วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓
,
๑.
๑.๑ อาบัติ คืออะไร ?
๑.๒ อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติ ๖ อย่างนั้น อย่างไหนเสียหายมากที่สุด ?
ตอบ
๑.๑ คือ โทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ฯ
๑.๒ ต้องด้วยไม่ละอาย จัดว่าเสียหายมากที่สุด ฯ
๒.
๒.๑ นิสสัยคืออะไร ? มีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๒.๒ ปาราชิก สิกขาบทที่ ๒ และ ๔ มีความหมายว่าอย่างไร ?
ตอบ
๒.๑ คือปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต ฯ มี ๔ ฯ
๑) เที่ยวบิณฑบาต
๒) นุ่งห่มผ้าบังสุกุล
๓) อยู่โคนไม้
๔) ฉันยาดองด้วยน้ามูตรเน่า ฯ
๒.๒
สิกขาบทที่ ๒ ว่า “ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ได้ราคา ๕ มาสก ต้องปาราชิก”
สิกขาบทที่ ๔ ว่า “ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรม (คือ ธรรมอันยิ่งของมนุษย์) ที่ไม่มีในตน ต้องปาราชิก” ฯ
๓.
๓.๑ สิกขากับสิกขาบท ต่างกันอย่างไร ?
๓.๒ สิกขามีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๓.๑
ต่างกันดังนี้ สิกขา คือ ข้อที่ภิกษุต้องศึกษา
สิกขาบท คือ พระบัญญัติมาตราหนึ่ง ๆ เป็นสิกขาบทหนึ่ง ๆ ฯ
๓.๒
สิกขามี ๓ ฯ
๑. ศีล ความรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย
๒. สมาธิ ความรักษาใจมั่น
๓. ปัญญา ความรอบรู้ในกองสังขาร ฯ
๔.
๔.๑ อุตตริมนุสสธรรมคืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
๔.๒ ปาราชิก ๔ ข้อไหนเป็นสจิตตกะ ข้อไหนเป็นอจิตตกะ ? ทำไมเป็นเช่นนั้น?
ตอบ
๔.๑ คือ ธรรมอันยิ่งของมนุษย์ หรือคุณอย่างยวดยิ่งของมนุษย์ ฯ มี ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล นิพพาน ฯ
๔.๒ ปาราชิกทั้ง ๔ ข้อ เป็นสจิตตกะ ที่เป็นเช่นนั้น เพราะต้องด้วยจงใจ เกิดขึ้นโดยมีเจตนาเป็นสมุฏฐาน ฯ
๕.
๕.๑ ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องอนุปสัมบันต้องอาบัติอะไร ?
๕.๒ เพราะเหตุใดสังฆาทิเสสจึงเรียกว่าครุกาบัติ ทุฏฐุลลาบัติ วุฏฐานคามินี ?
ตอบ
๕.๑ ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องหญิง ต้องสังฆาทิเสส บัณเฑาะก์ ต้องถุลลัจจัย ผู้ชายต้องทุกกฏ ฯ
๕.๒ เพราะเป็นอาบัติหนัก จึงเรียกว่า ครุกาบัติ เพราะมีเรื่องหยาบคายมาก จึงเรียกว่า ทุฏฐุลลาบัติ เพราะภิกษุผู้ต้อง จะพ้นได้ด้วยการอยู่กรรม จึงเรียกว่า วุฏฐานคามินี ฯ
๖.
๖.๑ ที่เช่นไร เรียกว่าที่ลับตาและที่ลับหู ?
๖.๒ นั่งในที่ลับตาและที่ลับหูกับหญิงสองต่อสองทำให้ถูกปรับอาบัติอะไรได้บ้าง ?
ตอบ
๖.๑ ที่ที่แลไม่เห็น เรียกว่า ที่ลับตา ที่แจ้ง แลเห็นได้ แต่ไม่ได้ยินเสียง เรียกว่า ที่ลับหู ฯ
๖.๒ นั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง ทำให้ถูกปรับอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง นั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง ทำให้ถูกปรับอาบัติสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ฯ
๗.
๗.๑ ภิกษุโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติไม่มีมูลต้องอาบัติกี่สถาน ? อะไรบ้าง ?
๗.๒ เภสัช ๕ มีอะไรบ้าง ? น้ำตาลทรายจัดเข้าในเภสัชใด ?
ตอบ
๗.๑ ๒ สถาน ฯ
๑) โจทด้วยอาบัติปาราชิก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๒) โจทด้วยอาบัติสังฆาทิเสส ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๗.๒ เภสัช ๕ มี เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย จัดเข้าในน้ำอ้อย ฯ
๘.
๘.๑ ในปาจิตตีย์ ๙ วรรคนั้น วรรคที่เท่าไร มี ๑๒ สิกขาบท ?
๘.๒ ภิกษุยกผักตบชวาที่ลอยอยู่ในแม่น้ำ มาไว้ในสระจะต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
๘.๑ วรรคที่ ๘ ฯ
๘.๒ เมื่อยกขึ้นจากน้ำซึ่งเป็นที่เดิม ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ผักตบชวาจะตายหรือไม่ตาย ไม่เป็นประมาณ ฯ
๙.
๙.๑ บริขาร ๘ มีอะไรบ้าง ? ภิกษุซ่อนบริขารของผู้อื่นเพื่อล้อเล่น ต้องอาบัติอะไร ?
๙.๒ คำว่า “พินทุกัปปะ” คืออะไร ?
ตอบ
๙.๑ มี
๑) สังฆาฏิ
๒) อุตตราสงค์
๓) อันตรวาสก
๔) บาตร
๕) มีดโกน
๖) กล่องเข็ม
๗) ประคดเอว
๘) ผ้ากรองน้ำ ฯ
ภิกษุซ่อนบริขารคือ บาตร จีวร ผ้าปูนั่ง กล่องเข็ม ประคดเอว สิ่งใดสิ่งหนึ่งของภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์ ตามสิกขาบทที่ ๑๐ แห่งสุราปานวรรค
ถ้าซ่อนบริขารอื่นนอกจากนี้ ต้องทุกกฎ ซ่อนบริขารของอนุปสัมบันต้องทุกกฏ ฯ
๙.๒ คือการทำให้เสียสี (วัตถุสำหรับทำให้เสียสี คือเขียวคราม, โคลน, ดำคล้ำ ทำให้เป็นจุดกลม หรือดวงกลมใหญ่เท่าแววตานกยูง เล็กเท่าหลังตัวเรือด) ฯ
๑๐.
๑๐.๑ การอุปสมบทจัดเป็นอธิกรณ์อะไร ? ใครเป็นผู้ระงับอธิกรณ์นั้น ?
๑๐.๒ ภิกษุเถียงกันเรื่องการแก้ไขปัญหาจราจรเป็นอธิกรณ์อะไรหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?
ตอบ
๑๐.๑ จัดเป็นกิจจาธิกรณ์ ฯ สงฆ์เป็นผู้ระงับอธิกรณ์นั้น ฯ
๑๐.๒ ไม่จัดเป็นอธิกรณ์ เพราะไม่ใช่การเถียงกันปรารภพระธรรมวินัย ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๔

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔
,
๑.
๑.๑ พุทธบัญญัติ มูลบัญญัติ อนุบัญญัติ คืออะไร ?
๑.๒ อกรณียกิจคืออะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๑.๑ พุทธบัญญัติ คือข้อที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้เป็นบทบังคับให้ภิกษุประพฤติมูลบัญญัติ คือข้อที่ทรงบัญญัติไว้เดิม อนุบัญญัติ คือข้อที่ทรงบัญญัติเพิ่มเติมภายหลัง
๑.๒ อกรณียกิจ คือกิจที่บรรพชิตไม่ควรทำ มี ๔ อย่างคือ
เสพเมถุน ๑
ลักของเขา ๑
ฆ่าสัตว์ ๑
พูดอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน ๑
๒.
