วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๕

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๕
,
๑.
๑.๑ พระวินัย คืออะไร ?
๑.๒ สิกขา ๓ เมื่อศึกษาแล้วจะได้ประโยชน์อย่างไร ?
ตอบ
๑.๑ คือพระพุทธบัญญัติและอภิสมาจาร ฯ
๑.๒ ศึกษาเรื่องศีล ทำให้เป็นผู้มีกาย วาจาเรียบร้อย ศึกษาเรื่องสมาธิ ทำให้ใจสงบมั่นคง ไม่ฟุ้งซ่าน ศึกษาเรื่องปัญญา ทำให้รอบรู้ในกองสังขาร ฯ
๒.
๒.๑ สิกขากับสิกขาบทต่างกันอย่างไร ?
๒.๒ สิกขาบทที่มาในพระปาฏิโมกข์มีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๒.๑
สิกขา คือข้อที่ภิกษุต้องศึกษา
สิกขาบท คือพระบัญญัติมาตราหนึ่งๆ เป็นสิกขาบทอันหนึ่งๆ ฯ
๒.๒ มี ๒๒๗ ฯ คือปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยะ ๗๕ อธิกรณสมถะ ๗ รวมเป็น ๒๒๗ ฯ
๓.
๓.๑ คำต่อไปนี้มีความหมายอย่างไร ?
ก) อาทิกัมมิกะ
ข) อเตกิจฉา
๓.๒ อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติมีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๓.๑
ก) ภิกษุผู้ก่อเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้น ฯ
ข) อาบัติที่แก้ไขไม่ได้ ฯ
๓.๒ มี ๖ อย่าง คือ
๑. ต้องด้วยไม่ละอาย
๒. ต้องด้วยไม่รู้ว่า สิ่งนี้จะเป็นอาบัติ
๓. ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง
๔. ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร
๕. ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร
๖. ต้องด้วยลืมสติ ฯ
๔.
๔.๑ คำว่า “ไถยจิต” หมายถึงอะไร ?
๔.๒ ในอทินนาทานสิกขาบท กำหนดราคาทรัพย์เป็นวัตถุแห่งอาบัติไว้อย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๔.๑ หมายถึงจิตคิดจะลัก คือจิตคิดถือเอาของที่เจ้าของไม่ให้ด้วยอาการแห่งขโมย ฯ
๔.๒ กำหนดไว้อย่างนี้
ทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๕ มาสก ขึ้นไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติปาราชิก
ทรัพย์มีราคาต่ำกว่า ๕ มาสก แต่สูงกว่า ๑ มาสก เป็นวัตถุแห่งอาบัติถุลลัจจัย
ทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๑ มาสก ลงไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติทุกกฏ ฯ
๕.
๕.๑ สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์เช่นไร ?
๕.๒ การถือเอาทรัพย์ทั้ง ๒ อย่างนั้น กำหนดว่าถึงที่สุดไว้อย่างไร ?
ตอบ
๕.๑
สังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ ทั้งที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ เช่นสัตว์และเงินทองเป็นต้น ฯ
ส่วนอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ มีที่ดิน ต้นไม้และเรือนเป็นต้น ฯ
๕.๒
สังหาริมทรัพย์ กำหนดว่าถึงที่สุดด้วยทำให้เคลื่อนจากฐาน ฯ
อสังหาริมทรัพย์ กำหนดว่าถึงที่สุดด้วยขาดกรรมสิทธิ์แห่งเจ้าของ ฯ
๖.
๖.๑ ปาราชิก ๔ สิกขาบทไหนที่ภิกษุใช้ให้เขาทำก็ต้องอาบัติถึงที่สุด ?
๖.๒ สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบทไหนบ้างต้องอาบัติตั้งแต่แรกทำ ? มีชื่อเรียกอย่างไร ?
ตอบ
๖.๑ สิกขาบทที่ ๒ และสิกขาบทที่ ๓ ฯ
๖.๒ สิกขาบทที่ ๑ ถึงที่ ๙ ฯ เรียกว่า ปฐมาปัตติกะ ฯ
๗.
๗.๑ ภิกษุมีความกำหนัด จับต้องกะเทย บุรุษ และสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ เป็นอาบัติอะไร ?
๗.๒ อาบัติไม่มีมูล กำหนดโดยอาการอย่างไร ? โจทด้วยอาบัติไม่มีมูลเป็นอาบัติอะไร ?
ตอบ
๗.๑ จับต้อง กะเทย เป็นถุลลัจจัย บุรุษ เป็นทุกกฏ สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ เป็นทุกกฏ ฯ
๗.๒
กำหนดโดยอาการ ๓ คือ ไม่เห็นเอง ๑ ไม่ได้ยิน ๑ ไม่ได้รังเกียจ ๑ ว่าภิกษุนั้นต้องอาบัติชื่อนั้น ฯ
โจทด้วยปาราชิกต้องสังฆาทิเสส โจทด้วยสังฆาทิเสสต้องปาจิตตีย์ โจทด้วยอาบัติอื่นจากนี้ต้องปาจิตตีย์ ในมุสาวาทสิกขาบท ฯ
๘.
๘.๑ ผ้าจีวรที่ทรงอนุญาตให้ใช้ได้ทำด้วยวัตถุกี่ชนิด ? อะไรบ้าง ?
๘.๒ จีวร ผ้านิสีทนะ อังสะ ผ้าเช็ดหน้า ย่ามผ้า เมื่อจะใช้สอย อย่างไหนควรพินทุ อย่างไหนไม่ควร ? เพราะเหตุใด ?
ตอบ
๘.๑
๖ ชนิด คือ
๑. ทำด้วยเปลือกไม้ เช่น ผ้าลินิน
๒. ทำด้วยฝ้าย คือ ผ้าสามัญ
๓. ทำด้วยไหม คือ ผ้าแพร
๔. ทำด้วยขนสัตว์ เช่น ผ้าสักหลาด
๕. ทำด้วยเปลือกไม้ เช่น ผ้าป่าน (สาณะ)
๖. ทำด้วยสัมภาระเจือกัน ฯ
๘.๒ จีวร และอังสะ ควรพินทุ เพราะใช้ห่ม ผ้านิสีทนะ ผ้าเช็ดหน้า และย่ามผ้า ไม่ต้องพินทุ เพราะไม่ได้ใช้นุ่งห่ม ฯ
๙.
๙.๑ ภิกษุพูดปดต้องอาบัตินั้นทราบแล้ว แต่ถ้าพูดเรื่องจริง จะต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?
๙.๒ ปฏิสสวะทุกกฏ คืออะไร ?
ตอบ
๙.๑ ต้องเช่นกันคือ บอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริงแก่อนุปสัมบัน ต้องปาจิตตีย์ตามสิกขาบทที่ ๘ แห่งมุสาวาทวรรค บอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน เว้นไว้แต่ได้รับสมมติ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ตามสิกขาบทที่ ๙ แห่งมุสาวาทวรรค ฯ
๙.๒ คืออาบัติทุกกฏที่เกิดจากการรับคำด้วยจิตบริสุทธิ์ แต่ภายหลังไม่ได้ทำตามคำที่รับปากไว้ ฯ
๑๐.
๑๐.๑ การนุ่งเป็นปริมณฑล คือการนุ่งอย่างไร ?
๑๐.๒ เสขิยวัตรว่าด้วยการรับบิณฑบาตมีหลายข้อ จงระบุมาเพียง ๒ ข้อ
ตอบ
๑๐.๑ คือนุ่งเบื้องบนปิดสะดือ แต่ไม่ถึงกระโจมอก เบื้องล่างปิดหัวเข่าทั้ง ๒ ลงมาเพียงครึ่งแข้ง ไม่ถึงกรอมข้อเท้า ฯ
๑๐.๒ (เลือกตอบเพียง ๒ ข้อ)
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อรับบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตแต่พอเสมอขอบปากบาตร ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๕

