติ พิจารณาอาการภายในของตนเป็นอารมณ์อสุภ พิจารณาซากศพเป็นอารมณ์ ฯ เหมือนกันตรงที่พิจารณาให้เห็นเป็นปฏิกูล ไม่งามเหมือนกันและเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ อีกทั้งเป็นเครื่องกำจัดวิปลาส ข้อที่เห็นว่าสวยงามในสิ่งที่ไม่สวยงามได้เหมือนกัน ฯ
๙.
จงแสดงวิธีเจริญมุทิตา พร้อมทั้งอานิสงส์แห่งการเจริญ พอเป็นตัวอย่าง ?
ตอบ
วิธีเจริญมุทิตานั้นดังนี้ เมื่อได้เห็นหรือได้ยินมนุษย์หรือสัตว์ เป็นอยู่สุขสบาย เจริญรุ่งเรืองด้วยสุขสมบัติ พึงทำจิตใจให้ชื่นชมยินดี แล้วแผ่มุทิตาจิตไปว่า สัตว์ผู้นี้หนอบริบูรณ์ยิ่งนัก มีสุขสมบัติมาก จงเจริญยั่งยืนด้วยสุขสมบัติยิ่ง ๆ เถิด เมื่อเจริญอยู่เนือง ๆ ย่อมได้รับอานิสงส์คือ จะละความริษยาในสมบัติของผู้อื่นได้ ฯ
๑๐.
การทำวัตรสวดมนต์ เป็นกิจวัตรของพระภิกษุสามเณรและเป็นภาวนากุศลจงแสดงวิธีเจริญสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ในบททำวัตรเช้ามาดูพอเป็นตัวอย่าง ?
ตอบ
การสวดนมัสการพระรัตนตรัยก็ดี สวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยก็ดี เป็นการน้อมจิตระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ชื่อว่าเจริญพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ จัดเป็นสมถกัมมัฏฐาน ฯ สวดสังเวคปริกิตตนปาฐะว่า ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา มรณมฺปิ ทุกฺขํ… รูปํ อนิจฺจํ เวทนา อนิจฺจา… รูปํ อนตฺตา เวทนา อนตฺตา… เป็นอาทิ ตั้งสติมีความเพียร ใช้ปัญญาพิจารณาเบญจขันธ์ ยกขึ้นสู่สามัญลักษณะ จัดเป็นวิปัสสนากัมมัฏฐาน ฯ

อนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๗

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๗
,
๑.
พระสาวกที่พระพุทธองค์ส่งไปประกาศพระศาสนาครั้งแรก มีจำนวนเท่าไร ? ประกอบด้วยใครบ้าง ?
ตอบ
จำนวน ๖๐ รูป ฯ
ประกอบด้วย ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พระยสะ ๑ กับเพื่อนที่เป็นเศรษฐี ๔ ที่เป็นชาวชนบทอีก ๕๐ รวมเป็น ๖๐ รูป ฯ
๒.
พระอัสสชิได้แสดงธรรมแก่อุปติสสะปริพาชก มีใจความว่าอย่างไร ?
ตอบ
มีใจความว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น พระศาสดาทรงสอนอย่างนี้ ฯ
๓.
อุบาสกผู้ประกาศตนถึงรัตนะ ๒ และรัตนะ ๓ ว่าเป็นสรณะคนแรก คือใคร ?
ตอบ
อุบาสกผู้ถึงรัตนะ ๒ คือ ตปุสสะ และ ภัลลิกะ
อุบาสกผู้ถึงรัตนะ ๓ คือ บิดาของพระยสะ ฯ
๔.
สามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือใคร ? ได้บรรลุพระอรหันต์เพราะฟังธรรมจากใคร ?
ตอบ
สามเณรราหุล ฯ ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ฯ
๕.
การที่เจ้าศากยะทูลขอให้พระอุบาลีผู้เป็นช่างกัลบกบวชก่อน เพราะเหตุไร ?
ตอบ
เพราะว่า จักได้กระทำการไหว้ กราบ ประนมมือ ลุกขึ้นต้อนรับ และกิจที่สมควรอื่น ๆ แก่อุบาลีเพื่อละมานะ ความถือตัวของตนเอง ฯ
๖.
ภิกษุ ภิกษุณี ผู้เอตทัคคะในทางพระธรรมกถึก คือใคร ?
ตอบ
ฝ่ายภิกษุ คือ พระปุณณมันตานีบุตรี และ
ฝ่ายภิกษุณี คือ พระธรรมทินนาเถรี ฯ
๗.
พระพุทธองค์ทรงแสดงโทษแห่งความเพียรที่ตึงเกินไปและหย่อนเกินไปแก่พระโสณโกฬิวิสะว่าอย่างไร ?
ตอบ
ว่า ควรบำเพ็ญเพียรแต่พอปานกลาง อย่าให้ตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไป แล้วทรงยกพิณขึ้นเปรียบเทียบว่า “พิณที่สายตึงเกินไป เมื่อดีดแล้วสายก็จะขาด พิณที่สายหย่อนเกินไป เมื่อดีดแล้วเสียงก็ไม่ไพเราะ ต้องสายที่ตึงพอปานกลางจึงจะไม่ขาดและมีเสียงเพาะ”
๘.
มาณพทั้ง ๑๖ คนผู้ทูลถามโสฬสปัญหากะพระพุทธองค์ เป็นศิษย์ของใคร ? ท่านตั้งสำนักอยู่ที่ไหน ?
ตอบ
พราหมณ์พาวรี ฯ ตั้งสำนัก ณ ริมฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ระหว่างเมืองอัสสกะกับเมืองอาฬกะ ฯ
ศาสนพิธี
๙.
จงเขียนคาถาที่ใช้ในการบังสุกุลเป็น และบังสุกุลตายมาดู
ตอบ
คาถาใช้ในบังสุกุลเป็น คือ
อจิรํ วตยํ กาโย ปฐวิํ อธิเสสฺสติ
ฉุฑฺโฑ อเปตวิญฺญาโณ นิรตฺถํว กลิงฺครํ ฯ
คาถาที่ใช้ในบังสุกุลตาย คือ
อะนิจจา วะตะสังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน
อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปะสะโมสุโข ฯ
๑๐.
วันธรรมสวนะ คือวันอะไร ? ทรงอนุญาตให้มีในวันใดบ้าง ?
ตอบ
คือวันกำหนดประชุมฟังธรรม ที่เรียกเป็นคำสามัญว่า วันพระ ฯ
ทรงอนุญาตคือ วัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ ของปักษ์ทั้งข้างขึ้นและข้างแรมของทุกเดือน ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๖

