ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๖๔

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๒๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
,
อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา    ยถญฺญมนุสาสติ
สุทนฺโต วต ทเมถ    อตฺตา หิ กิรทุทฺทโม.
ถ้าสอนผู้อื่นฉันใด พึงทำตนฉันนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้ว ควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่า ตนแลฝึกได้ยาก.

(พุทฺธ) ขุ. ธ. ๒๕/๓๖.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๒

ปัญหาวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
,
น ปเรสํ วิโลมานิ    น ปเรสํ กตากตํ
อตฺตโน ว อเวกฺเขยฺย    กตานิ อกตานิ จ.
ไม่ควรฟังคำก้าวร้าวของคนอื่น ไม่ควรมองดูการงานของคนอื่น
ที่เขาทำแล้วและยังไม่ได้ทำ ควรพิจารณาดูแต่การงานของตน
ที่ตนทำแล้วและยังไม่ได้ทำเท่านั้น

(พุทฺธ) ขุ. ธ. ๒๕/๒๑.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๓ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้สนิทติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๔ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๒

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
,
๑.
ในพหุลานุสาสนีที่สวดในเวลาทำวัตรเช้า ไม่มีทุกขลักษณะพระไตรลักษณ์ไม่ขาดไปข้อหนึ่งหรืออย่างไร? จงอธิบาย
ตอบ
ไม่ขาด เพราะลักษณะทั้ง ๓ นี้ เป็นธรรมธาตุ ธรรมนิยาม ธรรมฐิติ ความตั้งอยู่แห่งธรรมที่คงอยู่มิได้ยักย้าย อีกประการหนึ่ง บาลีว่า ยทนิจฺจํ สิ่งใดไม่เที่ยง ตํ ทุกฺขํ สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ยํ ทุกขํ สิ่งใดเป็นทุกข์ ตทนตฺตา สิ่งนั้นเป็นอนัตตา มิใช่ตัวมิใช่ตน เพราะเหตุนั้น พหุลานุสาสนีจึงได้ครบลักษณะทั้ง ๓
๒.
ทุกขขันธ์ หรือทุกข์รวบยอด หมายเอาอะไร? มีหลักฐานอ้างอิงในบาลีธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่าอย่างไร?
ตอบ
หมายเอา สังขารคือประชุมปัญจขันธ์ ฯ มีหลักฐานว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
๓.
การพิจารณาเห็นสังขารเป็นอนัตตาโดยมีโยนิโสมนสิการกำกับ จะไม่กลายเป็นนัตถิกทิฏฐิ เพราะกำหนดรู้ถึงธรรม ๒ ประการ ธรรมทั้ง ๒ นี้ได้แก่อะไร?
ตอบ
ได้แก่ สมมติสัจจะ จริงโดยสมมติ และปรมัตถสัจจะ จริงโดยปรมัตถะ ฯ
๔.
ลัทธิบางอย่างมีหลักการว่า ทำบาปแล้วบริสุทธิ์หมดจดได้ด้วยการอาบน้ำ ด้วยการบวงสรวง ด้วยการสวดอ้อนวอน เป็นต้น ในฝ่ายพระพุทธศาสนากล่าวถึงเรื่องนี้ว่าอย่างไร? จงอ้างหลักฐาน
ตอบ
พระพุทธศาสนามีหลักว่า บุคคลทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง ไม่ทำบาปเอง ย่อมบริสุทธิ์ หมดจดเอง ความหมดจดและความเศร้าหมองเป็นของเฉพาะตัว ผู้อื่นทำผู้อื่นให้หมดจดหรือเศร้าหมองไม่ได้ ความบริสุทธิ์ภายในย่อมมีด้วยปัญญา ฯ
มีพระบาลีแสดงไว้ว่า ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ บุคคลย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา และว่า

อตฺตนา ว กตํ ปาปํ    อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ
อตฺตนา อกตํ ปาปํ    อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ
สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ    นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย.
ทําบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง ไม่ทำบาปเอง
ย่อมหมดจดเอง ความหมดจดและความเศร้าหมอง
เป็นเฉพาะตัว คนอื่นยังคนอื่นให้หมดจดหาได้ไม่ ฯ