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๕
,
๑.
๑.๑ คนที่ทำอะไรมักพลั้งพลาด เพราะขาดธรรมอะไร ?
๑.๒ ผู้ได้ชื่อว่ากตัญญูกตเวทีบุคคล เพราะปฏิบัติตนอย่างไร ?
ตอบ
๑.๑ เพราะขาดสติ ความระลึกได้ก่อนแต่จะทำ และขาดสัมปชัญญะ ความรู้ตัวในขณะทำ ฯ
๑.๒ เพราะเป็นผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และตอบแทน ฯ
๒.
๒.๑ พระรัตนตรัยมีอะไรบ้าง ?
๒.๒ รัตนะที่ ๑ หมายถึงใคร ? จงอธิบาย
ตอบ
๒.๑ มีพระพุทธ ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑ ฯ
๒.๒ หมายถึงพระพุทธเจ้า ฯ ได้แก่ท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ ตามพระธรรมวินัยที่ท่านเรียกว่า พระพุทธศาสนา ฯ
๓.
๓.๑ โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ อย่าง มีอะไรบ้าง ?
๓.๒ บุคคลผู้หวังความเจริญ ควรตั้งอยู่ในธรรมอะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๓.๑
๑) เว้นจากทุจริต คือ ประพฤติชั่วด้วยกาย วาจา ใจ
๒) ประกอบสุจริต คือ ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ
๓) ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น ฯ
๓.๒ ควรตั้งอยู่ในวุฑฒิธรรม ฯ มี
๑) คบสัตบุรุษ
๒) ฟังคำสั่งสอนของท่านโดยเคารพ
๓) ตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่วโดยอุบายที่ชอบ
๔) ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมซึ่งได้ตรองเห็นแล้ว ฯ
๔.
๔.๑ ผู้ประกอบกิจการงานสำเร็จตามประสงค์เพราะประพฤติธรรมอะไร ? มีอะไรบ้าง ?
๔.๒ คำว่าทุกข์ได้แก่อะไร ? มีสาเหตุมาจากอะไร ?
ตอบ
๔.๑ เพราะประพฤติอิทธิบาท ๔ มี
๑) ฉันทะ
พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒) วิริยะ
เพียรประกอบสิ่งนั้น
๓) จิตตะ
เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น ไม่วางธุระ
๔) วิมังสา
หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น ฯ
๔.๒ ได้แก่ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ฯ มีสาเหตุมาจากตัณหาความทะยานอยาก ฯ
๕.
๕.๑ “รู้รักสามัคคี” เกิดขึ้นเพราะปฏิบัติธรรมอะไร ?
๕.๒ อปริหานิยธรรม คืออะไร ? มีกี่ข้อ ? จงแสดงมา ๑ ข้อ
ตอบ
๕.๑ สาราณิยธรรม ฯ
๕.๒ คือธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม มี ๗ ข้อ ฯ (ตอบข้อใดข้อหนึ่ง) คือ
๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
๒) เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิกและพร้อมเพรียงกันช่วยทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ
๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น ไม่ถอนสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบทตามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้
๔) ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ เป็นประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน
๕) ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น
๖) ยินดีในเสนาสนะป่า
๗) ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรซึ่งเป็นผู้มีศีล ซึ่งยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้ว ขอให้อยู่เป็นสุข ฯ
๖.
๖.๑ มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้ประมาณ ในสัปปุริสธรรม มีอธิบายไว้อย่างไร ?
๖.๒ คำว่า เจรจาชอบ ในมรรคมีองค์ ๘ นั้น คือเจรจาอย่างไร ?
ตอบ
๖.๑ ความเป็นผู้รู้ประมาณในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตแต่โดยทางที่ชอบและรู้จักประมาณในการบริโภคแต่พอควร ฯ
๖.๒ คือเว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ และเว้นจากพูดจาเพ้อเจ้อ ฯ
๗.
๗.๑ นาถกรณธรรมคืออะไร ?
๗.๒ นาถกรณธรรมข้อว่า กัลยาณมิตตตา หมายความว่าอย่างไร ?
ตอบ
๗.๑ คือธรรมทำที่พึ่ง ฯ
๗.๒ ความเป็นผู้มีเพื่อนดีงาม ไม่คบคนชั่ว ฯ
๘.
๘.๑ มิตรแท้ ๔ จำพวก คือใครบ้าง ?
๘.๒ คำต่อไปนี้แปลว่าอย่างไร ?
ก) อติถิพลี
ข) ปุพพเปตพลี
ตอบ
๘.๑
๑) มิตรมีอุปการะ
๒) มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์
๓) มิตรแนะประโยชน์
๔) มิตรมีความรักใคร่ ฯ
๘.๒
ก) การต้อนรับแขก
ข) การทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย ฯ
๙.
๙.๑ คำว่า อุบาสก อุบาสิกา แปลว่าอะไร ?
๙.๒ การค้าขายยาเสพติดมียาบ้าเป็นต้นจัดเข้าในมิจฉาวณิชชาข้อไหน ?
ตอบ
๙.๑
อุบาสก แปลว่า
ชายผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย
อุบาสิกา
แปลว่า หญิงผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย ฯ
๙.๒ การค้าขายน้ำเมา ฯ
๑๐.
๑๐.๑ การถือมงคลตื่นข่าวคืออย่างไร ? พระพุทธศาสนาสอนให้ถืออย่างไร ?
๑๐.๒ สมณพราหมณ์ เมื่อได้รับการบำรุงแล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๑๐.๑ ถือว่านี้ฤกษ์ดี ยามดี เป็นมงคลดี นี้ฤกษ์ไม่ดี ยามไม่ดี ไม่เป็นสวัสดิมงคล ฯ
พระพุทธศาสนาสอนไม่ให้ถือเช่นนั้น สอนให้เชื่อว่า เรามีกรรมเป็นของของตน เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว ฯ
๑๐.๒ อย่างนี้ คือ
๑) ห้ามไม่ให้กระทำความชั่ว
๒) ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓) อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม
๔) ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๕) ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่ม
๖) บอกทางสวรรค์ให้ ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๕