๒.๑ คำว่า ต้องอาบัติ หมายความว่าอย่างไร ?
๒.๒ อาบัติมีโทษกี่สถาน ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๒.๑ หมายความว่า ต้องโทษคือมีความผิดฐานละเมิดข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม
๒.๒ มี ๓ สถานคือ อย่างหนัก อย่างกลาง อย่างเบา
๓.
๓.๑ ท่านเปรียบพระวินัยเหมือนด้ายร้อยดอกไม้ หมายความว่าอย่างไร ?
๓.๒ ภิกษุรักษาพระวินัยดีแล้ว ย่อมได้อานิสงส์อย่างไร ?
ตอบ
๓.๑ หมายความว่า ด้ายร้อยดอกไม้ควบคุมดอกไม้ไว้ไม่ให้กระจัดกระจายฉันใด พระวินัยย่อมรักษาสงฆ์ให้ตั้งอยู่เป็นอันดีฉันนั้น
๓.๒ ย่อมได้อานิสงส์ คือไม่ต้องเดือดร้อนใจ ได้รับความแช่มชื่นว่า ได้ประพฤติดีงาม จะเข้าหมู่ภิกษุผู้มีศีลก็องอาจไม่สะทกสะท้าน
๔.
๔.๑ อาบัติที่เป็นโลกวัชชะหมายความว่าอย่างไร ? จงยกตัวอย่างประกอบ
๔.๒ อาบัติที่เป็นปัณณัตติวัชชะหมายความว่าอย่างไร ? จงยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ
๔.๑ หมายความว่า อาบัติที่มีโทษซึ่งภิกษุทำเป็นความผิดความเสีย คนสามัญทำ ก็เป็นความผิดความเสียเหมือนกัน เช่น ทำโจรกรรม เป็นต้น
๔.๒ หมายความว่า อาบัติที่มีโทษเฉพาะภิกษุทำ แต่คนสามัญทำไม่เป็นความผิดความเสีย เช่น ขุดดิน เป็นต้น
๕.
๕.๑ ภิกษุฆ่าสัตว์ให้ตายเป็นอาบัติอะไร ?
๕.๒ ภิกษุพยายามจะฆ่าตนเองเป็นอาบัติอะไร ?
ตอบ
๕.๑ ถ้าเป็นสัตว์มนุษย์ เป็นอาบัติปาราชิก สัตว์ที่เรียกว่าอมนุษย์ เช่นยักษ์ เปรต และดิรัจฉานมีฤทธิ์จำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ เป็นอาบัติถุลลัจจัย ดิรัจฉานทั่วไป เป็นอาบัติปาจิตตีย์
๕.๒ เป็นอาบัติทุกกฏ
๖.
๖.๑ พูดอย่างไรเรียกว่า อวดอุตตริมนุสสธรรม ?
๖.๒ ภิกษุพูดอวดอุตตริมนุสสธรรมซึ่งไม่มีจริงในตน เมื่อคนอื่นฟังแล้วเข้าใจแต่ไม่เชื่อ ภิกษุนี้จะต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
๖.๑ พูดอวดคุณพิเศษอันยิ่งของมนุษย์ เช่น ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล นิพพาน เรียกว่า อวดอุตตริมนุสสธรรม
๖.๒ ต้องอาบัติปาราชิก
๗.
๗.๑ จงอธิบายความหมายของคำต่อไปนี้ อเตกิจฉา อจิตตกะ
๗.๒ คำว่า มาตุคาม (หญิง) ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒, ๓, ๔, ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
๗.๑
อเตกิจฉา อาบัติที่แก้ไขไม่ได้
อจิตตกะ อาบัติที่ไม่จงใจ

[anb]๗.๒[/anb]
[anu1]มาตุคาม ในสิกขาบทที่ ๒ หมายถึง หญิงมนุษย์โดยที่สุดเกิดในวันนั้น[/anu1]

มาตุคาม ในสิกขาบทที่ ๓, ๔ หมายถึง หญิงผู้รู้เดียงสา
๘.
๘.๑ คำว่า นิสสัคคิยปาจิตตีย์ หมายความว่าอย่างไร ?
๘.๒ ปาจิตตีย์แบ่งเป็น นิสสัคคิยปาจิตตีย์ และสุทธิกปาจิตตีย์ เพราะเหตุไร ?
ตอบ
๘.๑ หมายความว่า อาบัติปาจิตตีย์ที่จำต้องสละสิ่งของ
๘.๒ เพราะว่านิสสัคคิยปาจิตตีย์นั้น ต้องสละวัตถุอันเป็นเหตุให้ต้องอาบัตินั้นเสียก่อน จึงแสดงอาบัติได้ ส่วนสุทธิกปาจิตตีย์นั้น ภิกษุพึงแสดงอาบัติได้เลย ไม่มีวัตถุใด ๆ ที่จำต้องสละ
๙.
๙.๑ ภิกษุนำ เตียง ตั่ง ฟูก เก้าอี้ ของสงฆ์ ไปใช้ในที่แจ้งแล้ว ครั้นหลีกไปจากที่นั้น ไม่เก็บหรือไม่มอบหมายให้ผู้อื่นเก็บให้เรียบร้อย ต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?
๙.๒ ภิกษุเข้าบ้านในเวลาวิกาล โดยไม่บอกลาภิกษุอื่นในวัด ต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?
ตอบ
๙.๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
๙.๒ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีกิจรีบด่วน
๑๐.
๑๐.๑ เสขิยวัตรคืออะไร ? มีกี่สิกขาบท ?
๑๐.๒ ภิกษุไม่เอื้อเฟื้อในเสขิยวัตร ปฏิบัติผิดธรรมเนียม ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
๑๐.๑ คือ วัตรหรือธรรมเนียมที่ควรศึกษา ฯ มี ๗๕ สิกขาบท ฯ
๑๐.๒ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๕

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๕
,
๑.
๑.๑ พระวินัย คืออะไร ?
๑.๒ สิกขา ๓ เมื่อศึกษาแล้วจะได้ประโยชน์อย่างไร ?
ตอบ
๑.๑ คือพระพุทธบัญญัติและอภิสมาจาร ฯ
๑.๒ ศึกษาเรื่องศีล ทำให้เป็นผู้มีกาย วาจาเรียบร้อย ศึกษาเรื่องสมาธิ ทำให้ใจสงบมั่นคง ไม่ฟุ้งซ่าน ศึกษาเรื่องปัญญา ทำให้รอบรู้ในกองสังขาร ฯ
๒.
๒.๑ สิกขากับสิกขาบทต่างกันอย่างไร ?
๒.๒ สิกขาบทที่มาในพระปาฏิโมกข์มีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๒.๑
สิกขา คือข้อที่ภิกษุต้องศึกษา
สิกขาบท คือพระบัญญัติมาตราหนึ่งๆ เป็นสิกขาบทอันหนึ่งๆ ฯ
๒.๒ มี ๒๒๗ ฯ คือปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยะ ๗๕ อธิกรณสมถะ ๗ รวมเป็น ๒๒๗ ฯ
๓.
๓.๑ คำต่อไปนี้มีความหมายอย่างไร ?