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
,
๑.
อภิสมาจาร คืออะไร ? เป็นเหตุให้ต้องอาบัติอะไรได้บ้าง ?
ตอบ
คือขนบธรรมเนียมของภิกษุ ฯ
อาบัติถุลลัจจัยและอาบัติทุกกฎ ฯ
๒.
ข้อว่า อย่าพึงนุ่งห่มผ้าอย่างคฤหัสถ์ นั้นมีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
ห้ามนุ่งเครื่องนุ่งของคฤหัสถ์ เช่น กางเกง เสื้อผ้า ผ้านุ่งผ้าห่มสีต่าง ๆ ชนิดต่าง ๆ และห้ามอาการนุ่งห่มต่าง ๆ ที่ ไม่ใช่ของภิกษุ ฯ
๓.
บริขาร ๘ มีอะไรบ้าง ? ที่จัดเป็นบริขารบริโภคและบริขารอุปโภคมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
มีไตรจีวร คือผ้านุ่งผ้าห่มและผ้าทาบ บาตร ประคดเอว เข็ม มีดโกน และผ้ากรองน้ำ ฯ
ไตรจีวร บาตร ประคดเอว รวม ๕ อย่าง จัดเป็นบริขารบริโภค เข็ม มีดโกน และผ้ากรองน้ำ จัดเป็นบริขารอุปโภค ฯ
๔.
ถือนิสัย หมายความว่าอย่างไร ? ภิกษุนวกะต้องถือนิสัยเสมอไปหรือไม่ประการไร ?
ตอบ
ยอมตนอยู่ในปกครองของพระเถระผู้มีคุณสมบัติควรปกครองตนได้ ยอมตนให้ท่านปกครอง พึ่งพิงพำนักอาศัยท่าน ฯ
ต้องถือนิสัยเสมอไป เว้น ภิกษุผู้ยังไม่ตั้งลงเป็นหลักแหล่ง คือภิกษุเดินทาง ภิกษุป่วยไข้ ภิกษุผู้พยาบาลตามคำขอของคนไข้ ภิกษุผู้เข้าป่าเพื่อเจริญสมณธรรมชั่วคราว และในที่ซึ่งหาผู้ให้นิสัยไม่ได้ หรือมีเหตุไปที่อื่นไม่ได้ ให้ผูกใจว่าเมื่อใดท่านผู้ให้นิสัยมา จักถือนิสัยกับท่าน ฯ
๕.
ภิกษุเมื่อจะนั่งบนอาสนะ ให้ปฏิบัติอย่างไรก่อน ? ให้ปฏิบัติอย่างนั้นเพื่อประโยชน์อะไร ?
ตอบ
ทรงให้พิจารณาก่อน อย่าผลุนผลันนั่งลงไป ฯ
ตรวจว่ามีสิ่งใดวางอยู่บนอาสนะนั้นหรือไม่ เพื่อจะไม่ทับของนั้น ๆ ฯ
๖.
วันเข้าพรรษามี ๒ วัน คือเข้าพรรษาต้น และพรรษาหลัง ในแต่ละวันกำหนดวันไว้อย่างไร ?
ตอบ
วันเข้าพรรษาต้น มีกำหนดหลังวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะวันหนึ่ง คือแรม ๑ ค่ำเดือน ๘
เข้าพรรษาหลัง มีกำหนดหลังวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะเดือนหนึ่ง คือแรม ๑ ค่ำเดือน ๙ ฯ
๗.
ในวัดหนึ่ง มีภิกษุอยู่กัน ๔ รูป ๓ รูป ๒ รูป ๑ รูป เมื่อถึงวันอุโบสถพึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
ภิกษุ ๔ รูป พึงประชุมกันในโรงอุโบสถ สวดปาติโมกข์
ภิกษุ ๓ รูป พึงประชุมกันทำปาริสุทธิอุโบสถ รูปหนึ่งสวดประกาศญัตติจบแล้วแต่ละรูป พึงบอกความบริสุทธิ์ของตน
ภิกษุ ๒ รูป ไม่ต้องตั้งญัตติ พึงบอกความบริสุทธิ์แก่กันและกัน
ภิกษุ ๑ รูป พึงอธิษฐาน หรือภิกษุต่ำกว่า ๔ รูป จะไปทำสังฆอุโบสถในอาวาสอื่นก็ควรฯ
๘.
ภิกษุชื่อว่าประทุษร้ายสกุล กับ ผู้ยังสกุลให้เลื่อมใส เพราะมีความประพฤติต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุล ประพฤติให้เขาเสียศรัทธา ประจบอย่างคฤหัสถ์ ยอมตนให้เขาใช้สอย หรือด้วยเอาเปรียบเชิงให้สิ่งเล็กน้อยด้วยหวังได้มาก
ส่วนผู้ยังสกุลให้เลื่อมใส ถึงพร้อมด้วยอาจาระ มีเมตตาจิต ประพฤติพอดีพองาม ทำให้เขาเลื่อมใสนับถือตน ฯ
๙.
ก่อนหน้าปรินิพพาน ตรัสสั่งภิกษุทั้งหลายให้แสดงความเคารพด้วยการเรียกกันว่าอย่างไร ?
ตอบ
ตรัสให้ภิกษุอ่อนพรรษาเรียกผู้แก่พรรษากว่าว่า ภันเต และให้ภิกษุผู้แก่พรรษากว่าเรียกผู้อ่อนพรรษากว่าว่า อาวุโส ฯ
๑๐.
อนามัฏฐบิณฑบาต ได้แก่โภชนะเช่นไร ? มีข้อห้ามตามพระวินัยไว้อย่างไร ?
ตอบ
ได้แก่โภชนะที่ภิกษุได้มายังไม่ได้หยิบไว้ฉัน ฯ
มีข้อห้ามไม่ให้ภิกษุให้แก่คฤหัสถ์อื่นนอกจากมารดาและบิดา ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๖