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๒๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๕
,
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ.
ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน.

ขุ. ธ. ๒๕/๓๖, ๖๖.

แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๖

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๖
,
๑.
๑.๑ ประชาชนในชมพูทวีป มีกี่จำพวก ? อะไรบ้าง ?
๑.๒ ชาวชมพูทวีป แบ่งเป็นกี่วรรณะ ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๑.๑ มี ๒ จำพวก คือ
๑) มิลักขะ เจ้าของถิ่นเดิม
๒) อริยกะ พวกอพยพมาใหม่ ฯ
๑.๒ แบ่งเป็น ๔ วรรณะ คือ กษัตริย์ ๑ พราหมณ์ ๑ แพศย์ ๑ ศูทร ๑ ฯ
๒.
๒.๑ กษัตริย์พระองค์ใดที่เป็นต้นศากยวงศ์ ?
๒.๒ พระโอรสและพระธิดาของเจ้าศากยะไปสร้างพระนครขึ้นใหม่ชื่อว่าเมืองอะไร ? ที่ชื่ออย่างนั้นเพราะเหตุไร ?
ตอบ
๒.๑ พระเจ้าโอกกากราช ฯ
๒.๒ เมืองกบิลพัสดุ์ ฯ เพราะเป็นที่อยู่ของกบิลดาบสมาก่อน ฯ
๓.
สถานที่ต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอย่างไร ?
๓.๑ ลัฏฐิวัน ฯ
๓.๒ เชตวัน ฯ
ตอบ
๓.๑ ลัฏฐิวัน เป็นสถานทรงแสดงอนุปุพพีกถาและอริยสัจ ๔ แด่พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยข้าราชบริพารผู้เสด็จไปเข้าเฝ้า ณ ที่นั่น ฯ
๓.๒ เชตวัน เป็นพระอารามซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย และพระพุทธองค์ประทับจำพรรษานานถึง ๑๙ พรรษา ฯ
๔.
๔.๑ เทศนากัณฑ์แรก ชื่ออะไร ?
๔.๒ ปัจฉิมสักขิสาวก ได้แก่ใคร ?
ตอบ
๔.๑ เทศนากัณฑ์แรก ชื่อ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ฯ
๔.๒ ปัจฉิมสักขิสาวก ได้แก่ พระสุภัททะ ฯ
๕.
๕.๑ ปัญจวัคคีย์ ได้แก่ใครบ้าง ?
๕.๒ ท่านเหล่านั้นอุปสมบทด้วยวิธีอะไร ? และบรรลุอรหัตผลที่ไหน ?
ตอบ
๕.๑ ได้แก่ พระอัญญาโกณฑัญญะ ๑ พระวัปปะ ๑ พระภัททิยะ ๑ พระมหานามะ ๑ พระอัสสชิ ๑ ฯ
๕.๒ อุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ฯ บรรลุอรหัตผลที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ฯ
๖.
๖.๑ เมื่อวันพระศาสดาปรินิพพาน มีพระสาวกผู้ใหญ่อยู่ในที่นั้นกี่รูป ? ใครบ้าง ?
๖.๒ หลังพุทธปรินิพพานแล้ว ได้มีการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระที่ไหน ? เมื่อไร ?
ตอบ
๖.๑ มี ๒ รูป คือ พระอนุรุทธเถระ และพระอานนทเถระ ฯ
๖.๒ ที่ มกุฏพันธนเจดีย์ ฯ หลังพุทธปรินิพพานได้ ๗ วัน ฯ
๗.
๗.๑ ถูปารหบุคคล คือบุคคลเช่นไร ?
๗.๒ ตามข้อ ๗.๑ นั้น มีกี่ประเภท ? คือใครบ้าง ?
ตอบ
๗.๑ คือ บุคคลที่ควรบรรจุอัฐิธาตุไว้ในสถูป เพื่อเป็นที่สักการบูชาด้วยความเลื่อมใส ฯ
๗.๒ มี ๔ ประเภท ฯ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ พระอรหันต์ ๑ พระเจ้าจักรพรรดิราช ๑ ฯ
ศาสนพิธี
๘.
ท่านได้ศึกษาศาสนพิธีแล้ว เข้าใจเรื่องต่อไปนี้อย่างไร ?
๘.๑ บุญพิธี
๘.๒ ทานพิธี
ตอบ
๘.๑ บุญพิธี ว่าด้วยพิธีทำบุญ มี ๒ อย่าง คือ
๑) ทำบุญงานมงคล เช่น ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญอายุเป็นต้น
๒) ทำบุญงานอวมงคล เช่น งานศพ เป็นต้น ฯ
๘.๒ ทานพิธี ว่าด้วยพิธีถวายทานต่าง ๆ เช่น ถวายสังฆทานเป็นต้น ฯ
๙.
๙.๑ การแสดงความเคารพมีกี่วิธี ? อะไรบ้าง ?
๙.๒ ในแต่ละวิธีนั้น มีวิธีปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
๙.๑ มี ๓ วิธีคือ ประนมมือ ๑ ไหว้ ๑ กราบ ๑ ฯ
๙.๒
ประนมมือ คือการกระพุ่มมือทั้งสองประกบกันไว้ระหว่างอก โดยให้ทุกนิ้วมือทั้งสองแนบชิดติดตรงกัน
ไหว้ คือการยกมือที่ประนมขึ้นพร้อมก้มศีรษะเล็กน้อยให้มือประนมจรดหน้าผาก นิ้วมือทั้ง ๒ อยู่ระหว่างคิ้ว
กราบ คืออาการกราบราบลงพื้นด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้แก่กราบด้วยองค์ ๕ คือ หน้าผาก ๑ ฝ่ามือ ๒ เข่า ๒ จรดพื้น ฯ
๑๐.
๑๐.๑ คำว่า หนฺทานิ มยํ ภนฺเต อาปุจฺฉาม พหุกิจฺจา มยํ พหุกรณียา ใครเป็นผู้กล่าว และกล่าวในโอกาสอะไร ?
๑๐.๒ ใครเป็นผู้กล่าวตอบคำนั้น และกล่าวว่าอย่างไร ?
ตอบ
๑๐.๑ อุบาสกอุบาสิกาผู้ไปฟังธรรมในวันธัมมัสสวนะเป็นผู้กล่าวในโอกาสลากลับบ้าน ฯ
๑๐.๒ พระสงฆ์กล่าว และกล่าวว่า ยสฺสทานิ ตุมฺเห กาลํ มญฺยถ ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๖