ก) อาทิกัมมิกะ
ข) อเตกิจฉา
๓.๒ อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติมีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๓.๑
ก) ภิกษุผู้ก่อเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้น ฯ
ข) อาบัติที่แก้ไขไม่ได้ ฯ
๓.๒ มี ๖ อย่าง คือ
๑. ต้องด้วยไม่ละอาย
๒. ต้องด้วยไม่รู้ว่า สิ่งนี้จะเป็นอาบัติ
๓. ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง
๔. ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร
๕. ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร
๖. ต้องด้วยลืมสติ ฯ
๔.
๔.๑ คำว่า “ไถยจิต” หมายถึงอะไร ?
๔.๒ ในอทินนาทานสิกขาบท กำหนดราคาทรัพย์เป็นวัตถุแห่งอาบัติไว้อย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๔.๑ หมายถึงจิตคิดจะลัก คือจิตคิดถือเอาของที่เจ้าของไม่ให้ด้วยอาการแห่งขโมย ฯ
๔.๒ กำหนดไว้อย่างนี้
ทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๕ มาสก ขึ้นไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติปาราชิก
ทรัพย์มีราคาต่ำกว่า ๕ มาสก แต่สูงกว่า ๑ มาสก เป็นวัตถุแห่งอาบัติถุลลัจจัย
ทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๑ มาสก ลงไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติทุกกฏ ฯ
๕.
๕.๑ สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์เช่นไร ?
๕.๒ การถือเอาทรัพย์ทั้ง ๒ อย่างนั้น กำหนดว่าถึงที่สุดไว้อย่างไร ?
ตอบ
๕.๑
สังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ ทั้งที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ เช่นสัตว์และเงินทองเป็นต้น ฯ
ส่วนอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ มีที่ดิน ต้นไม้และเรือนเป็นต้น ฯ
๕.๒
สังหาริมทรัพย์ กำหนดว่าถึงที่สุดด้วยทำให้เคลื่อนจากฐาน ฯ
อสังหาริมทรัพย์ กำหนดว่าถึงที่สุดด้วยขาดกรรมสิทธิ์แห่งเจ้าของ ฯ
๖.
๖.๑ ปาราชิก ๔ สิกขาบทไหนที่ภิกษุใช้ให้เขาทำก็ต้องอาบัติถึงที่สุด ?
๖.๒ สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบทไหนบ้างต้องอาบัติตั้งแต่แรกทำ ? มีชื่อเรียกอย่างไร ?
ตอบ
๖.๑ สิกขาบทที่ ๒ และสิกขาบทที่ ๓ ฯ
๖.๒ สิกขาบทที่ ๑ ถึงที่ ๙ ฯ เรียกว่า ปฐมาปัตติกะ ฯ
๗.
๗.๑ ภิกษุมีความกำหนัด จับต้องกะเทย บุรุษ และสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ เป็นอาบัติอะไร ?
๗.๒ อาบัติไม่มีมูล กำหนดโดยอาการอย่างไร ? โจทด้วยอาบัติไม่มีมูลเป็นอาบัติอะไร ?
ตอบ
๗.๑ จับต้อง กะเทย เป็นถุลลัจจัย บุรุษ เป็นทุกกฏ สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ เป็นทุกกฏ ฯ
๗.๒
กำหนดโดยอาการ ๓ คือ ไม่เห็นเอง ๑ ไม่ได้ยิน ๑ ไม่ได้รังเกียจ ๑ ว่าภิกษุนั้นต้องอาบัติชื่อนั้น ฯ
โจทด้วยปาราชิกต้องสังฆาทิเสส โจทด้วยสังฆาทิเสสต้องปาจิตตีย์ โจทด้วยอาบัติอื่นจากนี้ต้องปาจิตตีย์ ในมุสาวาทสิกขาบท ฯ
๘.
๘.๑ ผ้าจีวรที่ทรงอนุญาตให้ใช้ได้ทำด้วยวัตถุกี่ชนิด ? อะไรบ้าง ?
๘.๒ จีวร ผ้านิสีทนะ อังสะ ผ้าเช็ดหน้า ย่ามผ้า เมื่อจะใช้สอย อย่างไหนควรพินทุ อย่างไหนไม่ควร ? เพราะเหตุใด ?
ตอบ
๘.๑
๖ ชนิด คือ
๑. ทำด้วยเปลือกไม้ เช่น ผ้าลินิน
๒. ทำด้วยฝ้าย คือ ผ้าสามัญ
๓. ทำด้วยไหม คือ ผ้าแพร
๔. ทำด้วยขนสัตว์ เช่น ผ้าสักหลาด
๕. ทำด้วยเปลือกไม้ เช่น ผ้าป่าน (สาณะ)
๖. ทำด้วยสัมภาระเจือกัน ฯ
๘.๒ จีวร และอังสะ ควรพินทุ เพราะใช้ห่ม ผ้านิสีทนะ ผ้าเช็ดหน้า และย่ามผ้า ไม่ต้องพินทุ เพราะไม่ได้ใช้นุ่งห่ม ฯ
๙.
๙.๑ ภิกษุพูดปดต้องอาบัตินั้นทราบแล้ว แต่ถ้าพูดเรื่องจริง จะต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?
๙.๒ ปฏิสสวะทุกกฏ คืออะไร ?
ตอบ
๙.๑ ต้องเช่นกันคือ บอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริงแก่อนุปสัมบัน ต้องปาจิตตีย์ตามสิกขาบทที่ ๘ แห่งมุสาวาทวรรค บอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน เว้นไว้แต่ได้รับสมมติ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ตามสิกขาบทที่ ๙ แห่งมุสาวาทวรรค ฯ
๙.๒ คืออาบัติทุกกฏที่เกิดจากการรับคำด้วยจิตบริสุทธิ์ แต่ภายหลังไม่ได้ทำตามคำที่รับปากไว้ ฯ
๑๐.
๑๐.๑ การนุ่งเป็นปริมณฑล คือการนุ่งอย่างไร ?
๑๐.๒ เสขิยวัตรว่าด้วยการรับบิณฑบาตมีหลายข้อ จงระบุมาเพียง ๒ ข้อ
ตอบ
๑๐.๑ คือนุ่งเบื้องบนปิดสะดือ แต่ไม่ถึงกระโจมอก เบื้องล่างปิดหัวเข่าทั้ง ๒ ลงมาเพียงครึ่งแข้ง ไม่ถึงกรอมข้อเท้า ฯ
๑๐.๒ (เลือกตอบเพียง ๒ ข้อ)
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อรับบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตแต่พอเสมอขอบปากบาตร ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๖

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๖
,
๑.
๑.๑ ข้อว่า “ พระศาสดาทรงตั้งอยู่ในที่เป็นพระธรรมราชาผู้ปกครอง ” คืออย่างไร ?
๑.๒ พระบัญญัติที่ทรงตั้งไว้เดิมเรียกว่าอะไร ?
ตอบ
๑.๑ ทรงตั้งพุทธบัญญัติเพื่อป้องกันความประพฤติเสียหาย และวางโทษแก่ผู้ล่วงละเมิด ด้วยอาบัติหนักบ้าง เบาบ้าง อย่างเดียวกับพระเจ้าแผ่นดินทรงตราพระราชบัญญัติ ฯ
๑.๒ เรียกว่า มูลบัญญัติ ฯ
๒.
๒.๑ การปลงชีวิตอย่างไร ต้องอาบัติถุลลัจจัย ?
๒.๒ “ภิกษุว่ายากสอนยาก ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละต้องสังฆาทิเสส” คือสิกขาบทที่เท่าไร ทรงบัญญัติเพื่อประสงค์ใด ?