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
,
๑.
ทิฏฐิ ที่หมายถึงความเห็นผิด ๒ อย่าง มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๑. สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง
๒. อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ ฯ
๒.
กุศลวิตก มีอะไรบ้าง ? สงเคราะห์เข้าในมรรคมีองค์ ๘ ข้อไหนได้ ?
ตอบ
กุศลวิตก มี
๑. เนกขัมมวิตก ความตริในทางพรากจากกาม
๒. อพยาบาทวิตก ความตริในทางไม่พยาบาท
๓. อวิหิงสาวิตก ความตริในทางไม่เบียดเบียน ฯ
สงเคราะห์เข้าในข้อสัมมาสังกัปปะ ฯ
๓.
การฆ่าสัตว์ อย่างไรเกิดทางกายทวาร อย่างไรเกิดทางวจีทวาร ?
ตอบ
ฆ่าด้วยตนเองเกิดทางกายทวาร ใช้ให้ผู้อื่นฆ่าเกิดทางวจีทวาร ฯ
๔.
ญาณ ๓ ที่เป็นไปในทุกขสมุทยสัจ มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
๑. ปรีชาหยั่งรู้ว่า นี้ทุกขสมุทัยเป็นเหตุให้ทุกข์เกิดจริง จัดเป็นสัจญาณ
๒. ปรีชาหยั่งรู้ว่า นี้ทุกขสมุทัยควรละ จัดเป็นกิจญาณ
๓. ปรีชาหยั่งรู้ว่า นี้ทุกขสมุทัยละได้แล้ว จัดเป็นกตญาณ ฯ
๕.
มารในพระพุทธศาสนา หมายถึงอะไร ? กิเลสได้ชื่อว่ามาร เพราะเหตุไร ?
ตอบ
สิ่งล้างผลาญความดี ชักนำให้ทำบาปกรรม ปิดกั้นไม่ให้ทำความดี จนถึงปิดกั้นไม่ให้เข้าใจสรรพสิ่งตามความเป็นจริง ฯ
เพราะผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสแล้ว ย่อมถูกผูกมัดไว้บ้าง ถูกทำให้เสียคนบ้าง ฯ
๖.
คำว่า พระธรรม ในบทว่า “พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว” หมายถึงอะไร ?
ตอบ
หมายถึง ปริยัติธรรม กับ ปฏิเวธธรรม (หรือโดยพิสดารได้แก่ สัทธรรม ๑๐ คือ โลกุตรธรรม ๙ กับ ปริยัติธรรม ๑) ฯ
๗.
ทักขิณาวิสุทธิ มีอะไรบ้าง ? อย่างไหนให้อานิสงส์มากที่สุด ?
ตอบ
ทักขิณาวิสุทธิ มี
ทักขิณาบางอย่าง บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก
ทักขิณาบางอย่าง บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก
ทักขิณาบางอย่าง ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก ทั้งฝ่ายปฏิคาหก
ทักขิณาบางอย่าง บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก ทั้งฝ่ายปฏิคาหก ฯ
อย่างที่ ๔ คือทักขิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก ทั้งฝ่ายปฏิคาหก ฯ
๘.
อนุสัย หมายถึงกิเลสประเภทไหน ? ได้ชื่อเช่นนั้นเพราะเหตุไร ?
ตอบ
หมายถึงกิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ฯ
เพราะกิเลสชนิดนี้ บางทีไม่ปรากฏ แต่เมื่อมีอารมณ์มายั่ว ย่อมเกิดขึ้นในทันใด ฯ
๙.
พุทธคุณ ๒ ก็มี พุทธคุณ ๓ ก็มี พุทธคุณ ๙ ก็มี จงแจกแจงแต่ละอย่างว่ามีอะไรบ้าง ?
ตอบ
พุทธคุณ ๒ คือ อัตตสมบัติ และปรหิตปฏิบัติ
พุทธคุณ ๓ คือ พระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระกรุณาคุณ
พุทธคุณ ๙ คือ อรหํ , สมฺมาสมฺพุทฺโธ, วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน, สุคโต, โลกวิทู, อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ, สตฺถา เทวมนุสฺสานํ , พุทฺโธ, ภควา ฯ
๑๐.
ธุดงค์ คืออะไร ? มีกี่หมวด ? หมวดไหนว่าด้วยเรื่องอะไร ?
ตอบ
คือวัตรพิเศษอย่างหนึ่ง เป็นอุบายขัดเกลากิเลส และเป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ ฯ
มี ๔ หมวด ฯ ดังนี้
หมวดที่ ๑ ว่าด้วยเรื่องจีวร
หมวดที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องบิณฑบาต
หมวดที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องเสนาสนะ
หมวดที่ ๔ ว่าด้วยเรื่องความเพียร ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๘

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
,
อวณฺณญฺจ อกิตฺติญฺจ    ทุสฺสีโล ลภเต นโร
วณฺณํ กิตฺตึ ปสํสญฺจ    สทา ลภติ สีลวา.
คนผู้ทุศีล ย่อมได้รับความติเตียน และความเสียชื่อเสียง ส่วนผู้มีศีล
ย่อมได้รับชื่อเสียงและความยกย่องสรรเสริญทุกเมื่อ.