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๖
,
๑.
๑.๑ ข้อว่า “ พระศาสดาทรงตั้งอยู่ในที่เป็นพระธรรมราชาผู้ปกครอง ” คืออย่างไร ?
๑.๒ พระบัญญัติที่ทรงตั้งไว้เดิมเรียกว่าอะไร ?
ตอบ
๑.๑ ทรงตั้งพุทธบัญญัติเพื่อป้องกันความประพฤติเสียหาย และวางโทษแก่ผู้ล่วงละเมิด ด้วยอาบัติหนักบ้าง เบาบ้าง อย่างเดียวกับพระเจ้าแผ่นดินทรงตราพระราชบัญญัติ ฯ
๑.๒ เรียกว่า มูลบัญญัติ ฯ
๒.
๒.๑ การปลงชีวิตอย่างไร ต้องอาบัติถุลลัจจัย ?
๒.๒ “ภิกษุว่ายากสอนยาก ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละต้องสังฆาทิเสส” คือสิกขาบทที่เท่าไร ทรงบัญญัติเพื่อประสงค์ใด ?
ตอบ
๒.๑ การปลงชีวิตมนุษย์แต่ไม่สำเร็จ คือไม่ตาย เป็นแค่บาดเจ็บ ๑ หรือปลงชีวิตอมนุษย์ มียักษ์ เปรต เป็นต้น ๑ ฯ
๒.๒ สิกขาบทที่ ๑๒ แห่งสังฆาทิเสส เพื่อป้องกันไม่ไห้ภิกษุดื้อด้าน ฯ
๓.
๓.๑ คำว่า “ภิกษุประทุษร้ายตระกูล” ในสังฆาทิเสสที่ ๑๓ หมายถึงการทำอย่างไร ?
๓.๒ สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท ที่ชื่อว่า ยาวตติยกะ หมายความว่าอย่างไร ?
ตอบ
๓.๑ หมายถึงการประจบคฤหัสถ์ ยอมตนให้เขาใช้สอย เช่นเดินส่งข่าวให้เขาเป็นต้น หรือด้วยการเอาเปรียบโดยเชิงให้สิ่งเล็กน้อยด้วยหวังได้มาก ฯ
๓.๒ ที่ชื่อว่า ยาวตติยกะ เพราะให้ต้องอาบัติต่อเมื่อสงฆ์ประกาศห้ามครบ ๓ ครั้ง ฯ
๔.
๔.๑ คำว่า “ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ” หมายความว่าอย่างไร ?
๔.๒ ภิกษุต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แล้ว ทำอย่างไรจึงจะพ้น ?
ตอบ
๔.๑ อาบัติปาจิตตีย์ ที่จำต้องสละสิ่งของ ฯ
๔.๒ ภิกษุต้องสละสิ่งของอันเป็นเหตุให้ต้องอาบัตินั้นก่อน แล้วแสดงอาบัติจึงพ้นจากอาบัตินั้นได้ ฯ
๕.
๕.๑ อติเรกจีวร ได้แก่จีวรเช่นไร ?
๕.๒ การที่ทรงห้ามไม่ให้ภิกษุเก็บอติเรกจีวร ด้วยมีพระพุทธประสงค์อย่างไร ?
ตอบ
๕.๑ ได้แก่ จีวรนอกจากจีวรอธิษฐาน ฯ
๕.๒ ด้วยมีพระพุทธประสงค์เพื่อป้องกันความสุรุ่ยสุร่าย และความมักมากของภิกษุ ฯ
๖.
๖.๑ ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภที่เขาจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน ต้องอาบัติอะไร ?
๖.๒ คำว่า “ ลาภ ” ในข้อ ๖.๑ นั้น ได้แก่อะไรบ้าง ?
ตอบ
๖.๑ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ฯ
๖.๒ ได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ซึ่งเรียกว่า ปัจจัย ๔ และกัปปิยะอื่น ๆ
๗.
จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้
๗.๑ โอมสวาท ?
๗.๒ อักโกสวัตถุ ?
ตอบ
๗.๑ คือ คำพูดเสียดแทงให้เจ็บใจ ฯ
๗.๒ คือ เรื่องสำหรับด่า ๑๐ อย่าง ฯ
๘.
๘.๑ ภิกษุต้องอาบัติเพราะความซุกซน มีอย่างไรบ้าง ?
๘.๒ ภิกษุซ่อนบาตร ซ่อนปากกาของภิกษุอื่นเพื่อล้อเล่น ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
๘.๑ มีอย่างนี้ คือ เล่นจี้ เล่นน้ำ หลอนภิกษุ ซ่อนของเพื่อล้อเล่น พูดเย้าให้เกิดรำคาญ ฯ
๘.๒ ซ่อนบาตร ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ซ่อนปากกา ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๙.
๙.๑ เสขิยวัตร คืออะไร ? หมวดที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องอะไร ?
๙.๒ ภิกษุไม่เอื้อเฟื้อในเสขิยวัตร ปฏิบัติผิดธรรมเนียม ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
๙.๑
คือ วัตรหรือธรรมเนียมที่ควรศึกษา ฯ
หมวดที่ ๒ ว่าด้วยธรรมเนียมรับบิณฑบาตและฉันอาหาร ฯ
๙.๒ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๑๐.
๑๐.๑ อธิกรณ์ คืออะไร ? อธิกรณ์ย่อมระงับได้ด้วยอะไร ?
๑๐.๒ การแสดงอาบัติจัดเข้าในอธิกรณสมถะข้อไหน ? สำหรับระงับอธิกรณ์อะไร ?
ตอบ
๑๐.๑
คือ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำ ฯ
ระงับได้ด้วยอธิกรณสมถะ คือธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์ ฯ
๑๐.๒ จัดเข้าในปฏิญญาตกรณะ ฯ สำหรับระงับอาปัตตาธิกรณ์ ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๓

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓
,
โย จ วสฺสสตํ ชีเว    ทุปฺปญฺโญ อสมาหิโต
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย    ปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน.
ผู้ใดมีปัญญาทราม มีใจไม่มั่นคง พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี,
ส่วนผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่สิ้นวันเดียว ดีกว่า.