ตอบ
๒.๑ การปลงชีวิตมนุษย์แต่ไม่สำเร็จ คือไม่ตาย เป็นแค่บาดเจ็บ ๑ หรือปลงชีวิตอมนุษย์ มียักษ์ เปรต เป็นต้น ๑ ฯ
๒.๒ สิกขาบทที่ ๑๒ แห่งสังฆาทิเสส เพื่อป้องกันไม่ไห้ภิกษุดื้อด้าน ฯ
๓.
๓.๑ คำว่า “ภิกษุประทุษร้ายตระกูล” ในสังฆาทิเสสที่ ๑๓ หมายถึงการทำอย่างไร ?
๓.๒ สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท ที่ชื่อว่า ยาวตติยกะ หมายความว่าอย่างไร ?
ตอบ
๓.๑ หมายถึงการประจบคฤหัสถ์ ยอมตนให้เขาใช้สอย เช่นเดินส่งข่าวให้เขาเป็นต้น หรือด้วยการเอาเปรียบโดยเชิงให้สิ่งเล็กน้อยด้วยหวังได้มาก ฯ
๓.๒ ที่ชื่อว่า ยาวตติยกะ เพราะให้ต้องอาบัติต่อเมื่อสงฆ์ประกาศห้ามครบ ๓ ครั้ง ฯ
๔.
๔.๑ คำว่า “ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ” หมายความว่าอย่างไร ?
๔.๒ ภิกษุต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แล้ว ทำอย่างไรจึงจะพ้น ?
ตอบ
๔.๑ อาบัติปาจิตตีย์ ที่จำต้องสละสิ่งของ ฯ
๔.๒ ภิกษุต้องสละสิ่งของอันเป็นเหตุให้ต้องอาบัตินั้นก่อน แล้วแสดงอาบัติจึงพ้นจากอาบัตินั้นได้ ฯ
๕.
๕.๑ อติเรกจีวร ได้แก่จีวรเช่นไร ?
๕.๒ การที่ทรงห้ามไม่ให้ภิกษุเก็บอติเรกจีวร ด้วยมีพระพุทธประสงค์อย่างไร ?
ตอบ
๕.๑ ได้แก่ จีวรนอกจากจีวรอธิษฐาน ฯ
๕.๒ ด้วยมีพระพุทธประสงค์เพื่อป้องกันความสุรุ่ยสุร่าย และความมักมากของภิกษุ ฯ
๖.
๖.๑ ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภที่เขาจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน ต้องอาบัติอะไร ?
๖.๒ คำว่า “ ลาภ ” ในข้อ ๖.๑ นั้น ได้แก่อะไรบ้าง ?
ตอบ
๖.๑ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ฯ
๖.๒ ได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ซึ่งเรียกว่า ปัจจัย ๔ และกัปปิยะอื่น ๆ
๗.
จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้
๗.๑ โอมสวาท ?
๗.๒ อักโกสวัตถุ ?
ตอบ
๗.๑ คือ คำพูดเสียดแทงให้เจ็บใจ ฯ
๗.๒ คือ เรื่องสำหรับด่า ๑๐ อย่าง ฯ
๘.
๘.๑ ภิกษุต้องอาบัติเพราะความซุกซน มีอย่างไรบ้าง ?
๘.๒ ภิกษุซ่อนบาตร ซ่อนปากกาของภิกษุอื่นเพื่อล้อเล่น ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
๘.๑ มีอย่างนี้ คือ เล่นจี้ เล่นน้ำ หลอนภิกษุ ซ่อนของเพื่อล้อเล่น พูดเย้าให้เกิดรำคาญ ฯ
๘.๒ ซ่อนบาตร ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ซ่อนปากกา ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๙.
๙.๑ เสขิยวัตร คืออะไร ? หมวดที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องอะไร ?
๙.๒ ภิกษุไม่เอื้อเฟื้อในเสขิยวัตร ปฏิบัติผิดธรรมเนียม ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
๙.๑
คือ วัตรหรือธรรมเนียมที่ควรศึกษา ฯ
หมวดที่ ๒ ว่าด้วยธรรมเนียมรับบิณฑบาตและฉันอาหาร ฯ
๙.๒ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๑๐.
๑๐.๑ อธิกรณ์ คืออะไร ? อธิกรณ์ย่อมระงับได้ด้วยอะไร ?
๑๐.๒ การแสดงอาบัติจัดเข้าในอธิกรณสมถะข้อไหน ? สำหรับระงับอธิกรณ์อะไร ?
ตอบ
๑๐.๑
คือ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำ ฯ
ระงับได้ด้วยอธิกรณสมถะ คือธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์ ฯ
๑๐.๒ จัดเข้าในปฏิญญาตกรณะ ฯ สำหรับระงับอาปัตตาธิกรณ์ ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๗

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
,
๑.
อุปสัมปทา (การอุปสมบท) มี ๓ วิธี ในปัจจุบันใช้วิธีไหน ? กำหนดสงฆ์อย่างต่ำไว้เท่าไร ?
ตอบ
ใช้ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา ฯ
กำหนดสงฆ์อย่างต่ำ ในมัธยมประเทศ ๑๐ รูป ในปัจจันตชนบท ๕ รูป ฯ
๒.
พระวินัย คืออะไร ? พระภิกษุรักษาพระวินัยดีแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์อย่างไร ?
ตอบ
คือ พระพุทธบัญญัติและอภิสมาจาร ฯ
พระภิกษุรักษาพระวินัยดีแล้วย่อมได้รับอานิสงส์คือ ความไม่ต้องเดือดร้อนใจ ได้รับความแช่มชื่นว่า ได้ประพฤติดีงาม เข้าหมู่สงฆ์ก็อาจหาญ ฯ
๓.
นิสสัยและอกรณียกิจคืออะไร ? ทั้ง ๒ อย่างรวมเรียกว่าอะไร ?
ตอบ
นิสสัยคือ ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต อกรณียกิจคือ กิจที่บรรพชิตไม่ควรทำ ฯ
ทั้ง ๒ อย่าง รวมเรียกว่า อนุศาสน์ ฯ
๔.
สิกขา กับ สิกขาบท ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ต่างกันอย่างนี้ สิกขา ได้แก่ข้อที่ควรศึกษา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
สิกขาบท ได้แก่พระบัญญัติมาตราหนึ่ง ๆ ฯ
๕.
อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติข้อที่ว่า ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
ภิกษุสงสัยอยู่ว่า ทำอย่างนั้นผิดหรือไม่ แต่ขืนทำด้วยความสะเพร่า ถ้าการทำนั้นผิดพระบัญญัติต้องอาบัติตามวัตถุ ถ้าไม่ผิดต้องอาบัติทุกกฏเพราะสงสัยแล้วขืนทำ ฯ
๖.
คำว่า มาตุคาม ในสังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๒, ๓, ๔ และ ๕ ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
มาตุคามในสังฆาทิเสสที่ ๒ หมายรวมทั้งหญิงรู้เดียงสาและไม่รู้เดียงสาโดยที่สุดแม้เกิดในวันนั้น ส่วนในสังฆาทิเสสที่ ๓, ๔ และ ๕ หมายเฉพาะหญิงผู้รู้เดียงสาแล้วเท่านั้น ฯ
๗.
ในอนิยต ที่ลับตา และที่ลับหู ได้แก่ที่เช่นไร ? ภิกษุอยู่กับมาตุคามสองต่อสองในที่เช่นนั้น เป็นทางปรับอาบัติอะไรได้บ้าง ?
ตอบ
ที่ลับตา ได้แก่ ที่มีวัตถุกำบัง แลเห็นไม่ได้ ที่ลับหู ได้แก่ ที่แจ้ง แลเห็นได้ แต่ห่างไม่ได้ยินเสียงพูด ฯ
ในที่ลับตา เป็นทางปรับอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส และ ปาจิตตีย์
ในที่ลับหู เป็นทางปรับอาบัติสังฆาทิเสส และ ปาจิตตีย์ ฯ
๘.