(สีลวตฺเถร) ขุ. เถร. ๒๖/๓๕๗.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๐

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
๑.
สังฆกรรมจำแนกออกเป็นประเภท เรียกโดยชื่อมีอะไรบ้าง ? กรรมอะไรบ้างที่สงฆ์จตุวรรคทำได้ ?
ตอบ
มี อปโลกนกรรม ๑ ญัตติกรรม ๑ ญัตติทุติยกรรม ๑ ญัตติจตุตถกรรม ๑ ฯ เว้นปวารณา ให้ผ้ากฐิน อุปสมบท และอัพภาน นอกนั้นทำได้ ทุกอย่าง ฯ
๒.
สีมาสังกระ คืออะไร ? สงฆ์จะทำสังฆกรรมในสีมาเช่นนั้นได้หรือไม่อย่างไร ?
ตอบ
คือ สีมาที่สมมติคาบเกี่ยวกันระหว่างสีมาที่สมมติไว้เดิมและสีมาที่สมมติขึ้นใหม่ ฯ สงฆ์ทำสังฆกรรมในสีมาที่สมมติไว้เดิมได้ แต่ทำในสีมาที่สมมติขึ้นใหม่ไม่ได้ ฯ
๓.
การอปโลกน์ และ การสวดเพื่อให้ผ้ากฐิน จัดเป็นสังฆกรรมประเภท ใด ? การกรานกฐินด้วยผ้าสังฆาฏิ พึงกล่าวว่าอย่างไร ?
ตอบ
การอปโลกน์เพื่อให้ผ้ากฐิน จัดเป็นอปโลกนกรรม การสวดเพื่อให้ ผ้ากฐิน จัดเป็นญัตติทุติยกรรม ฯ
การกรานกฐินด้วยผ้าสังฆาฏิ พึงกล่าวว่า อิมาย สงฺฆาฏิยา กฐินํ อตฺถรามิ ฯ
๔.
การบรรพชาและการอุปสมบท สำเร็จด้วยวิธีอะไร ? นอกจากอภัพบุคคลและผู้มีบรรพชาโทษแล้ว บุคคลประเภทใดบ้างที่ถูกห้ามไม่ให้อุปสมบท ?
ตอบ
การบรรพชาสำเร็จด้วยวิธีไตรสรณคมน์ และการอุปสมบทสำเร็จด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมวาจา ฯ
นอกจากอภัพบุคคลและผู้มีบรรพชาโทษแล้ว บุคคลที่ถูกห้ามไม่ให้อุปสมบทคือ
๑. คนไม่มีอุปัชฌาย์
๒. คนไม่มีบาตร คนไม่มีจีวร หรือไม่มีทั้งบาตรทั้งจีวร
๓. คนยืมบาตร จีวร หรือยืมทั้งบาตรทั้งจีวรเขามา ฯ
๕.
อนุวาทาธิกรณ์เช่นไร อันภิกษุจะพึงยกขึ้นว่าได้ ?
ตอบ
