ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๕

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๕
,
๑.
พระพุทธดำรัสตอนหนึ่งว่า “สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันตระการดุจราชรถ” ดังนี้ โดยมีพระพุทธประสงค์อย่างไร?
ตอบ
มีพระพุทธประสงค์เพื่อทรงชักชวนแนะนำให้ดูถึงคุณโทษประโยชน์มิใช่ประโยชน์ของโลก เช่นเดียวกับดูละคร มิให้หลงชมความสวยงามต่าง ๆ แต่ให้เพ่งดูคติที่ดีและชั่ว มิให้เมามัวไปตามสิ่งนั้น ดังตรัสต่อไปอีกว่า เป็นที่คนเขลาหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องติดไม่ ฯ
๒.
ความอยากที่เข้าลักษณะเป็นตัณหา และไม่เป็นตัณหานั้น ได้แก่ความอยากเช่นไร ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
ความอยากที่เข้าลักษณะทำให้เกิดในภพอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดี เพลิดเพลินในอารมณ์นั้น ๆ อย่างนี้จัดเป็นตัณหา เพราะเป็นทุกขสมุทัย เหตุให้ทุกข์เกิด ส่วนความอยากที่มีอยู่โดยปกติธรรมดาของคนทุกคน แม้กระทั่งพระอริยเจ้า เช่น ความอยากข้าว อยากน้ำ เป็นต้น ไม่จัดว่าเป็นตัณหา เพราะเป็นความอยากที่เป็นไปตามธรรมดาของสังขาร ฯ
๓.
การกำหนดรู้ความเป็นอนัตตาแห่งสังขารด้วยความเป็นสภาพสูญนั้น คือรู้อย่างไร ?
ตอบ
รู้จักพิจารณากำหนดเห็นสังขารกระจายเป็นส่วนย่อย ๆ จากฆนคือก้อนจนเห็นเป็นความว่าง ถอนฆนสัญญาความสำคัญหมายว่าเป็นก้อน อันได้แก่ ความถือเอาโดยนิมิต ว่าเรา ว่าเขา ว่าผู้นั้น ว่าผู้นี้ เสียได้ ฯ
๔.
วิราคะในพระบาลีว่า “วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ วิราคะประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย” และในพระบาลีว่า “วิราคา วิมุจฺจติ เพราะสิ้นกำหนัดย่อมหลุดพ้น” ต่างกันอย่างไร?
ตอบ
วิราคะในพระบาลีแรกเป็นไวพจน์คือคำแทนชื่อพระนิพพาน วิราคะในพระบาลีหลังเป็นชื่อของพระอริยมรรค ฯ
๕.
บาลีแสดงปฏิปทาแห่งสันติว่า “โลกามิสํ ปชเห สนฺติเปกฺโข” แปลว่า ผู้เพ่งความสงบพึงละอามิสในโลกเสีย ดังนี้ คำว่า อามิสในโลก หมายถึงอะไร? ที่เรียกอย่างนั้นเพราะเหตุไร?
ตอบ
หมายถึงเบญจพิธกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ฯ ที่เรียกอย่างนั้น เพราะเป็นเครื่องล่อใจให้ติดในโลก ดุจเหยื่ออันเบ็ดเกี่ยวอยู่ฉะนั้น ฯ
๖.
กัมมัฏฐานที่พระอุปัชฌาย์สอนแก่ผู้บรรพชาอุปสมบทว่า เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา นั้น จัดเข้าในสติปัฏฐานข้อใด? ให้พิจารณาอย่างไร?
ตอบ
จัดเข้าในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ฯ ให้พิจารณาน้อมใจให้เห็นเป็นของน่าเกลียดปฏิกูล ทั้งในกายตน ทั้งในกายผู้อื่น ฯ
๗.
กายคตาสติกัมมัฏฐานกับอสุภกัมมัฏฐาน มีอารมณ์ต่างกันอย่างไร? แก้นิวรณ์ข้อใดได้?
ตอบ
กายคตาสติกัมมัฏฐาน มีอาการ ๓๒ ในร่างกายเป็นอารมณ์ อสุภกัมมัฏฐาน มีซากศพเป็นอารมณ์ ฯ แก้กามฉันทนิวรณ์ ฯ
๘.