ขุ. ธ. ๒๕/๒๙.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๗

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๗
,
๑.
พระพุทธเจ้าสืบเชื้อสายมาจากชนชาติใด ? ชนชาตินั้นมาตั้งถิ่นฐานในชมพูทวีปได้อย่างไร ?
ตอบ
สืบเชื้อสายมาจากชนชาติอริยกะ ชาวอริยกะนั้น เมื่อข้ามภูเขาหิมาลัยมาก็รุกไล่พวกมิลักขะ เจ้าของถิ่นเดิมให้ถอยเลื่อนลงมาทางใต้ แล้วตั้งถิ่นฐานในชมพูทวีปแทน ฯ
๒.
พระนามและนามดังต่อไปนี้ เกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถะอย่างไร ?
ก. พระเจ้าสุทโธทนะ
ข. พระนางเจ้าสิริมหามายา
ค. พระนันทะ
ง. วิศวามิตร
จ. นายฉันนะ
ตอบ
ก. พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระราชบิดา
ข. พระนางเจ้าสิริมหามายา เป็นพระราชมารดา
ค. พระนันทะ เป็นพระกนิษฐภาดาต่างพระมารดา
ง. วิศวามิตร เป็นครูผู้สอนศิลปวิทยาเมื่อยังทรงพระเยาว์
จ. นายฉันนะ เป็นผู้ตามเสด็จในคราวออกผนวช ฯ
๓.
การที่พระราชบิดาและพระญาติวงศ์ คิดผูกพันเจ้าชายสิทธัตถะไว้ให้เพลิดเพลินอยู่ในกามสุขเพราะเหตุไร ? และด้วยวิธีใด ?
ตอบ
พระราชบิดาและพระญาติวงศ์ปรารถนาให้อยู่ครองราชสมบัติมากกว่าที่จะยอมให้เสด็จออกบรรพชา ฯ
จึงให้ขุดสระโบกขรณีทั้ง ๓ สระ ให้สร้างปราสาท ๓ ฤดู และสู่ขอพระนางยโสธรามาเป็นพระชายา ฯ
๔.
หลังจากตรัสรู้แล้ว ในระหว่างทางที่เสด็จไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธองค์ทรงสนทนากับใคร ? และผู้นั้นได้บรรลุธรรมชั้นไหน ?
ตอบ
ทรงสนทนากับอุปกาชีวก ฯ อุปกาชีวกไม่ได้บรรลุธรรมชั้นไหนเลย ฯ
๕.
ในพิธีศิวาราตรี ถือว่าการอาบน้ำชำระร่างกายในแม่น้ำเป็นการลอยบาป ส่วนในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงแสดงวิธีลอยบาปไว้อย่างไร ?
ตอบ
ทรงแสดงไว้ว่า การยังบาปให้สงบระงับจากสันดาน ละกิเลสที่ทำให้เป็นผู้ดุร้ายเย่อหยิ่งและกิเลสที่ย้อมจิตให้ติดแน่นในกามารมณ์ เป็นการลอยบาป ฯ
๖.
การปลงอายุสังขารของพระพุทธองค์ ถือโดยใจความว่าอย่างไร ? และทรงปลงอายุสังขารเมื่อใด ?
ตอบ
พระองค์ปลงพระทัยว่าจะปรินิพพาน ฯ เมื่อเพ็ญ เดือน ๓ ก่อนปรินิพพาน ๓ เดือน ฯ
๗.
พระพุทธศาสนาสืบเนื่องมาถึงปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ?
ตอบ
ได้ด้วยบริษัท ๔ ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และด้วยที่พระสงฆ์ผู้ใหญ่มีพระมหากัสสปะเป็นต้น ทำสังคายนาวางแบบแผนไว้ในพระพุทธศาสนา พระอริยสงฆ์ในยุคต่อมาได้ช่วยกันทำสังคายนาเป็นลำดับมา เพื่อชำระสัทธรรมปฏิรูปนั้นเสีย รวมทั้งส่งพระสงฆ์ประกาศพระพุทธศาสนาในดินแดนต่าง ๆ จึงทำให้พระพุทธศาสนาสืบเนื่องมาจนปัจจุบันนี้ ฯ
ศาสนพิธี
๘.
ในพิธีทำบุญต่าง ๆ มีผู้เกี่ยวข้องในการปฏิบัติกี่ฝ่าย ? คือใครบ้าง ?
ตอบ
มีผู้เกี่ยวข้องในการปฏิบัติ ๒ ฝ่าย คือ
๑. ฝ่ายเจ้าภาพ คือทายกทายิกา ผู้ประกอบการทำบุญ
๒. ฝ่ายปฏิคาหก คือผู้รับทานและประกอบพิธีกรรมตามประสงค์ของเจ้าภาพ ซึ่งเป็นบรรพชิต เรียกอีกอย่างว่าฝ่ายพระสงฆ์ ฯ
๙.
เพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักศาสนพิธี เจ้าภาพพึงกรวดน้ำและประนมมือรับพรตอนไหน ?
ตอบ
เมื่อพระสงฆ์เริ่มอนุโมทนาด้วยบทว่า ยถา วาริวหา ฯเปฯ เจ้าภาพพึงกรวดน้ำ ไม่ใช้นิ้วมือรอง เวลารินไม่ให้น้ำขาดสาย พอว่าบท สพฺพีติโย ฯเปฯ รินน้ำให้หมดแล้วประนมมือรับพรต่อไปจนจบ ฯ
๑๐.
การเผดียงสงฆ์ และ การอาราธนา หมายถึงอะไร ?
ตอบ
การเผดียงสงฆ์ หมายถึง การแจ้งความประสงค์ให้สงฆ์ทราบ
การอาราธนา หมายถึง การนิมนต์พระสงฆ์ในพิธีให้ศีล สวดพระปริตร หรือแสดงธรรม ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๖