๕.
ข้อความว่า ปลงภาระอันหนักเสียแล้ว ไม่ถือเอาภาระอันอื่น ดังนี้ มีอธิบายอย่างไร?
ตอบ
อธิบายว่า ภาระ หมายเอาเบญจขันธ์ การปลงภาระหมายเอาการถอนอุปาทาน การไม่ถือเอาภาระอื่น หมายเอาการไม่ถือเบญจขันธ์อื่นด้วยอุปาทาน ฯ
๖.
สัตว์โลกตายแล้วมีคติเป็นอย่างไร? มีพระบาลีแสดงไว้อย่างไร?
ตอบ
มีคติเป็น ๒ คือ สุคติและทุคติ ฯ มีพระบาลีแสดงไว้ว่า
๑. จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา. เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้
๒. จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา. เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง ฯ
๗.
พระโยคาวจรสำเร็จปฐมฌาณแล้ว ควรกระทำให้ชำนาญด้วยวสีทั้ง ๕ ก่อนที่จะเจริญทุติยฌาณต่อไป เพราะเหตุใด?
ตอบ
เพราะถ้าไม่ชำนาญในปฐมฌาณแล้ว เมื่อเจริญทุติยฌาณต่อขึ้นไปก็จะเสื่อมจากปฐมฌาณและทุติยฌาณทั้ง ๒ ฝ่าย ฯ
๘.
อนัตตลักขณสูตร ว่าด้วยเรื่องอะไร? ในพระสูตรนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงอานิสงส์แห่งวิปัสสนาญาณไว้อย่างไร?
ตอบ
ว่าด้วย ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา ฯ
อานิสงส์แห่งวิปัสสนาญาณนั้นว่า เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว สุตฺวา อริยสาวโก เป็นต้น ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เมื่อเห็นอย่างนี้ ย่อมหน่ายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อหน่ายก็ย่อมฟอกจิตให้หมดจด เพราะการฟอกจิตให้หมดจดให้ จิตนั้นก็พ้นจากอาสวะทั้งปวง เมื่อจิตพ้นพิเศษแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าพ้นแล้ว และพระอริยสาวกนั้นรู้ประจักษ์ว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์คือกิจศาสนาได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเช่นนี้ไม่มีอีก ฯ
๙.
สติปัฏฐาน ๔ อันผู้ปฏิบัติธรรมอบรมให้บริบูรณ์เต็มที่แล้ว ย่อมเป็นเพื่ออานิสงส์ ๕ ประการ อะไรบ้าง?
ตอบ
คือ
๑. เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย
๒. เพื่อความข้ามพ้นโสกะและปริเทวะทั้งหลาย
๓. เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
๔. เพื่อบรรลุธรรมที่ควรรู้
๕. เพื่อการทำให้แจ้งพระนิพพาน ฯ
๑๐.
ในสัญญา ๑๐ ทรงแสดงถึงการให้พิจารณาพระนิพพานว่าเป็นธรรมที่สำรอกกิเลส และว่าเป็นธรรมเป็นที่ดับสนิท จัดเป็นสัญญาข้อไหนบ้าง?
ตอบ
พิจารณาพระนิพพานว่า เป็นธรรมที่สำรอกกิเลส จัดเป็นวิราคสัญญา
พิจารณาพระนิพพานว่า เป็นธรรมเป็นที่ดับสนิท จัดเป็นนิโรธสัญญา

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นโท ๒๕๖๑

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑
,
๑.
บูชา ๒ คืออะไรบ้าง ? การสมาทานศีล ๕ เป็นประจำ จัดเป็นบูชา ประเภทใด ?
ตอบ
อามิสบูชา บูชาด้วยอามิสสิ่งของ ๑ ปฏิบัติบูชา บูชาด้วยการปฏิบัติตาม ๑ ฯ
จัดเป็นปฏิบัติบูชา ฯ
๒.
ญาณ ๓ ที่เป็นไปในทุกขสมุทัยมีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
๑. ปรีชาหยั่งรู้ว่า นี้ทุกขสมุทัย จัดเป็นสัจจญาณ
๒. ปรีชาหยั่งรู้ว่า ทุกขสมุทัย เป็นสภาพที่ควรละ จัดเป็นกิจจญาณ
๓. ปรีชาหยั่งรู้ว่า ทุกขสมุทัย เป็นสภาพที่ละได้แล้ว จัดเป็นกตญาณ ฯ
๓.
เมตตา มีความหมายว่าอย่างไร ? เมตตาในพรหมวิหารและในอัปปมัญญา ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
มีความหมายว่า ปรารถนาความสุขความเจริญต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ฯ
ต่างกันโดยวิธีแผ่ คือ แผ่โดยเจาะจงก็ดี โดยไม่เจาะจงก็ดี จัดเป็นพรหมวิหาร แต่ถ้าแผ่โดยไม่เจาะจงไม่จำกัด จัดเป็นอัปปมัญญา ฯ
๔.
มาร ๕ คืออะไรบ้าง ? กิเลสได้ชื่อว่ามารเพราะเหตุไร ?
ตอบ
คือปัญจขันธ์ กิเลส อภิสังขาร มรณะ และเทวบุตร ฯ
ได้ชื่อว่ามาร เพราะย่อมผูกรัดผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจไว้บ้าง ย่อมทำให้เสียคนบ้าง ฯ
๕.
บทว่า “ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว ” พระธรรมนั้น หมายถึงอะไร ?
ตอบ
หมายถึงปริยัติธรรมกับปฏิเวธธรรม หรือโดยพิสดารได้แก่สัทธรรม ๑๐ คือโลกุตรธรรม ๙ กับปริยัติธรรม ๑ ฯ
๖.
วิญญาณฐิติต่างจากสัตตาวาสอย่างไร ?
ตอบ
ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ เรียกว่า วิญญาณฐิติ
ภพเป็นที่อยู่แห่งสัตว์ เรียกว่า สัตตาวาส ฯ
๗.
ในอวิชชา ๘ ข้อที่ว่า ไม่รู้จักอนาคต มีอธิบายว่าอย่างไร ?
ตอบ
มีอธิบายว่า ไม่อาจปรารภเหตุที่ทำหรือเหตุอันเกิดในปัจจุบันว่าจักมีผลเป็นอย่างนั้น ๆ ฯ
๘.
คำว่า “อุชุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติตรง ” คือปฏิบัติเช่นไร ?
ตอบ
คือไม่ปฏิบัติลวงโลก ประพฤติตรงต่อพระศาสดาและเพื่อนสาวก ไม่อำพราง ฯ
๙.
สังโยชน์ คืออะไร ? พระโสดาบันละสังโยชน์อะไรได้เด็ดขาด ?
ตอบ
คือกิเลสอันผูกใจสัตว์ไว้ ฯ
ละสังโยชน์ ๓ เบื้องต้น คือ ๑. สักกายทิฏฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. สีลัพพตปรามาส ฯ
๑๐.
ครุกรรม คืออะไร ? ในฝ่ายอกุศลและฝ่ายกุศลได้แก่อะไร ?
ตอบ
คือกรรมหนัก ฯ
ครุกรรมในฝ่ายอกุศล ได้แก่อนันตริยกรรม ๕
ครุกรรมในฝ่ายกุศล ได้แก่สมาบัติ ๘ ประการ ฯ

อนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๖๓

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๓
,
๑.
พุทธบุคคล มีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มี ๓ ประเภท ฯ คือ
๑. สัมมาสัมพุทธะ ตรัสรู้เองโดยชอบ และสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้ด้วย
๒. ปัจเจกพุทธะ ตรัสรู้เฉพาะตน แต่ไม่สามารถสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้
๓. อนุพุทธะ ตรัสรู้ตาม คือมีพระพุทธเจ้าสั่งสอนจึงรู้ตามได้ และสามารถสอนผู้อื่นให้กระทําตามด้วย ฯ
๒.
โกณฑัญญพราหมณ์ มีเหตุจูงใจอะไร จึงได้ออกบวชตามพระมหาบุรุษ ?
ตอบ
เพราะเคยเข้าร่วมทํานายพระลักษณะของพระมหาบุรุษโดยเชื่อมั่นว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน จึงออกบวชตามด้วยหวังว่า เมื่อพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วจักทรงเทศนาโปรดตนให้รู้ตาม ฯ
๓.
พระพุทธองค์ทรงแสดงอนุปุพพีกถาแก่ใครเป็นคนแรก ? อนุปุพพีกถานั้นกล่าวถึงเรื่องอะไร ?
ตอบ
แสดงแก่ยสกุลบุตรเป็นคนแรก ฯ
กล่าวถึงทาน การให้ ศีล ความรักษากายวาจาให้เรียบร้อย สวรรค์ กามคุณอันเลิศที่บุคคลจะพึงได้ พึงถึงด้วยกรรมอันดี คือทาน และศีล โทษแห่งกาม และอานิสงส์แห่งความออกไปจากกาม ฯ
๔.
พระชฎิล ๓ พี่น้อง มีชื่อว่าอะไรบ้าง ? ได้บรรลุพระอรหัตเพราะฟังพระธรรมเทศนาชื่ออะไร ?
ตอบ
พระอุรุเวลกัสสปะ พระนทีกัสสปะ พระคยากัสสปะ ฯ บรรลุเพราะฟังอาทิตตปริยายสูตร ฯ
๕.
พระพุทธองค์ทรงยกย่องพระสารีบุตรคู่กับพระโมคคัลลานะโดยตรัสอุปมาว่าอย่างไร ?
ตอบ
ตรัสอุปมาว่า พระสารีบุตร เปรียบเหมือน มารดาผู้ให้ทารกเกิด
พระโมคคัลลานะ เปรียบเหมือน นางนมผู้เลี้ยงทารกนั้นที่เกิดแล้ว ฯ
๖.
พระสาวกองค์ใด เป็นผู้มักน้อยสันโดษอย่างยิ่ง ? ท่านทำใจอย่างไร ?
ตอบ
พระมหากัสสปะ ฯ
ทําใจอย่างนี้ คือ เมื่อแสวงหาไม่ได้ ก็ไม่สะดุ้งตกใจ เมื่อแสวงหาได้แล้วก็ไม่กําหนัดยินดีในปัจจัย ๔ นั้น ฯ
๗.
พระสาวกผู้ได้รับการอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาเป็นองค์แรกคือใคร ? ท่านได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่าเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย อย่างไร ?
ตอบ
พระราธะ ฯ
ได้รับยกย่องว่า เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ คือญาณแจ่มแจ้งในธรรมเทศนา ฯ
๘.
สามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือใคร ? ได้บรรลุพระอรหัตเพราะฟังธรรมจากใคร ?
ตอบ
สามเณรราหุล ฯ
จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ
ศาสนพิธี
๙.
จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้ การเข้าพรรษา การออกพรรษา ?
ตอบ
การเข้าพรรษา หมายถึง การที่ภิกษุผูกใจว่าจะอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดเวลา ๓ เดือนในฤดูฝน ไม่ไปค้างแรมให้ล่วงราตรีในที่แห่งอื่นระหว่างผูกใจนั้นเว้นแต่ไปด้วยสัตตาหกรณียะ ฯ
การออกพรรษา หมายถึง กาลที่สิ้นสุดกําหนดอยู่จําพรรษาของภิกษุตามพระวินัยบัญญัติ มีพิธีเป็นสังฆกรรมพิเศษโดยเฉพาะ เรียกโดยภาษาพระวินัยว่า ปวารณากรรม คือการทําปวารณาของสงฆ์ผู้อยู่ร่วมกันตลอดเวลา ๓ เดือน ฯ
๑๐.
วันธรรมสวนะ คือวันอะไร ? ทรงอนุญาตให้มีในวันใดบ้าง ?
ตอบ
คือ วันกําหนดประชุมฟังธรรม หรือที่เรียกว่า “วันพระ” ฯ
ในวัน ๘ ค่ำ และวัน ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำของปักษ์ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม ฯ

วิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๖๒

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๒
,
๑.
สิกขาบทนอกพระปาฏิโมกข์เรียกว่าอะไร ? ทรงบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์อะไร ?
ตอบ
เรียกว่า อภิสมาจาร ฯ
ทรงบัญญัติไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของภิกษุ และเพื่อความงามของพระศาสนา เช่นเดียวกับตระกูลใหญ่ จำต้องมีระเบียบไว้รักษาเกียรติของตระกูล ฯ
๒.
เปลือยกายอย่างไรต้องอาบัติถุลลัจจัย ? อย่างไรต้องอาบัติทุกกฏ ?
ตอบ
เปลือยกายเป็นวัตรเอาอย่างเดียรถีย์ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯ
เปลือยกายทำกิจแก่กัน เช่น ไหว้ รับไหว้ ทำบริกรรม ให้ของรับของและเปลือยกายในเวลาฉัน ในเวลาดื่ม ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
๓.
บริขาร ๘ อย่างไหนจัดเป็นบริขารบริโภค อย่างไหนจัดเป็นบริขารอุปโภค ?
ตอบ
ไตรจีวร บาตร ประคตเอว รวม ๕ อย่าง จัดเป็นบริขารบริโภค ฯ
เข็ม มีดโกน และผ้ากรอกน้ำ จัดเป็นบริขารอุปโภค ฯ
๔.
ภิกษุเช่นไรควรได้นิสัยมุตตกะ ?
ตอบ
๑. เป็นผู้มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ สติ
๒. เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล อาจาระ ความเห็นชอบ เคยได้ยินได้ฟังมามาก มีปัญญา
๓. รู้จักอาบัติ มิใช่อาบัติ อาบัติเบา อาบัติหนัก ทรงพระปาติโมกข์ ทั้งมีพรรษาพ้น ๕ ฯ
๕.
ภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะไปสู่อาวาสอื่น พึงประพฤติอย่างไรจึงจะถูกธรรมเนียมตามพระวินัย ?
ตอบ
๑. ทำความเคารพในท่าน
๒. แสดงความเกรงใจเจ้าของถิ่น
๓. แสดงอาการสุภาพ
๔. แสดงอาการสนิทสนมกับเจ้าของถิ่น
๕. ถ้าจะอยู่ที่นั่น ควรประพฤติให้ถูกธรรมเนียมของเจ้าของถิ่น
๖. ถือเสนาสนะแล้วให้ดูแลทำความสะอาดให้เป็นระเบียบ ฯ
๖.
ภิกษุอยู่ในกุฎีเดียวกันกับภิกษุผู้มีพรรษามากกว่า ควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงชื่อว่าแสดงความเคารพท่านตามพระวินัย ?
ตอบ
จะทำสิ่งใด ๆ ควรขออนุญาตท่านก่อน เช่น สอนธรรม อธิบายความ แสดงธรรม สาธยายธรรม จะจุดจะดับไฟ จะเปิดจะปิดหน้าต่าง ห้ามมิให้ทำตามอำเภอใจ ฯ
๗.
ดิถีที่กำหนดให้เข้าจำพรรษาในบาลีกล่าวไว้เท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
กล่าวไว้ ๒ ฯ คือ
๑. ปุริมิกาวัสสูปนายิกา วันเข้าพรรษาต้น คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘
๒. ปัจฉิมิกาวัสสูปนายิกา วันเข้าพรรษาหลัง คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ฯ
๘.
ปวารณา คืออะไร ? มีพระพุทธานุญาตให้ทำในวันไหน ?
ตอบ
คือ การให้โอกาสภิกษุทั้งหลายตักเตือนว่ากล่าวตนได้ ฯ
มีพุทธานุญาตให้ทำในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งครบ ๓ เดือนแต่วันจำพรรษา ฯ
๙.
ดิรัจฉานวิชาไม่ดีอย่างไร พระศาสดาจึงตรัสห้ามไว้ ไม่ให้บอกไม่ให้เรียน ?
ตอบ
เป็นความรู้ที่เขาสงสัยว่าลวงหรือหลง ไม่ใช่ความรู้จริงจัง ผู้บอกเป็นผู้ลวง ผู้เรียนก็เป็นผู้หัดเพื่อจะลวงหรือเป็นผู้หลงงมงาย ฉะนั้น พระศาสดาจึงตรัสห้ามไว้ ไม่ให้บอกไม่ให้เรียน ฯ
๑๐.
ยาวกาลิก กับ ยาวชีวิก ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ยาวกาลิก คือ ของที่รับประเคนไว้สำหรับบริโภคตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวัน ได้แก่ โภชนะ ๕ นมสด นมส้ม ของขบเคี้ยว เป็นต้น ฯ
ยาวชีวิก เป็นส่วนประกอบของยา บริโภคได้เสมอไป ไม่จำกัดเวลา แต่เมื่อมีเหตุจึงบริโภคได้ ได้แก่ รากไม้ น้ำฝาดใบไม้ ผลไม้ ยางไม้ เกลือ เป็นต้น ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๖๕

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๕
,
สุขกามานิ ภูตานิ    โย ทณฺเฑน วิหึสติ
อตฺตโน สุขเมสาโน    เปจฺจ โส น ลภเต สุขํ.
สัตว์ทั้งหลายย่อมต้องการความสุข ผู้ใดแสวงหาสุขเพื่อตน
เบียดเบียนเขาด้วยอาชญา ผู้นั้นละไปแล้ว ย่อมไม่ได้สุข.

(พุทฺธ) ขุ. ธ. ๒๕/๓๒.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.

วินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๓

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๓
,
๑.
สังฆกรรม กับวินัยกรรม มีกำหนดบุคคลและสถานที่ต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร ?
ตอบ
ต่างกันดังนี้ สังฆกรรม ต้องประชุมสงฆ์ครบองค์ตามกำหนดแห่งกรรมนั้น ๆ ต้องทำในสีมา เว้นไว้แต่อปโลกนกรรม ทำนอกสีมาก็ได้ ส่วนวินัยกรรม ไม่ต้องประชุมสงฆ์ และทำนอกสีมาก็ได้ ฯ
๒.
นิมิตที่อยู่รอบโรงอุโบสถ มีไว้เพื่อประโยชน์อะไร ? จงเขียนคำทักนิมิตในทิศตะวันตกเฉียงใต้มาดู ?
ตอบ
มีไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายกำหนดเขตการทำสังฆกรรม ฯ คำทักนิมิตในทิศตะวันตกเฉียงใต้ ว่าดับงนี้ ทกฺขิณาย อนุทิสาย กิํ นิมิตฺตํ ฯ
๓.
จงอธิบายความหมายของวิสุงคามสีมา และสัตตัพภันตรสีมา
ตอบ
วิสุงคามสีมา หมายถึงเขตแห่งสามัคคีที่สงฆ์ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตยกให้เป็นแผนกหนึ่งจากบ้าน ฯ สัตตัพภันตรสีมา หมายถึงเขตแห่งสามัคคีในป่าหาคนตั้งบ้านเรือนไม่ได้ชั่ว ๗ อัพภันดร โดยรอบ นับแต่ที่สุดแห่งสงฆ์ออกไป ฯ
๔.
กฐิน เป็นสังฆกรรมอะไร ? การรับกฐิน ตลอดจนถึงการกราน ต้องทำในสีมาเท่านั้น หรือทำนอกสีมาก็ได้ ?
ตอบ
เป็นญัตติทุติยกรรม ฯ การรับกฐิน การอปโลกน์เพื่อให้ผ้ากฐิน และการกรานกฐิน ทำในสีมาหรือนอกสีมาก็ได้ การสวดญัตติทุติยกรรมวาจาให้ผ้ากฐิน ต้องทำในสีมาเท่านั้น ฯ
๕.
บุรพกิจที่พึงทำเป็นเบื้องต้นก่อนแต่อุปสมบท คืออะไรบ้าง ? ในกิจเหล่านั้น กิจที่ต้องทำเป็นการสงฆ์ มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
บุรพกิจที่พึงทำเป็นเบื้องต้นก่อนแต่อุปสมบท คือ ให้บรรพชา ขอนิสสัย ถืออุปัชฌายะ ขนานชื่อมคธแห่งอุปสัมปทาเปกขะ และบอกนามอุปัชฌายะ บอกบาตรจีวร สั่งให้อุปสัมปทาเปกขะออกไปยืนข้างนอก สมมติภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้ซักซ้อมอุปสัมปทาเปกขะถึงอันตรายิกธรรม เรียกอุปสัมปทาเปกขะเข้าในสงฆ์ ให้ขออุปสมบท สมมติภิกษุรูปหนึ่งสอบถามอุปสัมปทาเปกขะถึงอันตรายิกธรรมในสงฆ์ ฯ
กิจที่ต้องทำเป็นการสงฆ์ มี สมมติภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้ซักซ้อมอุปสัมปทาเปกขะถึงอันตรายิกธรรม เรียกอุปสัมปทาเปกขะเข้าในสงฆ์ สมมติภิกษุรูปหนึ่งสอบถามอุปสัมปทาเปกขะถึงอันตรายิกธรรมในสงฆ์ ฯ
๖.
อุปสัมปทาเปกขะจะสำเร็จเป็นพระภิกษุได้ เมื่อพระกรรมวาจาจารย์สวดถึงบาลีบทใด ?
ตอบ
ถึงบทว่า โส ภาเสยฺย ท้ายอนุสาวนาที่ ๓ ฯ
๗.
ติณวัตถารกวินัยมีอธิบายอย่างไร ? ใช้ระงับอธิกรณ์อะไร ?
ตอบ
ติณวัตถารกวินัยมีอธิบายว่า กิริยาที่ให้ประนีประนอมกันทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ต้องชำระสะสางหาความเดิม เป็นดังกลบไว้ด้วยหญ้า ฯ ใช้ระงับอาปัตตาธิกรณ์ที่ยุ่งยากยืดเยื้อไม่รู้จบและเป็นเรื่องสำคัญอันจะเป็นเครื่องกระเทือนทั่วไป เว้นครุกาบัติและอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ ฯ
๘.
ลิงคนาสนา คืออะไร ? บุคคลที่ทรงพระอนุญาตให้ทำลิงคนาสนามีกี่ประเภท ? ใครบ้าง ?
ตอบ
ลิงคนาสนา คือ การให้ฉิบหายเสียจากเพศ ฯ
บุคคลที่ทรงพระอนุญาตให้ทำลิงคนาสนามี ๓ ประเภท คือ
๑. ภิกษุต้องอันติมวัตถุแล้ว ยังปฏิญญาตนเป็นภิกษุ ๑
๒. บุคคลผู้อุปสมบทไม่ขึ้น ได้รับอุปสมบทแต่สงฆ์ ๑
๓. สามเณรผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ มีเป็นผู้มักผลาญชีวิตเป็นต้น ๑
๙.
ศาสนสมบัติมีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ? การจะนำผลประโยชน์จากศาสนสมบัติไปใช้จ่าย มีหลักเกณฑ์อย่างไร ?
ตอบ
ศาสนสมบัติมี ๒ ประเภท คือ ศาสนสมบัติกลาง และ ศาสนสมบัติวัด ฯ
การจะนำผลประโยชน์จากศาสนสมบัติไปใช้จ่าย มีหลักเกณฑ์อย่างนี้ คือ
๑. ศาสนสมบัติกลาง ใช้จ่ายในกิจการของสงฆ์ทั่วไป ตามพระวินัยโดยอนุมัติของสงฆ์
๒. ศาสนสมบัติวัด ใช้จ่ายในกิจการของวัดนั้น ๆ แต่จะนำศาสนสมบัติของวัดหนึ่งไปใช้อีกวัดหนึ่งไม่ได้
๑๐.
ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง จะสามารถโอนกรรมสิทธ์ได้หรือไม่ ? มีหลักปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
สามารถโอนได้ ฯ มีหลักปฏิบัติตามความในมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๓๕ (มาตรา ๓๔ การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ให้กระทำได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ เว้นแต่เป็นกรณีตามวรรคสอง

พุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๓

ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช๒๕๕๓
,
๑.
พระสารีบุตรปรินิพพานที่ไหน ? ท่านเลือกสถานที่นั้นเพราะเหตุไร ?
ตอบ
พระสารีบุตรปรินิพพานที่ นาลันทคาม แคว้นมคธ ฯ ท่านเลือกสถานที่นั้นเพราะตั้งใจจะโปรดนางสารีพราหมณีผู้เป็นมารดาของท่าน ให้พ้นจากมิจฉาทิฏฐิก่อนที่ท่านจะปรินิพพาน ฯ
๒.
พระมหากัสสปะ กับพระรัฐบาล ออกบวชเพราะมีความคิดเห็นต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
พระมหากัสสปะออกบวชเพราะคิดเห็นว่า ผู้อยู่ครองเรือนต้องคอยนั่งรับบาปเพราะการงานที่ผู้อื่นทำไม่ดี มีใจเบื่อหน่าย จึงละสมบัติแล้วออกบวช
พระรัฐบาลออกบวชเพราะมีความคิดเห็นตามธรรมุเทศ ๔ ข้อที่พระศาสดาทรงแสดง ว่า
ก. โลกคือหมู่สัตว์ อันชราเป็นผู้นำ นำเข้าไปใกล้ ไม่ยั่งยืน
ข. โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีผู้ป้องกัน ไม่เป็นใหญ่จำเพาะตน
ค. โลกคือหมู่สัตว์ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ ตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป
ง. โลกคือหมู่สัตว์ พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา
๓.
พระเจ้าพิมพิสาร เมื่อครั้งยังเป็นพระราชกุมาร ได้ตั้งความปรารถนาไว้อย่างไรบ้าง ?
ตอบ
ได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า
ก. ขอให้ข้าพเจ้าได้รับอภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินมคธนี้เถิด
ข. ขอท่านผู้เป็นพระอรหันต์ผู้รู้เองเห็นเองโดยชอบ พึงมายังแว่นแคว้นของข้าพเจ้าผู้ได้รับอภิเษกแล้ว
ค. ขอข้าพเจ้าพึงได้เข้าไปนั่งใกล้พระอรหันต์นั้น
ง. ขอพระอรหันต์นั้น พึงแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า
จ. ขอข้าพเจ้าพึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระอรหันต์นั้น ฯ
๔.
สตานุสารีวิญญาณ คืออะไร ? เกิดขึ้นแก่พระมหาบุรุษ ความว่าอย่างไร ?
ตอบ
สตานุสารีวิญญาณ คือ วิญญาณไปตามสติ ฯ ความว่า ทุกรกิริยานี้ จักไม่เป็นทางเพื่อการตรัสรู้ แต่อานาปานสติปฐมฌาน จักเป็นทางเพื่อการตรัสรู้แน่ ฯ
๕.
มหาปุริสลักษณะมีกี่ประการ ? พระอุณณาโลมกับพระอุณหิสต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
มี ๓๒ ประการ ฯ พระอุณณาโลม ได้แก่ พระโลมาที่ขาวละเอียดอ่อนคล้ายสำลีอยู่ในระหว่างพระโขนง ส่วนพระอุณหิสนั้น ได้แก่พระเศียรที่กลมเป็นปริมณฑล ดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ ฯ
๖.
พระสาวกรูปใดเป็นเอตทัคคะทางมีปัญญามาก ทางขยายความย่อให้พิสดาร ทางมีวาจาไพเราะ ทางทรงจีวรเศร้าหมอง ? และในท่านเหล่านั้น องค์ไหนเป็นที่เลื่อมใสของผู้เป็นรูปัปปมาณิกา โฆสัปปมาณิกา ลูขัปปมาณิกา และธัมมัปปมาณิกา ?
ตอบ
ก. พระสารีบุตร เป็นเอตทัคคะทางมีปัญญามาก และเป็นที่เลื่อมใสของ ธัมมัปปมาณิกา
ข. พระมหากัจจายนะ เป็นเอตทัคคะทางขยายความย่อให้พิสดาร และเป็นที่เลื่อมใสของผู้เป็นรูปัปปมาณิกา
ค. พระโมฆราช เป็นเอตทัคคะทางทรงจีวรเศร้าหมอง และเป็นที่เลื่อมใสของผู้เป็นลูขัปปมาณิกา
ง. พระโสณกุฏิกัณณะ เป็นเอตทัคคะทางมีวาจาไพเราะ และเป็นที่เลื่อมของผู้เป็นโฆสัปปมาณิกา ฯ
๗.
พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระราธะว่า สิ่งใดเป็นมาร ท่านจงละความกำหนัดพอใจในสิ่งนั้นเสีย มารในที่นี้หมายถึงอะไร ?
ตอบ
หมายถึง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ฯ
๘.
พระอรหันตสาวก ๑๐ องค์แรกในพระพุทธศาสนา คือใครบ้าง ? มีท่านใดได้รับเอตทัคคะบ้าง ? และเป็นเอตทัคคะในทางไหน ?
ตอบ
พระอรหันตสาวก ๑๐ องค์แรกในพระพุทธศาสนา คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ พระอัสสชิ พระยสะ พระวิมละ พระสุพาหุ พระปุณณชิ และพระควัมปติ ฯ มีพระอัญญาโกณฑัญญะรูปเดียวที่ได้รับเอตทัคคะ ฯ ในทางรัตตัญญู ผู้รู้ราตรีนาน ฯ
๙.
ถูปารหบุคคล คือใคร ? มีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
คือ บุคคลผู้ควรแก่การสร้างสถูปไว้ประดิษฐาน ฯ มี ๔ ประเภท ฯ คือ
๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
๒. พระปัจเจกพุทธเจ้า
๓. พระอรหันตสาวก
๔. พระเจ้าจักรพรรดิราช ฯ
๑๐.
อภิญญาเทสิตธรรม มีอะไรบ้าง ? ทรงแสดงแก่ใคร ? ที่ไหน ?
ตอบ
อภิญญาเทสิตธรรม มี สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ฯ ทรงแสดงแก่ภิกษุสงฆ์ผู้อาศัยอยู่ในเมืองเวสาลี ฯ ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวั น ฯ

วิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นโท ๒๕๖๒

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๒
,
๑.
บุคคลาธิฏฐานาเทศนา เทศนามีบุคคลเป็นที่ตั้ง มีอธิบายว่าอย่างไร ?
ตอบ
การสอนยกบุคคลเป็นตัวอย่าง เช่น มหาชนกชาดก สอนเรื่องความเพียรที่พระโพธิสัตว์มีความเพียรว่ายจากกลางมหาสมุทรอันไม่เห็นฝั่ง มุ่งมั่นไม่ย่อท้อ จนถึงฝั่งได้ดังประสงค์ ฯ
๒.
สังขตธรรม คืออะไร ? มีลักษณะอย่างไร ?
ตอบ
คือธรรมอันปัจจัยปรุงแต่ง ฯ
มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลาง และดับไปในที่สุด ฯ
๓.
อธิปเตยยะ ๓ มีอะไรบ้าง ? ผู้ถือความถูกต้องเป็นใหญ่ทำด้วยอำนาจเมตตา กรุณาเป็นต้น จัดเข้าในข้อไหน ?
ตอบ
มี ๓ คือ
๑. อัตตาธิปเตยยะ ความมีตนเป็นใหญ่
๒. โลกาธิปเตยยะ ความมีโลกเป็นใหญ่
๓. ธัมมาธิปเตยยะ ความมีธรรมเป็นใหญ่ ฯ
จัดเข้าในธัมมาธิปเตยยะได้ ฯ
๔.
ปาฏิหาริย์คืออะไร ? พระพุทธเจ้ายกย่องปาฏิหาริย์อะไรว่า อัศจรรย์ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์อื่น ?
ตอบ
คือการกระทำที่ให้บังเกิดผลเป็นอัศจรรย์ ฯ
ทรงยกย่องอนุสาสนีปาฏิหาริย์ว่าเป็นอัศจรรย์ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์อื่น ฯ
๕.
ปฏิปทาของพระอริยบุคคลผู้เป็นสมณะ เรียกว่าอะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
เรียกว่า อริยวงศ์ ฯ มี ๔ คือ
๑. สันโดษด้วยจีวรตามมีตามเกิด
๒. สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามเกิด
๓. สันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามเกิด
๔. ยินดีการเจริญกุศลและการละอกุศล ฯ
๖.
กิจในอริยสัจ ๔ มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
๑. ปริญญา กำหนดรู้ทุกขสัจ
๒. ปหานะ ละสมุทัยสัจ
๓. สัจฉิกรณะ ทำให้แจ้งนิโรธสัจ
๔. ภาวนา ทำมัคคสัจให้เกิด ฯ
๗.
สังวรคืออะไร ? สติสังวร สำรวมด้วยสตินั้น มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
คือการสำรวมระวังปิดกั้นอกุศล ฯ
มีอธิบายว่า สำรวมอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น มิให้อกุศลเข้าครอบงำในเมื่อเห็นรูปเป็นต้น ทั้งมีสติไม่ฟั่นเฟือนระลึกได้ก่อนทำ พูด คิด ไม่ให้ผิดทางกาย วาจา ใจ ไม่ประมาทหลงทำชั่ว ฯ
๘.
พระพุทธคุณ บทว่า อรหํ แปลว่าอย่างไรได้บ้าง ?
ตอบ
เป็นผู้เว้นไกลจากกิเลสและบาปกรรม
เป็นผู้หักกำแห่งสังสารจักร
เป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอนเขา
เป็นผู้ควรรับความเคารพนับถือของเขา
เป็นผู้ไม่มีข้อลับ ไม่ได้ทำความเสียหายอันจะพึงซ่อนเพื่อมิให้คนอื่นรู้ ฯ
๙.
คำว่า พระสงฆ์ ในบทสังฆคุณนั้น ท่านประสงค์บุคคลเช่นไร ? จงจำแนกมาดู
ตอบ
ท่านประสงค์พระอริยบุคคล ๔ คู่ ๘ บุคคล ซึ่งล้วนแต่ท่านผู้ที่ตั้งอยู่ในมรรคผลทั้งสิ้น คือ
พระโสดาปัตติมรรค พระโสดาปัตติผล คู่ ๑
พระสกทาคามิมรรค พระสกทาคามิผล คู่ ๑
พระอนาคามิมรรค พระอนาคามิผล คู่ ๑
พระอรหัตมรรค พระอรหัตผล คู่ ๑ ฯ
๑๐.
บารมี คืออะไร ? อธิษฐานบารมี คือการทำอย่างไร ?
ตอบ
ปฏิปทาอันยิ่งยวดที่บำเพ็ญเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุด ฯ
คือตั้งใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแล้วดำเนินตามนั้นอย่างแน่วแน่ เรียก อธิษฐานบารมี ฯ

อนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท ๒๕๖๔

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๒๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
,
๑.
อนุพุทธบุคคลคือใคร ? มีความสำคัญอย่างไร ?
ตอบ
อนุพุทธบุคคล คือ สาวกผู้รู้ตามพระพุทธเจ้า ฯ
มีความสำคัญคือ อนุพุทธบุคคล เป็นสังฆรัตนะใน ๓ รัตนะ เป็นพยานยืนยันความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และเป็นกำลังใหญ่ของพระพุทธเจ้าในอันช่วยประกาศพระธรรม ประดิษฐานพระพุทธศาสนาขึ้นเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนเป็นอันมาก ฯ
๒.
เอหิภิกขุอุปสัมปทาที่ประทานแก่พระโกณฑัญญะและพระยสะต่างกันอย่างไร ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
ต่างกันคือ ที่ประทานแก่พระโกณฑัญญะ มีคำว่า เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบ ส่วนที่ประทานแก่พระยสะ ไม่มีคำว่า เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบ ฯ
เพราะพระโกณฑัญญะยังไม่ถึงที่สุดทุกข์ ส่วนพระยสะได้ถึงที่สุดทุกข์แล้ว ฯ
๓.
“ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” เป็นคำอุทานของใคร ? เพราะเหตุใดจึงอุทานอย่างนั้น ?
ตอบ
เป็นคำอุทานของยสกุลบุตร ฯ
ที่อุทานอย่างนั้น เพราะเห็นหมู่ชนบริวานนอนหลับมีอาการพิกลต่าง ๆ ดุจซากศพที่ทิ้งอยู่ในป่าช้า เกิดความสลดใจ คิดเบื่อหน่าย ฯ
๔.
พระสาวกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีบริวารมาก คือใคร ? เพราะท่านมีคุณธรรมอะไร ?
ตอบ
พระสาวกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีบริวารมาก คือ พระอุรุเวลกัสสปะ ฯ
เพราะท่านรู้จักสงเคราะห์บริวารด้วยอามิสบ้าง ด้วยธรรมบ้าง จึงเป็นที่รักใคร่นับถือ สามารถยึดเหนี่ยวน้ำใจบริวารไว้ได้ ฯ
๕.
พระอัสสชิแสดงธรรมแก่อุปติสสปริพาชก มีใจความย่อว่าอย่างไร ?
ตอบ
มีใจความย่อว่า “ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น พระศาสดาตรัสสอนอย่างนี้”
๖.
พระมหากัสสปะ โดยปกติถือธุดงค์กี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
พระมหากัสสปะ โดยปกติถือธุดงค์ ๓ อย่าง คือ
๑. นุ่งหุ่มผ้าบังสุกุลจีวรเป็นวัตร
๒. เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
๓. อยู่ป่าเป็นวัตร
๗.
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอุปมาด้วยพิณ ๓ สายแก่ใคร ? ด้วยทรงมีพระประสงค์ใด ?
ตอบ
ทรงแสดงแก่พระโสณโกฬิวิสะ ฯ
ด้วยมีพระประสงค์จะให้ท่านทำความเพียรพอประมาณ เพราะท่านทำความเพียรอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้เกิดทุกขเวทนา ทำให้ไม่บรรลุธรรม ฯ
๘.
พระเถระและพระเถรีผู้มีชื่อต่อไปนี้ ได้รับเอตทัคคะในทางไหน ฯ
ก. พระมหากัจจายนะเถระ
ข. พระโมฆราชเถระ
ค. พระราหุลเถระ
ง. พระปฏาขาราเถรี
จ. พระอุบลวรรณาเถรี
ตอบ
ก. พระมหากัจจายนะเถระ เป็นเอตทัคคะในทางอธิบายคำย่อให้พิสดาร
ข. พระโมฆราชเถระ เป็นเอตทัคคะในทางทรงจีวรเศร้าหมอง
ค. พระราหุลเถระ เป็นเอตทัคคะในทางผู้ใฝ่ใจศึกษาพระธรรมวินัย
ง. พระปฏาขาราเถรี เป็นเอตทัคคะในทางทรงวินัย
จ. พระอุบลวรรณาเถรี เป็นเอตทัคคะในทางมีฤทธิ์
ศาสนพิธี
๙.
จงเขียนอุโบสถศีลข้อที่ ๓ มาดู ฯ
ตอบ
อุโบสถศีลข้อที่ ๓ ว่า “อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ” ฯ
๑๐.
ธรรมเนียมของสงฆ์ที่พึงปฏิบัติชอบต่อกันเพื่อความสามัคคี เรียกว่าอะไร ? หมายถึงอะไร ?
ตอบ
เรียกว่า สามีจิกรรม ฯ หมายถึง การขอขมาโทษและการให้อภัยกัน ฯ

ปัญหากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท ๒๕๖๖

ปัญหาวิชากระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๖
,
โลโภ โทโส จ โมโห จ    ปุริสํ ปาปเจตสํ
หึสนฺติ อตฺตสมฺภูตา    ตจสารํว สมฺผลํ.
โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง
ย่อมเบียดเบียนผู้มีใจชั่ว ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ฉะนั้น.

(พุทฺธ) ขุ. อิติ. ๒๕/๒๖๔. ขุ. มหา. ๒๙/๑๘.

แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อและบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป.
.