จงแสดงพระพุทธคุณ ๙ โดยอัตตสมบัติและปรหิตปฏิบัติ พอได้ใจความ
ตอบ
ก. พระพุทธคุณ คือ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู เป็นพระพุทธคุณส่วนอัตตสมบัติ
ข. พระพุทธคุณ คือ อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นพระพุทธคุณส่วนปรหิตปฏิบัติ
ค. พระพุทธคุณ คือ พุทฺโธ ภควา เป็นพระพุทธคุณทั้งอัตตสมบัติและปรหิตปฏิบัติ
๙.
ปัญญารู้เห็นอย่างไร ชื่อว่าวิปัสสนาปัญญา?
ตอบ
ปัญญาอันเห็นตามเป็นจริง คือกำหนดรู้สังขารโดยความเป็นของไม่เที่ยง ๑ โดยความเป็นทุกข์ ๑ โดยความเป็นอนัตตา ๑ ถอนความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฏฐิ เสียได้ ชื่อว่าวิปัสสนาปัญญา ฯ
๑๐.
ในสัญญา ๑๐ ข้อที่ ๕ ว่า ปหานสัญญา ความสำคัญหรือความใส่ใจในการละ ขอทราบว่า ทรงสอนให้ละอะไรบ้าง?
ตอบ
ทรงสอนให้ละ
๑. กามวิตก
๒. พยาบาทวิตก
๓. วิหิงสาวิตก
๔. ธรรมอันเป็นบาปเป็นอกุศล
ทั้ง ๔ นี้ ที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เกิดขึ้นอีก ฯ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๖

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
,
๑.
นิพัทธทุกข์ กับ สหคตทุกข์ ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
นิพัทธทุกข์ คือทุกข์เนืองนิตย์ หรือทุกข์เป็นเจ้าเรือน ได้แก่ หนาว ร้อน หิว ระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ส่วนสหคตทุกข์ คือทุกข์ไปด้วยกัน หรือทุกข์กำกับกัน ได้แก่ทุกข์ที่เนื่องมาจากวิบุลผล ฯ
๒.
ความเป็นอนัตตาของสังขารพึงกำหนดรู้ด้วยอาการอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
ความเป็นอนัตตาของสังขารพึงกำหนดรู้ด้วยอาการอย่างนี้
ก. ด้วยไม่อยู่ในอำนาจ หรือด้วยฝืนความปรารถนา
ข. ด้วยแย้งต่ออัตตา
ค. ด้วยความเป็นสภาพหาเจ้าของมิได้
ง. ด้วยความเป็นสภาพสูญ คือว่างหรือหายไป
๓.
คำว่า วฏฺฏ ในคำว่า “วฏฺฏูปจฺเฉโท” หมายถึงอะไร ? วฏฺฏ นั้นชื่อว่าขาดสายด้วยอาการอย่างไร ?
ตอบ
หมายถึง ความเวียนเกิด ด้วยอำนาจกิเลส กรรม วิบาก ฯ วฏฺฏ นั้นชื่อว่าขาดสายด้วยอาการที่ละกิเลสอันเป็นเบื้องต้นเสีย ฯ
๔.
ความเชื่อว่ามีพระเจ้าผู้สร้าง ทำการอ้อนวอนและบวงสรวงเป็นอาทิ จัดเข้าในอาสวะข้อไหน ?
ตอบ
จัดเข้าใน อวิชชาสวะ ฯ
๕.
พระบาลีว่า “นิกฺขิปิตฺวา ครุํ ภารํ อญฺญํ ภารํ อนาทิย ปลงภาระอันหนักเสียแล้ว ไม่ถือเอาภาระอันอื่น” ถามว่า “ภาระ” “การไม่ถือเอาภาระ” “การปลงภาระ” ได้แก่อะไร ?
ตอบ
ก. ภาระ ได้แก่เบญจขันธ์
ข. การไม่ถือเอาภาระ ได้แก่การไม่ถือเอาเบญจขันธ์ด้วยอุปาทาน
ค. การปลงภาระ ได้แก่การถอนอุปาทานในเบญจขันธ์
๖.
คุณของพระธรรมส่วนปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ โดยย่อว่าอย่างไร ? จงอธิบาย
ตอบ
ก. คุณของปริยัติธรรม คือให้รู้วิธีบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา
ข. คุณของปฏิปัตติธรรม คือทำกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์จนบรรลุมรรค ผล นิพพาน
ค. คุณของปฏิเวธธรรม คือละกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน บรรลุถึงความสุขอย่างยิ่ง
๗.