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖
,
๑.
๑.๑ โลกเดือดร้อนวุ่นวาย เพราะขาดธรรมอะไร ?
๑.๒ บุคคลมีกาย วาจา ใจ งดงาม เพราะปฏิบัติธรรมอะไร ?
ตอบ
๑.๑ เพราะขาดธรรมคุ้มครองโลก ๒ อย่าง คือ
๑) หิริ ความละอายแก่ใจ
๒) โอตตัปปะ ความเกรงกลัว ฯ
๑.๒ เพราะปฏิบัติธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่าง คือ
๑) ขันติ ความอดทน
๒) โสรัจจะ ความเสงี่ยม ฯ
๒.
๒.๑ รัตนะ ๓ มีอะไรบ้าง ?
๒.๒ รัตนะ ๓ นั้น มีคุณอย่างไร ?
ตอบ
๒.๑ มี พระพุทธ ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑ ฯ
๒.๒ มีคุณอย่างนี้ คือ
๑) พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตาม
๒) พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว
๓) พระสงฆ์ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วสอนผู้อื่นให้กระทำตาม ฯ
๓.
๓.๑ ธรรมเป็นดุจล้อรถนำไปสู่ความเจริญ เรียกว่าอะไร ?
๓.๒ ปุพฺเพกตปุญฺญตา หมายความว่าอย่างไร ?
ตอบ
๓.๑ เรียกว่า จักรธรรม ฯ
๓.๒ หมายความว่า ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในปางก่อน ฯ
๔.
๔.๑ ปธาน ๔ มีอะไรบ้าง ?
๔.๒ เพียรระวังตนให้ห่างไกลจากสิ่งเสพติด จัดเข้าในปธานข้อไหน ?
ตอบ
๔.๑
๑) สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน
๒) ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
๓) ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน
๔) อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม ฯ
๔.๒ จัดเข้าในสังวรปธาน ฯ
๕.
จงอธิบายความหมายของคำต่อไปนี้ ?
๕.๑ ปัจจยปัจจเวกขณะ
๕.๒ อภิณหปัจจเวกขณะ
ตอบ
๕.๑ ปัจจยปัจจเวกขณะ คือ พิจารณาเสียก่อนจึงบริโภคปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ไม่บริโภคด้วยตัณหา ฯ
๕.๒ อภิณหปัจจเวกขณะ คือ พิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีความแก่ เจ็บ และตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ เจ็บ ตายไปได้ เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน เราทำดี จักได้ดี ทำชั่ว จักได้ชั่ว ฯ
๖.
๖.๑ ธาตุกัมมัฏฐาน มีอะไรบ้าง ?
๖.๒ กำหนดพิจารณาอย่างไร เรียกว่า ธาตุกัมมัฏฐาน ?
ตอบ
๖.๑ มี ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ฯ
๖.๒ กำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประชุมกันอยู่ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เรียกว่า ธาตุกัมมัฏฐาน ฯ
๗.
๗.๑ พาหุสัจจะ หมายความว่าอย่างไร ?
๗.๒ พาหุสัจจะ เป็นอริยทรัพย์อย่างหนึ่งนั้น อธิบายอย่างไร ?
ตอบ
๗.๑ หมายความว่า ความเป็นผู้เคยได้ยินได้ฟังมามาก ฯ
๗.๒ พาหุสัจจะ ชื่อว่าอริยทรัพย์ เพราะเป็นเหตุให้ได้อิฏฐผล มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไมตรีเป็นต้น และที่ดีพิเศษกว่าทรัพย์สินเงินทองทั่วไป คือ ยิ่งใช้ยิ่งมี ฯ
๘.
๘.๑ สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ ดำริอย่างไร ?
๘.๒ มรรคมีองค์ ๘ ข้อใดบ้างสงเคราะห์เข้าในสีลสิกขา ?
ตอบ
๘.๑
ดำริจะออกจากกาม ๑
ดำริในอันไม่พยาบาท ๑
ดำริในอันไม่เบียดเบียน ๑ ฯ
๘.๒ วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ สงเคราะห์เข้าในสีลสิกขา ฯ
๙.
๙.๑ บุคคลผู้สามารถยึดเหนี่ยวน้ำใจคนอื่นไว้ได้ เพราะตั้งอยู่ในธรรมอะไร ?
๙.๒ ธรรมในข้อ ๙.๑ นั้น มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๙.๑
ในสังคหวัตถุ ๔ ฯ
๙.๒
๑) ทาน ให้ปันสิ่งของของตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน
๒) ปิยวาจา เจรจาวาจาที่อ่อนหวาน
๓) อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
๔) สมานัตตตา ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตัว ฯ
๑๐.
๑๐.๑ อบายมุข คืออะไร ?
๑๐.๒ ดื่มน้ำเมามีโทษอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๑๐.๑ คือ เหตุเครื่องฉิบหาย ฯ
๑๐.๒ มีโทษ ๖ อย่าง คือ
๑) เสียทรัพย์
๒) ก่อการทะเลาะวิวาท
๓) เกิดโรค
๔) ถูกติเตียน
๕) ไม่รู้จักอาย
๖) ทอนกำลังปัญญา ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก ๒๕๔๓

ปัญหาวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓
,
สงฺเกยฺย สงฺกิตพฺพานิ    รกฺเขยฺยานาคตํ ภยํ
อนาคตภยา ธีโร    อุโภ โลเก อเวกฺขติ.
พึงระแวงภัยที่ควรระแวง พึงระวังภัยที่ยังไม่มาถึง
ผู้ฉลาดย่อมมองดูโลกทั้งสอง เพราะกลัวต่ออนาคต.

ขุ. ชา. จตุกฺก ๒๗/๑๓๖

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๓ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๖

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๖
,
สณฺหํ คิรํ อตฺถวตึ ปมุญฺเจ.
ควรเปล่งวาจาไพเราะที่มีประโยชน์.

ขุ. ชา. เตรส. ๒๗/๓๕๐.

แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี ๒๕๔๗

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
,
๑.
อุปสัมปทา (การอุปสมบท) มี ๓ วิธี ในปัจจุบันใช้วิธีไหน ? กำหนดสงฆ์อย่างต่ำไว้เท่าไร ?
ตอบ
ใช้ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา ฯ
กำหนดสงฆ์อย่างต่ำ ในมัธยมประเทศ ๑๐ รูป ในปัจจันตชนบท ๕ รูป ฯ
๒.
พระวินัย คืออะไร ? พระภิกษุรักษาพระวินัยดีแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์อย่างไร ?
ตอบ
คือ พระพุทธบัญญัติและอภิสมาจาร ฯ
พระภิกษุรักษาพระวินัยดีแล้วย่อมได้รับอานิสงส์คือ ความไม่ต้องเดือดร้อนใจ ได้รับความแช่มชื่นว่า ได้ประพฤติดีงาม เข้าหมู่สงฆ์ก็อาจหาญ ฯ
๓.
นิสสัยและอกรณียกิจคืออะไร ? ทั้ง ๒ อย่างรวมเรียกว่าอะไร ?
ตอบ
นิสสัยคือ ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต อกรณียกิจคือ กิจที่บรรพชิตไม่ควรทำ ฯ
ทั้ง ๒ อย่าง รวมเรียกว่า อนุศาสน์ ฯ
๔.
สิกขา กับ สิกขาบท ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ต่างกันอย่างนี้ สิกขา ได้แก่ข้อที่ควรศึกษา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
สิกขาบท ได้แก่พระบัญญัติมาตราหนึ่ง ๆ ฯ
๕.
อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติข้อที่ว่า ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
ภิกษุสงสัยอยู่ว่า ทำอย่างนั้นผิดหรือไม่ แต่ขืนทำด้วยความสะเพร่า ถ้าการทำนั้นผิดพระบัญญัติต้องอาบัติตามวัตถุ ถ้าไม่ผิดต้องอาบัติทุกกฏเพราะสงสัยแล้วขืนทำ ฯ
๖.
คำว่า มาตุคาม ในสังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๒, ๓, ๔ และ ๕ ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
มาตุคามในสังฆาทิเสสที่ ๒ หมายรวมทั้งหญิงรู้เดียงสาและไม่รู้เดียงสาโดยที่สุดแม้เกิดในวันนั้น ส่วนในสังฆาทิเสสที่ ๓, ๔ และ ๕ หมายเฉพาะหญิงผู้รู้เดียงสาแล้วเท่านั้น ฯ
๗.
ในอนิยต ที่ลับตา และที่ลับหู ได้แก่ที่เช่นไร ? ภิกษุอยู่กับมาตุคามสองต่อสองในที่เช่นนั้น เป็นทางปรับอาบัติอะไรได้บ้าง ?
ตอบ
ที่ลับตา ได้แก่ ที่มีวัตถุกำบัง แลเห็นไม่ได้ ที่ลับหู ได้แก่ ที่แจ้ง แลเห็นได้ แต่ห่างไม่ได้ยินเสียงพูด ฯ
ในที่ลับตา เป็นทางปรับอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส และ ปาจิตตีย์
ในที่ลับหู เป็นทางปรับอาบัติสังฆาทิเสส และ ปาจิตตีย์ ฯ
๘.
จีวรที่เป็นนิสสัคคีย์แล้ว ควรสละให้แก่ใคร ? ถ้าจีวรนั้นสูญหาย พึงปฏิบัติเช่นไร ?
ตอบ
สละให้สงฆ์ก็ได้ คณะก็ได้ บุคคลก็ได้ ฯ
ถ้าจีวรนั้นสูญหาย พึงแสดงอาบัติเท่านั้น ฯ
๙.
ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภสงฆ์ไปเพื่อตนก็ดี เพื่อบุคคลก็ดี เพื่อสงฆ์อื่นก็ดี ต้องอาบัติอะไร ?
ตอบ
น้อมลาภที่เขาถวายสงฆ์มาเพื่อตน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เพื่อบุคคล ต้องปาจิตตีย์ เพื่อสงฆ์อื่น ต้องทุกกฏ ฯ
๑๐.
ข้อว่า ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ นั้น มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
ภิกษุฉันบิณฑบาต แม้เป็นของเลว ก็ไม่แสดงอาการ คือฉันโดยปกติและเมื่อฉัน ก็ไม่ฉันพลางทำกิจอื่นพลาง ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๔๔

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔
,
๑.
๑.๑ พระวินัย แบ่งออกเป็นกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๑.๒ จะปฏิบัติพระวินัยอย่างไร จึงจะเรียกได้ว่า พอดีพองาม ?
ตอบ
๑.๑ แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง ฯ คือ อาทิพรหมจริยกาสิกขาบท ๑ อภิสมาจาร ๑ ฯ
๑.๒ ปฏิบัติโดยสายกลาง คือไม่ถือเคร่งครัดอย่างงมงายจนเป็นเหตุทำตนให้ลำบาก เพราะเหตุธรรมเนียมเล็กน้อย และไม่มักง่ายจนทำตนให้เป็นคนเลวทราม ฯ
๒.
๒.๑ ภิกษุผู้ไม่เอื้อเฟื้อในอภิสมาจารมีโทษอย่างไรบ้าง ?
๒.๒ ภิกษุเปลือยกายด้วยอาการอย่างไรบ้าง ที่เป็นเหตุให้ต้องอาบัติและไม่ต้องอาบัติ ?
ตอบ
๒.๑ มีโทษปรับอาบัติถุลลัจจัยเป็นอย่างสูง แต่น้อย ส่วนมากปรับอาบัติทุกกฏเป็นพื้น ฯ
๒.๒
ถ้าเปลือยกายเป็นวัตรอย่างเดียรถีย์ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ถ้าเปลือยกายทำกิจแก่กัน คือไหว้ รับไหว้ ทำบริกรรม ให้ของ รับของ เปลือยกายในเวลาฉันและดื่ม ต้องทุกกฏ แต่ในเรือนไฟและในน้ำ ไม่ต้องอาบัติ ฯ
๓.
๓.๑ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตผ้าสำหรับทำจีวรไว้กี่ชนิด ? อะไรบ้าง ?
๓.๒ วัสสิกสาฎกได้แก่ผ้าเช่นไร ? มีจำกัดประมาณ กว้าง ยาว ไว้อย่างไร ?
ตอบ
๓.๑ ทรงอนุญาตไว้ ๖ ชนิด ฯ คือ
๑) โขมะ ผ้าทำด้วยเปลือกไม้
๒) กัปปาสิกะ ผ้าทำด้วยฝ้าย
๓) โกเสยยะ ผ้าทำด้วยไหม
๔) กัมพละ ผ้าทำด้วยขนสัตว์
๕) สาณะ ผ้าทำด้วยเปลือกป่าน
๖) ภังคะ ผ้าเจือของ ๕ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง
๓.๒ ได้แก่ผ้าอาบน้ำฝน มีจำกัดประมาณยาว ๖ คืบ กว้าง ๒ คืบครึ่ง แห่งคืบพระสุคต ฯ
๔.
๔.๑ อาจารย์ทางพระวินัยตามนัยอรรถกถามีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๔.๒ อาจารย์เหล่านั้นทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
๔.๑ มี ๔ ฯ คือ
ปัพพชาจารย์ ๑
อุปสัมปทาจารย์ ๑
นิสสยาจารย์ ๑
อุทเทสาจารย์ ๑ ฯ
๔.๒ ทำหน้าที่ต่างกัน คือ
ปัพพชาจารย์ ทำหน้าที่ให้สรณคมน์เมื่อบรรพชา
อุปสัมปทาจารย์ ทำหน้าที่สวดกรรมวาจาเมื่ออุปสมบท
นิสสยาจารย์ ทำหน้าที่ให้นิสัย
อุทเทสาจารย์ ทำหน้าที่สอนธรรม ฯ
๕.
๕.๑ คำว่า ถือนิสัย หมายความว่าอะไร ?
๕.๒ จงเขียนคำขอนิสัยอาจารย์พร้อมทั้งคำแปล
ตอบ
๕.๑ หมายความว่า ยอมตนอยู่ในความปกครองของพระเถระผู้มีคุณสมบัติควรปกครองตนได้ ยอมตนให้ท่านปกครองพึ่งพิงพำนักอาศัยท่าน ฯ
๕.๒ คำขอนิสัยอาจารย์ว่าดังนี้ ” อาจริโย เม ภนฺเต โหหิ , อายสฺมโต นิสฺสาย วจฺฉามิ ” ซึ่งแปลว่า ” ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักอยู่อาศัยท่าน ” ฯ
๖.
๖.๑ ภิกษุเช่นไร ชื่อว่า นวกะ มัชฌิมะ เถระ ?
๖.๒ วัตรอันภิกษุควรประพฤติในคำว่า วตฺตสมฺปนฺโน นั้นคืออะไรบ้าง ?
ตอบ
๖.๑ ภิกษุมีพรรษาไม่ถึง ๕ เรียกว่า นวกะ
ภิกษุมีพรรษาตั้งแต่ ๕ ขึ้นไป แต่ยังไม่ถึง ๑๐ เรียกว่า มัชฌิมะ
ภิกษุมีพรรษาตั้งแต่ ๑๐ ขึ้นไป เรียกว่า เถระ ฯ
๖.๒