ต้องเป็นเรื่องมีมูล คือ เรื่องที่ได้เห็นเอง ๑ เรื่องที่ได้ยินเอง หรือมีผู้บอกและเชื่อว่าเป็นจริง ๑ เรื่องที่เว้นจาก ๒ สถานนั้น แต่รังเกียจโดยอาการ ๑ เช่นได้ยินว่า พัสดุชื่อนี้ของผู้มีชื่อนี้หายไป ได้พบพัสดุชนิดนั้นในที่อยู่ของภิกษุชื่อนั้น ฯ
๖.
การคว่ำบาตรในทางพระวินัยหมายถึงอะไร ? และจะหงายบาตรได้ เมื่อไร ?
ตอบ
หมายถึง การไม่ให้คบค้าสมาคมด้วยลักษณะ ๓ ประการ คือ
๑. ไม่รับบิณฑบาตของเขา
๒. ไม่รับนิมนต์ของเขา
๓. ไม่รับไทยธรรมของเขา
เมื่อผู้ถูกคว่ำบาตรนั้นละโทษนั้นแล้ว กลับประพฤติดี ฯ
๗.
สังฆราชี คืออะไร ?
ตอบ
คือ การที่ภิกษุแตกกันเป็น ๒ ฝ่าย เพราะมีความเห็นปรารภ พระธรรมวินัยผิดแผกกันจนเกิดเป็นวิวาทาธิกรณ์ขึ้น หรือมีความปฏิบัติไม่สม่ำเสมอกัน ยิ่งหย่อนกว่ากัน เกิดรังเกียจกันขึ้น แต่ยังไม่แยกทำอุโบสถปวารณาหรือสังฆกรรมอื่น ฯ
๘.
ภิกษุเมื่อลาสิกขา ต้องทำเป็นกิจลักษณะด้วยการกล่าวคำปฏิญญาตนเป็นผู้อื่นจากภิกษุต่อหน้าใครได้บ้าง ? และทำอย่างไรจึงเป็นกิจลักษณะ ?
ตอบ
ต่อหน้าภิกษุด้วยกันหรือคนอื่นจากภิกษุก็ได้ ฯ ปฏิญญาอย่างนี้ คือ
๑. พร้อมด้วยจิต คือทำด้วยตั้งใจเพื่อลาสิกขาจริง ๆ
๒. พร้อมด้วยกาล คือด้วยคำเด็ดขาด ไม่ใช่รำพึง ไม่ใช่ปริกัป
๓. พร้อมด้วยประโยค คือปฏิญญาด้วยตนเอง
๔. พร้อมด้วยบุคคล คือผู้ปฏิญญาและผู้รับปฏิญญาเป็นคนปกติ
๕. พร้อมด้วยความเข้าใจ คือผู้รับปฏิญญาเข้าใจคำนั้นในทันที ฯ
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
๙.
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ คืออะไร ?
ตอบ
คือ กฏหมายฉบับหนึ่งว่าด้วยคณะสงฆ์ มีศักดิ์รองลงมาจากรัฐธรรมนูญ ฯ
๑๐.
ผู้ใดใส่ความคณะสงฆ์หรือคณะสงฆ์อื่นอันอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหรือความแตกแยก มีโทษอย่างไร ?
ตอบ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๐

ปัญหาวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
โอวเทยฺยานุสาเสยฺย    อสพฺภา จ นิวารเย
สตํ หิ โส ปิโย โหติ    อสตํ โหติ อปฺปิโย.
บุคคลควรเตือนกัน ควรแนะนำสั่งสอนกัน และป้องกันกันจากคนไม่ดี
แต่เขาย่อมเป็นที่รักของคนดี ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี.

(พุทธ) ขุ. ธ. ๒๕/๒๕

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๓ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๗

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๗
,
๑.
พระวินัยแบ่งออกเป็นกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง ฯ คืออาทิพรหมจริยกาสิกขา ๑ อภิสมาจาริกาสิกขา ๑ ฯ
๒.
การผัดหน้า ไล้หน้า ทำหน้า ทรงห้ามและทรงอนุญาตไว้ในกรณีใด ?
ตอบ
ห้ามในกรณีเพื่อสวยงาม อนุญาตในกรณีอาพาธ เช่น เป็นโรคผิวหนัง เป็นต้น ฯ
๓.
ภิกษุเปลือยกายในกรณีต่อไปนี้ ต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?
ก. เปลือยเป็นวัตรอย่างเดียรถีย์
ข. เปลือยทำกิจแก่กัน เช่นไหว้ รับไหว้
ค. เปลือยในเวลาฉัน ในเวลาดื่ม
ง. เปลือยในเรือนไฟ
จ. เปลือยในน้ำ
ตอบ
ก. ต้องอาบัติถุลลัจจัย ข. และ ค. ต้องอาบัติทุกกฏ
ง. และ จ. ไม่ต้องอาบัติ ฯ
๔.
บาตรที่ทรงอนุญาตให้ใช้มีกี่ชนิด และกี่ขนาด ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๒ ชนิด คือบาตรดินเผาและบาตรเหล็ก ฯ
มี ๓ ขนาด คือขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ฯ
๕.
จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้ ?
ก. อุปสัมปทาจารย์
ข. อุทเทสาจารย์
ค. สัทธิวิหาริก
ง. อันเตวาสิก
จ. นิสสัยมุตตกะ
ตอบ
ก. อาจารย์ผู้ให้อุปสมบท
ข. อาจารย์ผู้สอนธรรม
ค. ภิกษุผู้พึ่งพิงอุปัชฌาย์
ง. ภิกษุผู้อิงอาศัยอาจารย์
จ. ภิกษุผู้พ้นนิสสัยแล้ว ฯ
๖.
สัตตาหกรณียะ คืออะไร ? มีวิธีปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
คือการหลีกไปในระหว่างอยู่จำพรรษาด้วยกรณียธุระและกลับมาภายใน ๗ วัน ฯ
ให้ผูกใจว่าจะกลับมาภายใน ๗ วัน ฯ
๗.
ทรงอนุญาตให้สวดปาติโมกข์ย่อเพราะเหตุฉุกเฉิน ๑๐ อย่าง ? จงบอกมาสัก ๕ อย่าง
ตอบ
๑. พระราชาเสด็จมา หยุดเพื่อจะรับเสด็จ
๒. โจรมาปล้น หยุดเพื่อหนีภัย
๓. ไฟไหม้ หยุดเพื่อดับไฟหรือเพื่อป้องกันไฟ
๔. น้ำหลากมา หยุดเพื่อหนีน้ำ สวดกลางแจ้งฝนตก ก็เหมือนกัน
๕. คนมามาก หยุดเพื่อจะรู้เหตุ หรือเพื่อจะได้ทำปฏิสันถาร
๖. ผีเข้าภิกษุ หยุดเพื่อขับผี
๗. สัตว์ร้ายมีเสือเป็นต้น เข้ามาในอาราม หยุดเพื่อไล่สัตว์
๘. งูร้ายเลื้อยเข้ามาในที่ประชุม หยุดเพื่อไล่สัตว์
๙. ภิกษุเกิดอาพาธฉับพลัน อันตรายถึงแก่ชีวิต หยุดเพื่อดูแล
๑๐. มีอันตรายแก่พรหมจรรย์ เช่นมีใครมาเพื่อจับภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง (หยุดเพราะความอลหม่านก็ได้) ฯ
๘.
กาลิก ๔ ได้แก่ อะไรบ้าง ? โภชนะ ๕ เภสัช ๕ จัดเป็นกาลิกอะไร ?
ตอบ
ได้แก่ยาวกาลิก ยามกาลิก สัตตาหกาลิก ยาวชีวิก ฯ
โภชนะ ๕ เป็นยาวกาลิก เภสัช ๕ เป็นสัตตาหกาลิก ฯ
๙.
ลักษณะถือวิสาสะที่มาในพระบาลีมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๑. เป็นผู้เคยได้เห็นกันมา
๒. เป็นผู้เคยคบกันมา
๓. ได้พูดกันไว้
๔. ยังมีชีวิตอยู่
๕. รู้ว่าของนั้นเราถือเอาแล้วเขาจักพอใจ ฯ
๑๐.
ภิกษุจะเปลี่ยนไตรครอง พึงปฏิบัติตามลำดับอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
ต้องปัจจุธรณ์ คือถอนอธิษฐานผืนเก่าก่อน แล้วทำพินทุและอธิษฐานผืนใหม่ ฯ

อนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๘

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
,
๑.
อนุพุทธองค์แรก คือใคร ? สำเร็จเป็นพระอรหันต์เพราะฟังพระธรรมเทศนาชื่ออะไร ?
ตอบ
คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ฯ ชื่ออนัตตลักขณสูตร ฯ
๒.
“ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” เป็นคำอุทานของใคร ? เพราะเหตุใดจึงอุทานอย่างนั้น ?
ตอบ
ของยสกุลบุตร ฯ เพราะเห็นหมู่ชนบริวารนอนหลับมีอาการพิกลต่าง ๆ ดุจซากศพที่ทิ้งอยู่ในป่าช้า เกิดความสลดใจ คิดเบื่อหน่าย ฯ
๓.
พระธรรมเทศนาที่ได้ชื่อว่าอาทิตตปริยายสูตร เพราะเหตุไร ? พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่ใคร ?
ตอบ
เพราะแสดงสภาวธรรมเป็นของร้อน อันเหมาะแก่บุรพจรรยาของผู้ฟัง ฯ แก่พวกปุราณชฎิล ฯ
๔.
โกลิตะถามอุปติสสะว่า “ดูท่านไม่สนุกเหมือนในวันอื่น วันนี้ดูใจเศร้า ท่านเป็นอย่างไรหรือ ?” อุปติสสะตอบว่าอย่างไร ?
ตอบ
ตอบว่า “โกลิตะ อะไรที่ควรดูในการเล่นนี้มีหรือ ? คนเหล่านี้ทั้งหมดยังไม่ทันถึง ๑๐๐ ปี ก็จักไม่มีเห ลือ จักล่วงไปหมด ดูการเล่นไม่มีประโยชน์อะไร ควรขวนขวายหาธรรมเครื่องพ้นดีกว่า” ฯ
๕.
พระโอวาทว่า “เราจักไม่ชูงวง เข้าไปสู่สกุล” พระพุทธองค์ตรัสแก่พระสาวกองค์ใด ? ที่ไหน ?
ตอบ
แก่พระมหาโมคคัลลานะ ฯ ที่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ ฯ
๖.
พระมหากัสสปเถระ ชักชวนภิกษุสงฆ์ทำสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัย ตั้งไว้เป็นแบบฉบับเพื่อสมกับพระพุทธพจน์ที่ได้ประทานไว้เมื่อครั้งปรินิพพาน พระพุทธพจน์นั้นใจความว่าอย่างไร ?
ตอบ
ว่า ธรรมก็ดี วินัยก็ดี อย่างใด อันเราได้แสดงไว้แล้ว ได้บัญญัติไว้แล้ว ธรรมวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงไปแล้ว ฯ
๗.
บรรดาศิษย์ ๑๖ คน ศิษย์คนใดนำพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ไปบอกแก่พราหมณ์พาวรีผู้เป็นอาจารย์ ? พราหมณ์พาวรี ฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ได้บรรลุธรรมชั้นไหน ?
ตอบ
ปิงคิยมาณพ ฯ ชั้นเสขภูมิ ฯ
๘.
พระเถระและพระเถรีผู้มีชื่อต่อไปนี้ ได้รับเอตทัคคะในทางไหน ?
ก. พระมหากัจจายนะ
ข. พระโมฆราช
ค. พระราหุล
ง. ปฏาจาราเถรี
จ. อุบลวรรณาเถรี
ตอบ
ก. พระมหากัจจายนะ เป็นเอตทัคคะในทางอธิบายคำย่อให้พิสดาร
ข. พระโมฆราช เป็นเอตทัคคะในทางทรงจีวรเศร้าหมอง
ค. พระราหุล เป็นเอตทัคคะในทางผู้ใฝ่ใจศึกษาพระธรรมวินัย
ง. ปฏาจาราเถรี เป็นเอตทัคคะในทางทรงวินัย
จ. อุบลวรรณาเถรีเป็นเอตทัคคะในทางมีฤทธิ์ ฯ
ศาสนพิธี
๙.
จงเขียนอุโบสถศีลข้อที่ ๓ มาดู ฯ
ตอบ
อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ฯ
๑๐.
จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้
ก. ปาฏิปุคคลิกทาน
ข. เภสัชทาน
ค. สลากภัต
ง. ผ้าวัสสิกสาฎก
จ. ผ้าอัจเจกจีวร ฯ
ตอบ
ก. ปาฏิปุคคลิกทาน คือทานที่ถวายเจาะจงเฉพาะรูปนั้นรูปนี้
ข. เภสัชทาน คือการถวายเภสัช ๕ ได้แก่ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย
ค. สลากภัต คือภัตตาหารที่ทายกทายิกาถวายตามสลาก
ง. ผ้าวัสสิกสาฎก คือผ้าที่อธิษฐานสำหรับใช้นุ่งในเวลาอาบน้ำฝน หรืออาบน้ำทั่วไป
จ. ผ้าอัจเจกจีวร คือผ้าจำนำพรรษาที่ทายกรีบด่วนถวายก่อนวันออกพรรษา

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๕๙

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
,
อจฺจยนฺติ อโหรตฺตา    ชีวิตํ อุปรุชฺฌติ
อายุ ขียติ มจฺจานํ    กุนฺนทีนํว โอทกํ.
วันคืนย่อมล่วงไป ชีวิตย่อมหมดเข้าไป
อายุของสัตว์ย่อมสิ้นไป เหมือนน้ำแห่งแม่น้ำน้อย ๆ ฉะนั้น

(พุทฺธ) สํ.ส. ๑๕/๑๕๙. ขุ. มหา. ๒๙/๑๔๔.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.