ในอรกสูตรกล่าวไว้ว่า ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายเปรียบเหมือนชิ้นเนื้อนาบไฟ มีอธิบายอย่างไร ? และที่กล่าวไว้เช่นนั้นเพื่อประโยชน์อะไร ?
ตอบ
มีอธิบายว่า ธรรมดาว่าชิ้นเนื้อที่บุคคลเอาลงในกะทะเหล็กอันร้อนตลอดวันยังค่ำ ย่อมจะพลันไหม้ ไม่ตั้งอยู่นานฉันใด ชีวิตก็ถูกเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์เผาผลาญให้เหี้ยมเกรียมไม่ทนอยู่นานฉันนั้น ฯ
มีประโยชน์ คือเป็นเครื่องเตือนใจให้รู้สึกด้วยปัญญา ทำให้ไม่ประมาทในชีวิต เร่งสั่งสมความดี ฯ
๘.
วิปลาส คืออะไร ? จำแนกโดยวัตถุเป็นที่ตั้งมีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
วิปลาส คือ กิริยาที่ถือเอาโดยอาการวิปริตผิดจากความจริง มี ๔ อย่าง คือ
๑. ความสำคัญคิดเห็นในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง
๒. ความสำคัญคิดเห็นในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข
๓. ความสำคัญคิดเห็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าเป็นตน
๔. ความสำคัญคิดเห็นในสิ่งที่ไม่งามว่างาม
๙.
ในนวสีวถิกาปัพพะ เมื่อเห็นซากศพชนิดใดชนิดหนึ่งใน ๙ ชนิดนั้น พึงภาวนาอย่างไร ?
ตอบ
พึงภาวนาโดยการน้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า อยมฺปิ โข กาโย ถึงร่างกายอันนี้เล่า เอวํธมฺโม ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา เอวํภาวี จักเป็นอย่างนี้ เอวํ อนตีโต ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ ฯ
๑๐.
ข้อว่า อนัตตสัญญา ในคิริมานนทสูตร ทรงให้พิจารณาอะไรว่าเป็นอนัตตา ?
ตอบ
ทรงให้พิจารณาอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ว่าเป็นอนัตตา ฯ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๗

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๗
,
๑.
การสำรวมจิตให้พ้นจากบ่วงแห่งมาร ในหนังสือธรรมวิจารณ์ มีวิธีปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ
แนะนำวิธีปฏิบัติไว้ ๓ ประการคือ
๑. สำรวมอินทรีย์มิให้ความยินดีครอบงำ ในเมื่อเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา
๒. มนสิการกัมมัฏฐานอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ คือ อสุภะและกายคตาสติ หรืออันยังจิตให้สลด คือมรณัสสติ
๓. เจริญวิปัสสนา คือ พิจารณาสังขารแยกออกเป็นขันธ์ สันนิษฐานเห็นเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
๒.
สภาวทุกข์ สันตาปทุกข์ ได้แก่อะไร ?
ตอบ
สภาวทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ประจำสังขาร คือชาติ ชรา มรณะ
สันตาปทุกข์ ได้แก่ ความกระวนกระวายใจเพราะถูกไฟคือกิเลสเผา
๓.
พระพุทธดำรัสที่ตรัสว่า “สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันตระการดุจราชรถ” กับที่ตรัสกะโมฆราชว่า “โมฆราช ท่านจงมีสติทุกเมื่อ เล็งเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ” ทรงมีพระประสงค์ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
พระพุทธดำรัสแรก ทรงมีพระประสงค์ จะทรงปลุกใจให้หยั่งเห็นซึ้งลงไปถึงคุณโทษประโยชน์มิใช่ประโยชน์แห่งสิ่งนั้น ๆ อันคุมเข้าเป็นโลก
พระพุทธดำรัสหลัง ทรงมีพระประสงค์ให้ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความตามเห็นว่าเป็นอัตตา ฯ
๔.
วิสุทธิ ๗ แต่ละอย่าง ๆ จัดเข้าในไตรสิกขาได้อย่างไร ?
ตอบ
๑. สีลวิสุทธิ จัดเข้าในสีลสิกขา
๒. จิตตวิสุทธิ จัดเข้าในจิตตสิกขา
๓. ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ จัดเข้าในปัญญาสิกขา
๕.