๑) กิจวัตร ว่าด้วยกิจอันควรทำ

๒) จริยาวัตร ว่าด้วยมารยาทอันควรประพฤติ
๓) วิธีวัตร ว่าด้วยแบบอย่าง ฯ
๗.
๗.๑ ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาไม่ขาดย่อมได้อานิสงส์เท่าไร ? อะไรบ้าง ?
๗.๒ ภิกษุพึงประชุมกันสวดพระปาฏิโมกข์ในวันเช่นไรบ้าง ?
ตอบ
๗.๑ ได้อานิสงส์ ๕ ฯ คือ
๑) เที่ยวไปโดยไม่ต้องบอกลาตามสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรค
๒) เที่ยวจาริกไปไม่ต้องนำไตรจีวรไปครบสำรับ
๓) ฉันคณโภชน์ และปรัมปรโภชน์ได้
๔) เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
๕) จีวรที่เกิดขึ้นในที่นั้น จักเป็นของได้แก่พวกเธอ ฯ
๗.๒ ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ วันแรม ๑๕ ค่ำ หรือ ๑๔ ค่ำและวันสามัคคี ฯ
๘.
๘.๑ ภิกษุจำพรรษา ๑ รูป ๒, ๓, ๔, ๕ รูป เมื่อถึงวันปวารณาพึงปฏิบัติอย่างไร ?
๘.๒ เหตุที่ทำให้เลื่อนปวารณาได้มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
๘.๑ พึงปฏิบัติอย่างนี้
ภิกษุ ๑ รูป พึงอธิษฐานเป็นการบุคคล
ภิกษุ ๒, ๓, ๔ รูป พึงทำคณะปวารณา
ภิกษุ ๕ รูปขึ้นไปพึงทำสังฆปวารณา ฯ
๘.๒ มี ๒ อย่าง ฯ คือ
๑) ภิกษุเข้ามาสมทบปวารณาด้วยหมายจะคัดค้านผู้นั้นผู้นี้ ทำให้เกิดอธิกรณ์ขึ้น
๒) อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ปวารณาแล้วต่างจะจากกันจาริกไปเสีย ฯ
๙.
๙.๑ การทำนอกรีตนอกรอยของสมณะ เรียกว่าอะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๙.๒ จงบอกความหมายของแต่ละอย่างด้วย ?
ตอบ
๙.๑ เรียกว่า อุปปถกิริยา ฯ มี ๓ อย่าง ฯ คือ อนาจาร ๑ ปาปสมาจาร ๑ อเนสนา ๑ ฯ
๙.๒ ความประพฤติไม่ดีไม่งาม และเล่นมีประการต่าง ๆ จัดเข้าในอนาจาร
ความประพฤติเลวทราม จัดเข้าในปาปสมาจาร
ความเลี้ยงชีพไม่สมควร จัดเข้าในอเนสนา ฯ
๑๐.
๑๐.๑ ลหุภัณฑ์ และครุภัณฑ์ที่เป็นของสงฆ์ คือของเช่นไร ? อย่างไหนแจกกันได้และไม่ได้ ?
๑๐.๒ วินัยกรรม กับสังฆกรรม ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
๑๐.๑
ลหุภัณฑ์ คือของเบา มีบิณฑบาต เภสัช กับบริขารที่จะใช้สำหรับตัว คือบาตร จีวร ประคดเอว เข็ม มีดพับ มีดโกน เป็นของที่แจกกันได้ ฯ
ครุภัณฑ์ คือของหนัก ไม่ใช่ของสำหรับใช้สิ้นไป เป็นของควรรักษาไว้ได้นาน เป็นเครื่องใช้ในเสนาสนะ หรือเป็นตัวเสนาสนะเอง ตลอดถึงกุฎีและที่ดิน เป็นของที่แจกกันไม่ได้ ฯ
๑๐.๒
กรรมที่ภิกษุแต่ละรูปหรือหลายรูปจะพึงกระทำตามพระวินัย เช่น การแสดงอาบัติ อธิษฐาน วิกัป เป็นต้น เรียกว่าวินัยกรรม
กรรมที่ภิกษุครบองค์สงฆ์จตุวรรคเป็นต้น พึงทำเป็นการสงฆ์ เช่นอปโลกนกรรม ญัตติกรรม เป็นต้น เรียกว่าสังฆกรรม ฯ