จีวรที่เป็นนิสสัคคีย์แล้ว ควรสละให้แก่ใคร ? ถ้าจีวรนั้นสูญหาย พึงปฏิบัติเช่นไร ?
ตอบ
สละให้สงฆ์ก็ได้ คณะก็ได้ บุคคลก็ได้ ฯ
ถ้าจีวรนั้นสูญหาย พึงแสดงอาบัติเท่านั้น ฯ
๙.
ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภสงฆ์ไปเพื่อตนก็ดี เพื่อบุคคลก็ดี เพื่อสงฆ์อื่นก็ดี ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
น้อมลาภที่เขาถวายสงฆ์มาเพื่อตน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เพื่อบุคคล ต้องปาจิตตีย์ เพื่อสงฆ์อื่น ต้องทุกกฏ ฯ
๑๐.
ข้อว่า ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ นั้น มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
ภิกษุฉันบิณฑบาต แม้เป็นของเลว ก็ไม่แสดงอาการ คือฉันโดยปกติและเมื่อฉัน ก็ไม่ฉันพลางทำกิจอื่นพลาง ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๘

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๒๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๘
,
๑.
กิจที่บรรพชิตไม่ควรทำเรียกว่าอะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
เรียกว่าอกรณียกิจ ฯ มีดังนี้คือ
๑. เสพเมถุน
๒. ลักทรัพย์
๓. ฆ่าสัตว์
๔. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ฯ
๒.
ภิกษุฆ่าสัตว์ให้ตายและพยายามฆ่าตนเอง ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
ฆ่ามนุษย์ให้ตาย ต้องอาบัติปาราชิก
ฆ่าอมนุษย์ให้ตาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ฆ่าสัตว์เดรัจฉานทั่วไปให้ตาย ต้องอาบัติปาจิตตีย์
พยายามฆ่าตนเอง ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๓.
คำต่อไปนี้มีความหมายอย่างไร ?
ก. สจิตตกะ
ข. อจิตตกะ
ตอบ
ก. อาบัติที่ต้องเพราะมีเจตนาล่วงละเมิด
ข. อาบัติที่ต้องแม้ไม่มีเจตนาล่วงละเมิด ฯ
๔.
ผ้าไตรจีวรคือผ้าอะไร ? ได้แก่อะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ ผ้า ๓ ผืนที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุอธิษฐานไว้ใช้สำหรับตนเอง ฯ ได้แก่ สังฆาฏิ (ผ้าคลุม) อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม) อันตรวาสก (ผ้านุ่ง) ฯ
๕.
อติเรกบาตร คืออะไร ? ภิกษุเก็บไว้เกินกี่วัน ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ?
ตอบ
คือ บาตรนอกจากบาตรอธิษฐาน ฯ
เกิน ๑๐ วัน ฯ
๖.
เภสัช ๕ ที่ภิกษุรับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ไม่เกิน ๗ วัน ได้แก่อะไรบ้าง ?
ตอบ
ได้แก่ เนยใส ๑ เนยข้น ๑ น้ำมัน ๑ น้ำผึ้ง ๑ น้ำอ้อย ๑ ฯ
๗.
บุคคลที่เรียกว่า ปริพาชก และ ปริพาชิกา คือใคร ? ภิกษุให้ของเคี้ยวก็ดี ของกินก็ดี แก่บุคคลเหล่านั้นอย่างไรเป็นอาบัติและอย่างไรไม่เป็นอาบัติ ?
ตอบ
ปริพาชก คือนักบวชผู้ชายนอกพระพุทธศาสนา
ปริพาชิกา คือนักบวชผู้หญิงนอกพระพุทธศาสนา ฯ
ให้ด้วยมือของตนต้องอาบัติปาจิตตีย์ สั่งให้ให้ก็ดี วางให้ก็ดี ไม่เป็นอาบัติ ฯ
๘.
เมื่อภิกษุได้จีวรใหม่ ก่อนจะนุ่งห่ม ต้องทำพินทุด้วยสี ๓ สีอย่างใด อย่างหนึ่ง คืออะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ ๑. สีเขียวคราม
๒. สีโคลน
๓. สีดำคล้ำ ฯ
๙.
เสขิยวัตรคืออะไร ? ถ้าไม่เอื้อเฟื้อต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
คือวัตรหรือธรรมเนียมที่ภิกษุจะต้องศึกษา ฯ
ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๑๐.
ในพระวินัย กำหนด ๑ ปีมีกี่ฤดู ? อะไรบ้าง ? ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๘ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เป็นฤดูอะไร ?
ตอบ
๓ ฤดู คือ ฤดูหนาว ๑ ฤดูร้อน ๑ ฤดูฝน ๑ ฯ
ฤดูฝน ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๙

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙
,
๑.
พระศาสดาผู้เป็นสังฆบิดรดูแลภิกษุสงฆ์ ทรงทำหน้าที่ทางพระวินัยอย่างไร ?
ตอบ
ทรงทำหน้าที่ ๒ ประการ คือ
๑. ทรงตั้งพุทธบัญญัติเพื่อป้องกันความประพฤติเสียหาย และวางโทษแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิดด้วยปรับอาบัติหนักบ้าง เบาบ้าง
๒. ทรงตั้งขนบธรรมเนียม ซึ่งเรียกว่าอภิสมาจารเพื่อชักนำความประพฤติของภิกษุสงฆ์ให้ดีงาม ฯ
๒.
ทำไมต้องมีพระวินัยสำหรับปกครองหมู่ภิกษุ และหมู่ภิกษุทำไมต้องประพฤติตามพระวินัย ?
ตอบ
หมู่ภิกษุจะไม่ประพฤติตามพระวินัย ไม่เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาและเลื่อมใส ถ้าต่างประพฤติตามพระวินัย ก็จะเป็นหมู่ภิกษุที่ดี ทำให้เกิดศรัทธาเลื่อมใส พระวินัยจึงรักษาหมู่ภิกษุให้ตั้งอยู่เป็นอันดี และทำให้เป็นหมู่ที่งดงาม ฯ
๓.
คำว่า ต้องอาบัติ หมายความว่าอย่างไร ? อาบัติมีโทษกี่สถาน ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
หมายความว่า ต้องโทษ คือมีความผิดฐานละเมิดข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม ฯ
มี ๓ สถาน คือ อย่างหนัก อย่างกลาง และ อย่างเบา
(หรือจะตอบว่า มี ๒ สถาน คือ แก้ไขได้ และแก้ไขไม่ได้ ก็ได้)
๔.
กิจที่บรรพชิตไม่ควรทำซึ่งเรียกว่า อกรณียกิจ มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๔ อย่าง คือ
๑. เสพเมถุน
๒. ลักของเขา
๓. ฆ่าสัตว์
๔. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ฯ
๕.
อุตตริมนุสสธรรม คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ ธรรมอันยิ่งของมนุษย์ หรือคุณอย่างยวดยิ่งของมนุษย์ ฯ
มี ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล นิพพาน ฯ
๖.
ในอทินนาทานสิกขาบท กำหนดราคาทรัพย์ เป็นวัตถุแห่งอาบัติไว้อย่างไรบ้าง ?
ตอบ
ทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๕ มาสก ขึ้นไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติปาราชิก
ทรัพย์มีราคาต่ำกว่า ๕ มาสก แต่สูงกว่า ๑ มาสก เป็นวัตถุแห่งอาบัติถุลลัจจัย
ทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๑ มาสก ลงไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติทุกกฏ ฯ
๗.
ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง กะเทย บุรุษ สัตว์ดิรัจฉานเพศผู้ สัตว์ดิรัจฉานเพศเมีย ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส กายกะเทย ต้องถุลลัจจัย กายบุรุษ สัตว์ดิรัจฉานทั้งเพศผู้เพศเมีย ต้องทุกกฏ ฯ
๘.
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ หมายความว่าอย่างไร ? ภิกษุต้องอาบัตินี้แล้ว ทำอย่างไรจึงจะพ้น ?
ตอบ
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ หมายความว่า อาบัติปาจิตตีย์ ที่จำต้องสละสิ่งของ ฯ
ภิกษุต้องสละสิ่งของอันเป็นเหตุให้ต้องอาบัตินั้นก่อนแล้วแสดงอาบัติจึงพ้น ฯ
๙.
ภิกษุกำลังฟังพระปาฏิโมกข์อยู่ กล่าวขึ้นว่า “จะสวดไปทำไม ฟังก็ไม่รู้เรื่อง น่าเบื่อ น่ารำคาญ” เช่นนี้ต้องอาบัติอะไร ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ เพราะก่นสิกขาบท ฯ
๑๐.
เสขิยวัตร คืออะไร ? มีกี่ข้อ ? ภิกษุละเมิดต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
คือวัตรที่ภิกษุจะต้องศึกษา ฯ
มี ๗๕ ข้อ ฯ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๐

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
,
๑.
พระศาสดาทรงบัญญัติพระวินัยไว้เพื่ออะไร ?
ตอบ
เพื่อป้องกันความประพฤติเสียหายของภิกษุสงฆ์ และเพื่อชักนำความประพฤติของภิกษุสงฆ์ให้ดีงาม ฯ
๒.
สิกขาบทที่มีมาในพระปาติโมกข์ มีเท่าไร ? ว่าโดยหมวดมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๒๒๗ สิกขาบท ฯ คือปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยะ ๗๕ อธิกรณสมถะ ๗ ฯ
๓.
อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติ มีเท่าไร ? ต้องด้วยไม่ละอาย มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
มี ๖ อย่าง ฯ
ภิกษุรู้อยู่ ละเมิดพระบัญญัติด้วยใจด้านไม่ละอาย ชื่อว่าต้องด้วยไม่ละอาย ฯ
๔.
เมื่อภิกษุต้องอาบัติแล้ว จะพึงปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
พึงบอกภิกษุด้วยกันในวันนั้น และพึงแก้ไขตามวิธีนั้น ๆ ฯ
๕.
สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์คือทรัพย์เช่นไร ? ภิกษุจะต้องอาบัติถึงที่สุดในเพราะลักทรัพย์ทั้ง ๒ อย่างนั้นเมื่อใด ?
ตอบ
สังหาริมทรัพย์ คือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ อสังหาริมทรัพย์ คือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ ฯ
สำหรับสังหาริมทรัพย์ ภิกษุจะต้องอาบัติถึงที่สุด ในเมื่อทำให้ทรัพย์นั้นเคลื่อนจากที่เดิม ส่วนอสังหาริมทรัพย์ จะต้องอาบัติถึงที่สุด ในเมื่อเจ้าของทอดกรรมสิทธิ์ ฯ
๖.
ภิกษุรู้ตัวว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส จึงแสดงอาบัตินั้นต่อภิกษุอีกรูปหนึ่ง อย่างนี้จะพ้นจากอาบัตินั้นได้หรือไม่ เพราะเหตุไร ?
ตอบ
พ้นไม่ได้ เพราะอาบัติสังฆาทิเสสนั้น ภิกษุผู้ต้องจะพ้นได้ด้วยอยู่กรรม ฯ
๗.
ที่ลับตา กับที่ลับหู ต่างกันอย่างไร ? ที่ลับทั้ง ๒ นั้น เป็นทางให้ปรับอาบัติได้มากน้อยกว่ากันอย่างไร ?
ตอบ
ต่างกันอย่างนี้ ที่ที่มีสิ่งกำบัง เห็นกันไม่ได้ เรียกว่า ที่ลับตา ที่ที่ไม่มีสิ่งกำบัง เห็นกันได้ แต่ฟังเสียงไม่ได้ยิน เรียกว่า ที่ลับหู ฯ
ที่ลับตา เป็นทางให้ปรับอาบัติได้มากกว่า คือตั้งแต่ปาราชิก สังฆาทิเสส ถึง ปาจิตตีย์ ส่วนที่ลับหู เป็นทางให้ปรับอาบัติตั้งแต่สังฆาทิเสสลงมา ฯ
๘.
ภิกษุรับนิมนต์แล้ว จะไปที่อื่นก่อนหรือหลังฉัน ต้องปฏิบัติอย่างไร ? ถ้าไม่ทำเช่นนั้น ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
ต้องปฏิบัติอย่างนี้ คือ ต้องบอกลาภิกษุอื่นก่อน ฯ
ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๙.
ผ้าอาบน้ำฝนมีกำหนดขนาดไว้เท่าใด ? ถ้าทำเกินกว่าขนาดนั้นต้องอาบัติ ก่อนจะแสดงอาบัตินั้น ต้องทำอย่างไร ?
ตอบ
ยาว ๖ คืบ กว้าง ๒ คืบครึ่ง โดยคืบพระสุคต ฯ
ต้องตัดให้ได้ขนาดเสียก่อน ฯ
๑๐.
หมวดสารูปในเสขิยวัตร ว่าด้วยเรื่องอะไร ? ข้อว่า “ไม่เอามือค้ำกายนั่งในบ้าน” คือไม่ทำอย่างไร ?
ตอบ
ว่าด้วยธรรมเนียมควรประพฤติในเวลาเข้าบ้าน ฯ
ไม่นั่งเท้าแขนข้างเดียวก็ตาม สองข้างก็ตามในบ้าน ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๑

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑
,
๑.
อรณียกิจ ๔ คืออะไร ? ข้อที่ ๓ ว่าอย่างไร
ตอบ
คือ กิจที่ไม่ควรทำ ๔ ฯ ว่า ฆ่าสัตว์ ฯ
๒.
อะไรเรียกว่า สิกขาบท ? มาจากไหน ?
ตอบ
พระบัญญัติมาตราหนึ่ง ๆ เรียกว่า สิกขาบท ฯ
มาในพระปาติโมกข์ ๑ มานอกพระปาติโมกข์ ๑ ฯ
๓.
สังฆาทิเสส มีกี่สิกขาบท ? ภิกษุต้องอาบัตินี้จะพ้นได้ด้วยวิธีอย่างไร ?
ตอบ
มี ๑๓ สิกขาบท ฯ
ด้วยวิธีอยู่กรรม ที่เรียกว่า วุฏฐานคามินี ฯ
๔.
เภสัช ๕ ในปัตตวรรคที่ ๓ ได้แก่อะไรบ้าง ? รับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้กี่วัน ?
ตอบ
ได้แก่ เนยใน เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ฯ เก็บไว้ฉันได้ ๗ วัน เป็นอย่างยิ่ง ฯ
๕.
ภิกษุนอนในที่มุงที่บังอันเดียวกับอนุปสัมบัน เป็นอาบัติหรือไม่อย่างไร ?
ตอบ
ถ้าผู้ชาย เกินกว่า ๓ คืน เป็นปาจิตตีย์ ถ้าผู้หญิง แม้ในคืนแรก เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๖.
ภิกษุซ่อนผ้าอาบน้ำฝน บาตร จีวร กล่องเข็ม ด้าย ของเพื่อนภิกษุหรือสามเณรเพื่อล้อเล่น เป็นอาบัติอะไรบ้าง ?