คำว่า อุปาทิ ในคำว่า สอุปาทิเสสนิพพาน หมายถึงอะไร ?
ตอบ
หมายถึงขันธ์ ๕ (ขันธปัญจก) ฯ
๖.
อบาย คืออะไร ? ในอรรถกถาแจกไว้เป็น ๔ อย่าง อะไรบ้าง ?
ตอบ
คือโลกที่ปราศจากความเจริญ ฯ มีนิรยะ ติรัจฉานโยนิ ปิตติวิสยะ อสุรกาย ฯ
๗.
ปฐมฌาณ ประกอบด้วยองค์เท่าไร ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
ด้วยองค์ ๕ ฯ คือวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ฯ
๘.
สมถกัมมัฏฐาน กับ วิปัสสนากัมมัฏฐาน ต่างกันอย่างไร ? หัวใจสมถกัมมัฏฐานมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ก. สมถกัมมัฏฐาน คือกัมมัฏฐานเป็นอุบายเครื่องสงบใจ
ข. วิปัสสนากัมมัฏฐาน คือกัมมัฏฐานเป็นอุบายเครื่องเรืองปัญญา
หัวใจสมถกัมมัฏฐาน มี
๑. กายาคตาสติ
๒. เมตตา
๓. พุทธานุสสติ
๔. กสิณ
๕. จตุธาตุววัตถาน
๙.
ปัจจุบันมีการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานกันมาก อยากทราบว่า อารมณ์ของวิปัสสนากัมมัฏฐาน คืออะไร ?
ตอบ
คือสังขารทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอุปาทินนกะและอนุปาทินนกะ (หรือ ธรรมในวิปัสสนาภูมิ คือขันธ์ อายตนะ ธาตุ เป็นต้น) ฯ
๑๐.
พระคิริมานนท์หายจากอาพาธเพราะฟังธรรมจากใคร? ธรรมนั้นว่าด้วยเรื่องอะไร?
ตอบ
พระคิริมานนท์หายจากอาพาธเพราะฟังธรรมจากพระอานนท์ ฯ ธรรมนั้นว่าด้วยเรื่องสัญญา ๑๐ ฯ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๘

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
,
๑.
อนิจฺจตา ความไม่เที่ยงแห่งสังขาร กำหนดรู้ในทางง่ายได้ด้วยอาการอย่างไร ?
ตอบ
ด้วยความเกิดขึ้นในเบื้องต้น และความสิ้นในเบื้องปลาย ฯ
๒.
ฆนสัญญา คืออะไร ? กำหนดเห็นสังขารอย่างไร จึงถอนสัญญานั้นได้ ?
ตอบ
ฆนสัญญา คือความจำหมายว่าเป็นก้อน ได้แก่ความถือโดยนิมิตว่าเรา ว่าเขา ว่าผู้นั้น ว่าผู้นี้ ฯ กำหนดเห็นสังขารด้วยการพิจารณากำหนดเห็นสังขารกระจายเป็นส่วนย่อย ๆ จากฆนะ คือ ก้อน จนเห็นสังขารเป็นสภาพว่าง จึงถอนฆนสัญญาได้ ฯ
๓.
ไวพจน์แห่งวิราคะว่า มทนิมฺมทโน ธรรมยังความเมาให้สร่าง ความเมาในที่นี้ หมายถึงความเมาในอะไร ?
ตอบ
หมายถึงความเมาในอารมณ์อันยั่วยวนให้เกิดความเมาทุกประการ เช่นความถึงพร้อมแห่งชาติ สกุล อิสริยะ และบริวาร หรือลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือความเยาว์วัย ความหาโรคมิได้ และชีวิต ฯ
๔.
จงสงเคราะห์มรรคมีองค์ ๘ เข้าในวิสุทธิ ๗ มาดู ฯ
ตอบ
สงเคราะห์มรรคมีองค์ ๘ เข้าในวิสุทธิ ๗ ดังนี้
๑. สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ จัดเข้าในสีลวิสุทธิ
๒. สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จัดเข้าในจิตตวิสุทธิ
๓. สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ จัดเข้าในทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ
๕.
ในสมถกรรมฐาน ๔๐ ประการ มีนิมิตและภาวนากี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
ตอบ
มีนิมิต ๓ คือบริกรรมนิมิต อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต และมีภาวนา ๓ คือบริกรรมภาวนา อุปจารภาวนา และอัปปนาภาวนา ฯ
๖.
ผู้เจริญเมตตาเป็นประจำ ย่อมได้รับอานิสงส์อะไรบ้าง ?
ตอบ
ได้รับอานิสงส์อย่างนี้
๑. หลับอยู่ก็เป็นสุข
๒. ตื่นอยู่ก็เป็นสุข
๓. ไม่ฝันเห็นสิ่งลามก
๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
๖. เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา
๗. ไฟไม่ไหม้ พิษหรือศัสตราวุธทั้งหลายไม่อาจประทุษร้าย
๘. จิตย่อมตั้งมั่นได้เร็วพลัน
๙. ผิวพรรณย่อมผ่องใสงดงาม
๑๐. ไม่หลงทำกาลกิริยา คือเมื่อจะตายย่อมได้สติ
๑๑. เมื่อตายแล้วแม้เกิดอีก ก็ย่อมเกิดในที่ดีเป็นที่เสวยสุข ถ้าไม่เสื่อมจากฌาน ก็ไปเกิดในพรหมโลก
๗.
สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรบ้าง ? การพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยความเป็นของปฏิกูล จัดเข้าในสติปัฏฐานข้อไหน ?
ตอบ
สติปัฏฐาน ๔ คือ
๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๔. ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
การพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยความเป็นของปฏิกูล จัดเข้าในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ฯ
๘.
พระพุทธองค์ทรงแสดงคิริมานนทสูตรที่ไหน ? แก่ใคร ? ว่าด้วยเรื่องอะไร ?
ตอบ
ทรงแสดงที่พระเชตวัน เมืองสาวัตถี ฯ แก่พระอานนท์ ฯ ว่าด้วยสัญญา ๑๐ ฯ
๙.
ท่านว่า ผู้ที่จะเจริญวิปัสสนาปัญญา พึงรู้ฐานะ ๖ ก่อน ฐานะ ๖ นั้น มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ฐานะ ๖ มี
๑. อนิจจะ ของไม่เที่ยง
๒. อนิจจลักขณะ เครื่องหมายที่จะให้กำหนดรู้ว่าไม่เที่ยง
๓. ทุกขะ ของสัตว์ทนได้ยาก
๔. ทุกขลักขณะ เครื่องหมายที่จะให้กำหนดรู้ว่าเป็นทุกข์
๕. อนัตตา สิ่งสภาพไม่ใช่ตัวตน
๖. อนัตตลักขณะ เครื่องหมายที่จะกำหนดรู้ว่าเป็นอนัตตา
๑๐.
บรรดาอาการ ๓๒ ประการนั้น ส่วนที่เป็นอาโปธาตุมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ส่วนที่เป็นอาโปธาตุในอาการ ๓๒ ประกา คือ ดี เสมหะ น้าเหลือง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ และมูตร ฯ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๕๙

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๑๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
,
๑.
อุทเทสว่า “สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้” โลกในที่นี้ หมายถึงอะไร ? คนมีลักษณะอย่างไรชื่อว่าหมกอยู่ในโลก ?
ตอบ
หมายถึง โลก โดยตรงได้แก่แผ่นดินเป็นที่อาศัย โดยอ้อมได้แก่หมู่สัตว์ผู้อาศัย ฯ คนผู้ไร้วิจารณญาณไม่หยั่งเห็นโดยถ่องแท้ เพลิดเพลินในสิ่งอันให้โทษ ระเริงจนเกินพอดีในสิ่งอันอาจให้โทษ ติดในสิ่งอันเป็นอุปการะจนถอนตนไม่ออก คนมีลักษณะอย่างนี้ ย่อมได้รับสุขบ้างทุกข์บ้าง แม้สุขก็เป็นเพียงสามิสสุข สุขอันมีเหยื่อล่อใจ เป็นเหตุให้ติด ดุจเหยื่ออันเบ็ดเกี่ยวไว้ฉะนั้น ฯ
๒.
นิพพิทาคืออะไร ? ปฏิปทาเครื่องงดำเนินให้ถึงนิพพิทานั้นอย่างไร ?