ตอบ
ซ่อนผ้าอาบน้ำฝน ด้าย ของเพื่อนภิกษุ เป็นอาบัติทุกกฏ
ซ่อนบาตร จีวร กล่องเข้ม ของเพื่อนภิกษุ เป็นอาบัติปาจิตตีย์
ซ่อนของสามเณรทุกอย่างเป็นทุกกฏ ฯ
๗.
คำว่า ปวารณากำหนดปัจจัย หมายความว่าอย่างไร ?
ตอบ
ปวารณาที่กำหนดชนิดสิ่งของ เช่นจีวร หรือบิณฑบาตเป็นต้น หรือกำหนดจำนวนสิ่งของ เช่น ผ้ากี่ผืน บิณฑบาตมีราคา เท่าไร เป็นต้น ฯ
๘.
เสขิยวัตร คืออะไร ? มีทั้งหมดกี่ข้อ ?
ตอบ
คือ ธรรมเนียมหรือวัตรที่ภิกษุต้องศึกษา ฯ มี ๗๕ ข้อ ฯ
๙.
วิวาทาธิกรณ์กับอนุวาทาธิกรณ์ ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
วิวาทาธิกรณ์ คือการเถียงว่า สิ่งนั้นเป็นธรรมเป็นวินัย สิ่งนี้ไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย ส่วนอนุวาทาธิกรณ์ คือการโจทกันด้วยอาบัติ ฯ
๑๐.
อธิกรณสมถะ คืออะไร ? มีกี่อย่าง ? การตัดสินตามเสียงข้างมาก เรียกว่าอะไร ?
ตอบ
คือ ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ ฯ มี ๗ อย่าง ฯ
เรียกว่า เยภุยยสิกา ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๒

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒
,
๑.
พุทธบัญญัติและอภิสมาจาร คืออะไร ? ทั้ง ๒ รวมเรียกว่าอะไร ?
ตอบ
พุทธบัญญญัติ คือข้อห้ามเพื่อป้องกันความประพฤติเสียหาย และวางโทษแก่ภิกษุผู้ล่วงด้วยปรับอาบัติหนักบ้าง เบาบ้าง ส่วนอภิสมาจาร คือขนบธรรมเนียมที่ทรงแต่งตั้งขึ้น เพื่อชักนำความประพฤติของภิกษุสงฆ์ให้ดีงาม ฯ ทั้ง ๒ นี้รวมเรียกว่า พระวินัย ฯ
๒.
อาบัติ คืออะไร ? อาบัติที่เป็นโลกวัชชะและที่เป็นปัณณัตติวัชชะหมายความว่าอย่างไร ? จงยกตัวอย่างประกอบด้วย
ตอบ
คือ โทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ฯ
โลกวัชชะคือ อาบัติมีโทษซึ่งภิกษุทำเป็นความผิด คนสามัญทำก็เป็นความผิดเหมือนกัน เช่น ทำโจรกรรม เป็นต้น ส่วนปัณณัตติวัชชะคือ อาบัติมีโทษเฉพาะภิกษุทำ แต่คนสามัญไม่เป็นความผิดเช่น ขุดดิน เป็นต้น ฯ
๓.
สิกขากับสิกขาบท ต่างกันอย่างไร ? อย่างไหนมีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
สิกขา คือ ข้อที่ภิกษุต้องศึกษา มี ๓ ได้แก่ สีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา
ส่วนสิกขาบท คือ พระบัญญัติมาตราหนึ่ง ๆ มี ๒๒๗ สิกขาบท ได้แก่ ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยะ ๗๕ และ อธิกรณสมถะ ๗ ฯ
๔.
คำว่า อาบัติไม่มีมูล กำหนดโดยอาการอย่างไร ? ภิกษุโจทด้วยอาบัติไม่มีมูลต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
กำหนดโดยอาการ ๓ คือ ไม่เห็นเอง ๑ ไม่ได้ยินเอง ๑ ไม่ได้เกิด รังเกียจสงสัย ๑ ว่าภิกษุนั้นต้องอาบัติชื่อนั้น ฯ
โจทด้วยปาราชิก ต้องสังฆาทิเสส โจทด้วยอาบัติอื่นจากปาราชิก ต้องปาจิตตีย์ ฯ
๕.
ในสิกขาบทที่ ๒ แห่งอาบัติปาราชิก ทรัพย์เป็นเหตุให้ต้องอาบัติปาราชิก อาบัติถุลลัจจัย และอาบัติทุกกฏ มีกำหนดราคาไว้เท่าไร ?
ตอบ
มีกำหนดราคาไว้ดังนี้
ทรัพย์ มีราคาตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป เป็นเหตุให้ต้องอาบัติปาราชิก
ทรัพย์ มีราคาไม่ถึง ๕ มาสก แต่มากกว่า ๑ มาสก เป็นเหตุให้ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ทรัพย์ มีราคาตั้งแต่ ๑ มาสกลงมา เป็นเหตุให้ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๖.
ผ้าไตรครอง มีอะไรบ้าง ? ต่างจากอติเรกจีวรอย่างไร ?
ตอบ
มี สังฆาฏิ อุตตราสงค์ อันตรวาสก ฯ
ต่างกันอย่างนี้ ผ้าไตรครองเป็นผ้าที่ภิกษุอธิษฐาน มีจำนวนจำกัด คือ ๓ ผืน ส่วนอติเรกจีวร คือผ้าที่นอกเหนือจากผ้าไตรครอง มีได้ไม่จำกัดจำนวน ฯ
๗.
พระ ก. นำเบียร์มาให้พระ ข. ดื่ม โดยหลอกว่าเป็นน้ำอัดลม พระ ข. หลงเชื่อจึงดื่มเข้าไป ถามว่า พระ ก. และพระ ข. ต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?
ตอบ
พระ ก. ต้องปาจิตตีย์เพราะพูดปด
พระ ข. ต้องปาจิตตีย์เพราะดื่มน้ำเมา แม้ไม่รู้ก็ต้องอาบัติ เพราะสิกขาบทนี้เป็นอจิตตกะ
๘.
ภิกษุนำตั่งของสงฆ์ไปตั้งใช้ในที่แจ้ง จะหลีกไปสู่วัดอื่นต้องทำอย่างไร จึงจะไม่เป็นอาบัติ ?
ตอบ
ต้องเก็บด้วยตนเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นเก็บ หรือมอบหมายให้ผู้อื่น จึงจะไม่เป็นอาบัติ ฯ
๙.
ลักษณะการประเคนประกอบด้วยองค์อะไรบ้าง ? การช่วยกันยกโต๊ะอาหารขึ้นประเคนก็ดี การจับผ้าปูโต๊ะประเคนก็ดี ทั้ง ๒ วิธีนี้ถูกต้องหรือไม่ ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
ประกอบด้วยองค์ต่อไปนี้
๑. ของที่จะประเคนไม่ใหญ่เกินไป พอคนปานกลางยกได้คนเดียว
๒. ผู้ประเคนเข้ามาอยู่ในหัตถบาส
๓. เขาน้อมเข้ามา
๔. กิริยาที่น้อมเข้ามาให้นั้น ด้วยกาย ด้วยของเนื่องด้วยกายหรือด้วยโยนให้
๕. ภิกษุรับด้วยกายก็ได้ ด้วยของเนื่องด้วยกายก็ได้ ฯ
ไม่ถูกทั้ง ๒ วิธี เพราะไม่ต้องลักษณะองค์ประเคน คือ การช่วยกันยกโต๊ะขึ้นประเคน ผิดลักษณะองค์ที่ ๑ การจับผ้าปูโต๊ะประเคนผิดลักษณะองค์ที่ ๓ ฯ
๑๐.