ตอบ
นิพพิทา คือความหน่ายในทุกขขันธ์ ฯ ปฏิปทาเครื่องงดำเนินให้ถึงนิพพิทานั้น อย่างนี้คือ พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอันตตา ย่อมเกิดนิพพิทา เบื่อหน่ายในทุกขขันธ์ ไม่เพลิดเพลินยึดมั่นหมกมุ่นอยู่ในสังขารอันยั่วยวนเสน่หา ฯ
๓.
วิราคะ ได้แก่อะไร ? คำว่า “วฏฺฏูปจฺเฉโท ธรรมเข้าไปตัดเสียซึ่งวัฏฏะ” มีอธิบายว่าอย่างไร ?
ตอบ
วิราคะ ได้แก่ ความสิ้นกำหนัด ฯ อธิบายว่า วัฏฏะ หมายเอาความเวียนว่ายตายเกิดด้วยอำนาจกิเลส กรรม และวิบาก วิราคะเข้าไปตัดความเวียนว่ายตายเกิดนั้น จึงเรียกว่า วฏฺฏูปจฺเฉโท ธรรมเข้าไปตัดเสียซึ่ง วัฏฏะ ฯ
๔.
ความหลุดพ้นอย่างไรเป็นสมุจเฉทวิมุตติ ? จัดเป็นโลกิยะหรือโลกุตตระ ?
ตอบ
ความหลุดพ้นด้วยการตัดกิเลสได้เด็ดขาด ได้แก่อริยมรรค เป็นสมุจเฉทวิมุตติ ฯ จัดเป็นโลกุตตระ ฯ
๕.
ธรรมอะไรเป็นยอดแห่งสังขตธรรม ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
อัฏฐังคิกมรรคเป็นยอดแห่งสังขตธรรม ฯ เพราะองค์ ๘ แต่ละองค์ ๆ ของอัฏฐังคิกมรรค ก็เป็นธรรมดี ๆ รวมกันเข้าทั้ง ๘ ย่อมเป็นธรรมดียิ่งนัก และเป็นทางเดียวนำไปถึงความดับทุกข์หรือถึงความหมดจดแห่งทัสสนะ ฯ
๖.
สันติ ความสงบ เกิดขึ้นที่ใด ? มีปฏิปทาที่จะดำเนินอย่างไร ?
ตอบ
เกิดขึ้นที่กาย วาจา ใจ ฯ มีปฏิปทาที่จะดำเนิน คือ ปฏิบัติกาย วาจา ใจ ให้สงบจากโทษเวรภัย ด้วยการละโลกามิส คือกามคุณ ๕ ฯ
๗.
พระบาลีว่า “สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ธรรมเป็นที่สละอุปธิทั้งปวง” ในคำนี้ อุปธิ เป็นชื่อของอะไรได้บ้าง ? แต่ละอย่างมีอธิบายว่าอย่างไร ?
ตอบ
เป็นชื่อของกิเลสและปัญจขันธ์ ฯ ที่เป็นชื่อของกิเลส มีอธิบายว่า เข้าไปทรงคือเข้าครอง ที่เป็นชื่อแห่งปัญจขันธ์ มีอธิบายว่า เข้าไปทรงคือหอบไว้ซ่งทุกข์ ฯ
๘.
คติ คืออะไร ? สัตว์โลกที่ตายไป มีคติเป็นอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
คติ คือ ภูมิหรือภพเป็นที่ไปหลังจากตายแล้ว ฯ
สัตว์โลกที่ตายไป มีคติเป็น ๒ คือ
๑. ทุคติ ภูมิเป็นที่ไปข้างชั่ว ซึ่งเกิดจากการประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ
๒. สุคติ ภูมิเป็นที่ไปข้างดี ซึ่งเกิดจากการประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ
๙.
ในพระพุทธคุณ ๙ ประการนั้น ส่วนไหนเป็นเหตุ ส่วนไหนเป็นผล ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
พระพุทธคุณ ส่วนอัตตสมบัติ เป็นเหตุ ส่วนปรหิตปฏิบัติ เป็นผล ฯ เพราะทรงบริบูรณ์ด้วยพระพุทธคุณส่วนอัตตสมบัติก่อนแล้ว จึงทรงบำเพ็ญพุทธกิจใสำเร็จประโยชน์แก่เวไนย ฯ
๑๐.