อธิกรณ์ คืออะไร ? เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องทำอย่างไร ?
ตอบ
คือ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำ ฯ
ต้องระงับด้วยอธิกรณสมถะอย่างใดอย่างหนึ่งตามสมควรแก่อธิกรณ์นั้น ๆ ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๓

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๒๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓
,
๑.
พระวินัย ได้แก่อะไร ? สิกขาบทที่เป็นอเตกิจฉา คือที่ภิกษุล่วงแล้วไม่สามารถจะแก้ไขได้ ได้แก่อะไร ?
ตอบ
ได้แก่ พระพุทธบัญญัติ และอภิสมาจาร ฯ
ได้แก่ ปาราชิก ๔ ฯ
๒.
นิสสัย คืออะไร ? มีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต ฯ มี ๔ อย่าง ฯ คือ
๑. เที่ยวบิณฑบาต
๒. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล
๓. อยู่โคนไม้
๔. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ฯ
๓.
อาบัติว่าโดยชื่อมีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๗ อย่าง ฯ คือ
๑. ปาราชิก
๒. สังฆาทิเสส
๓. ถุลลัจจัย
๔. ปาจิตตีย์
๕. ปาฏิเทสียะ
๖. ทุกกฏ
๗. ทุพภาสิต ฯ
๔.
ภิกษุโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติไม่มีมูล เป็นอาบัติอะไรบ้าง ?
ตอบ
โจทด้วยอาบัติปาราชิก เป็นอาบัติสังฆาทิเสส
โจทด้วยอาบัตินอกนี้ เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๕.
ไตรจีวร มีอะไรบ้าง ? ภิกษุอยู่ปราสจากแม้คืนหนึ่ง ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
มี สังฆาฏิ คือผ้าคลุม อุตตราสงค์ คือผ้าห่ม และอันตรวาสก คือ ผ้านุ่ง ฯ
ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ฯ
๖.
ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภที่เขาจะถวายสงฆ์ มาเพื่อตน เพื่อบุคคลอื่น เพื่อเจดีย์ เพื่อสงฆ์หมู่อื่นจะเป็นอาบัติอะไรได้บ้าง ?
ตอบ
น้อมมาเพื่อตน เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
น้อมมาเพื่อบุคคลอื่น เป็นอาบัติปาจิตตีย์
น้อมมาเพื่อเจดีย์และเพื่อสงฆ์หมู่อื่น เป็นอาบัติทุกกฏ ฯ
๗.
ภิกษุนอนในที่มุงที่บังเดียวกันกับสามเณร จะเป็นอาบัติอะไรหรือไม่ ?
ตอบ
นอนได้ ๓ คืน ไม่เป็นอาบัติ เกินกว่านั้นต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๘.
ภิกษุ ก อาพาธ ได้รับคำแนะนำให้ฉันอาหารในเวลาวิกาลเพื่อช่วยให้หายป่วยเร็วแล้วฉันตามคำแนะนำนั้น มีวินิจฉัยตามพระวินัยอย่างไร ?
ตอบ
มีวินิจฉัยว่า ภิกษุ ก ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๙.
เสขิยวัตร คืออะไร ? แบ่งเป็นกี่หมวด ? หมวดที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องอะไร ?
ตอบ
คือ ธรรมเนียมหรือวัตรที่ภิกษุพึงศึกษา ฯ
แบ่งเป็น ๔ หมวด ฯ
หมวดที่ ๒ ว่าด้วยเรื่อง โภชนปฏิสังยุต คือธรรมเนียมว่าด้วยเรื่องการขบฉัน ฯ
๑๐.
ข้อว่า เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ นั้นมีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
มีอธิบายว่า รับโดยแสดงความเอื้อเฟื้อในบคุคลผู้ให้ ไม่ดูหมิ่น และให้แสดงความเอื้อเฟื้อในของที่เขาให้ ไม่ทำดังรับเอามาเล่นหรือเอามาทิ้งเสีย ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๕๔

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
,
๑.
พระภิกษุผู้รักษาพระวินัยดีโดยถูกทางแล้ว ย่อมได้อานิสงส์อะไร ?
ตอบ
ย่อมได้อานิสงส์ คือ ความไม่ต้องเดือดร้อนใจ ฯ
๒.
สิกขา สิกขาบท และอาบัติ ได้แก่อะไร ?
ตอบ
สิกขา ได้แก่ ข้อที่ภิกษุควรศึกษา มี ๓ อย่าง คือ สีลสิกขา จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา
สิกขาบท ได้แก่ พระบัญญัติมาตราหนึ่ง ๆ
อาบัติ ได้แก่ โทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ฯ
๓.
อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติ มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ต้องด้วยไม่ละอาย ๑ ต้องด้วยไม่รู้ว่าสิ่งนี้เป็นอาบัติ ๑ ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำ ๑ ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร ๑ ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร ๑ ต้องด้วยลืมสติ ๑
๔.
ครุกาบัติ ที่แก้ไขได้ก็มี ที่แก้ไขไม่ได้ก็มี ที่แก้ได้ได้แก่อาบัติอะไร ที่แก้ไม่ได้ได้แก่อาบัติอะไร ?
ตอบ
ที่แก้ไขได้ ได้แก่อาบัติสังฆาทิเสส
ที่แก้ไขไม่ได้ ได้แก่อาบัติปาราชิก ฯ
๕.
ภิกษุแกล้งฆ่าสัตว์ให้ตาย ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
ฆ่ามนุษย์ให้ตาย ต้องอาบัติปาราชิก
ฆ่าอมนุษย์ให้ตาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ฆ่าสัตว์เดรัจฉานให้ตาย ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๖.
ไตรจีวรประกอบด้วยผ้าอะไรบ้าง ? ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวร ต้องปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
ประกอบด้วย ผ้าสังฆาฏิ ผ้าอุตตราสงค์ และผ้าอันตรวาสก ฯ ต้องสละไตรจีวรผืนที่อยู่ปราศจากนั้น แล้วแสดงอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ เมื่อได้รับผ้ากลับคืนมาแล้ว ต้องอธิษฐานใหม่ ฯ
๗.
จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้
๑. อติเรกจีวร
๒. จีวรกาล
๓. อนุปสัมบัน
ตอบ
๑. อติเรกจีวร หมายถึงจีวรที่ไม่ใช่จีวรอธิษฐาน
๒. จีวรกาล หมายถึงคราวที่เป็นฤดูถวายจีวร (คืออยู่จำพรรษาแล้ว
ถ้าไม่ได้กรานกฐิน นับแต่วันปวารณาไป ๑ เดือน
ถ้าได้กรานกฐิน เพิ่มออกไปอีก ๔ เดือนในฤดูหนาว)
๓. อนุปสัมบัน หมายถึงบุคคลที่มิใช่ภิกษุ ฯ
๘.
เภสัช ๕ ได้แก่อะไรบ้าง ? ภิกษุรับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้กี่วันเป็นอย่างยิ่ง ?
ตอบ
ได้แก่ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ฯ
เก็บไว้ได้ ๗ วัน ฯ
๙.
ภิกษุฉันพลางทำกิจอื่นพลาง จะต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?
ตอบ
ต้องอาบัติทุกกฎ ฯ
๑๐.
อธิกรณ์ คืออะไร ? การตัดสินอธิกรณ์ตามเสียงข้างมาก เรียกว่าอะไร ?
ตอบ
คือ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำ ฯ
เรียกว่าเยภุยยสิกา ฯ