ในวิสุทธิ ๗ วิสุทธิข้อไหนบ้าง เป็นเหตุให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่แห่งวิปัสสนา ? เพราะเหตุไร ? จงอธิบาย
ตอบ
ข้อสีลวิสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งศีล และจิตตวิสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งจิต เป็นเหตุให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่แห่งวิปัสสนา ฯ เพราะผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ จิตย่อมไม่สงบ เมื่อจิตไม่สงบก็ยากที่จะเจริญวิปัสสนา ฯ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๐

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
,
๑.
ลักษณะเช่นใดบ้าง เป็นเครื่องกำหนดให้รู้ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ? จงอธิบาย
ตอบ
ลักษณะเป็นเครื่องกำหนดให้รู้ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีดังนี้
ก. กำหนดรู้ในทางง่าย ด้วยความเกิดขึ้นในเบื้องต้น และความสิ้นในเบื้องปลาย
ข. กำหนดรู้ในทางละเอียดกว่านั้น ด้วยความแปรในระหว่างเกิดและดับ
ค. กำหนดรู้ในทางสุขุม ด้วยความแปรแห่งสังขารในชั่วขณะหนึ่ง ๆ ไม่คงที่อยู่นาน เช่น ความรู้สึกสุขทุกข์ เป็นต้น
๒.
ทุกขลักขณะ และ ทุกขานุปัสสนา เป็นอย่างเดียวกันหรือต่างกัน ? จงอธิบาย
ตอบ
ต่างกันคือ
ก. ทุกขลักขณะ ได้แก่ ลักษณะที่เป็นทุกข์แห่งสังขาร เพราะถูกบีบคั้นจากปัจจัยต่าง ๆ
ข. ทุกขานุปัสสนา ได้แก่ ปัญญาพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นทุกข์
๓.
ตัณหา เมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดที่ไหน และเมื่อดับย่อมดับที่ไหน ? ตัณหานั้นย่อมสิ้นไปเพราะธรรมอะไร ?
ตอบ
ตัณหา เมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดในสิ่งเป็นที่รักที่ยินดีในโลก เมื่อดับย่อมดับในสิ่งเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ฯ ตัณหานั้นย่อมสิ้นไปเพราะวิราคะ คือพระนิพพาน ฯ
๔.
พระบาลีว่า “ปญฺาย ปริสุชฺฌติ บุคคลย่อมหมดจดด้วยปัญญา” มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
มีอธิบายว่า ผู้พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เกิดความเบื่อหน่ายแล้ววางเฉยในสังขารนั้น ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ได้บรรลุอริยมรรคอริยผล ความหมดจดย่อมเกิดด้วยปัญญาอย่างนี้ ฯ
๕.
ในวิมุตติ ๕ วิมุตติใดจัดเป็น อริยมรรค อริยผล นิพพาน ?
ตอบ
๑. สมุจเฉทวิมุตติ จัดเป็น อริยมรรค
๒. ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ จัดเป็น อริยผล
๓. นิสสรณวิมุตติ จัดเป็น นิพพาน
๖.
จงจัดมรรค ๘ เข้าในวิสุทธิ ๗ มาดู
ตอบ
ก. สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ จัดเข้าในสีลวิสุทธิ
ข. สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จัดเข้าในจิตตวิสุทธิ
ค. สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ จัดเข้าในทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ
๗.
สันติแปลว่าอะไร ? เป็นโลกิยะ หรือโลกุตตระ ?
ตอบ
สันติ แปลว่า ความสงบ ฯ เป็นได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตตระ ฯ
๘.
ในส่วนสังสารวัฏฏ์ สัตว์โลกตายแล้วมีคติเป็นอย่างไร ? มีอุทเทสบาลีแสดงไว้อย่างไร ?
ตอบ
สัตว์โลกตายแล้วมีคติเป็น ๒ คือ สุคติ และทุคติ ฯ มีอุทเทสบาลีแสดงว่า จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ฯ
๙.
เจริญมรณัสสติอย่างไรจึงจะแยบคาย ?
ตอบ
เจริญพร้อมด้วยองค์ ๓ คือ สติ ระลึกถึงความตาย ๑ ญาณ รู้ว่าความตายจักมีแก่ตน ๑ เกิดสังเวชสลดใจ ๑ เจริญอย่างนี้ จึงจะแยบคาย ฯ
๑๐.
สมถะ กับ วิปัสสนา ให้ผลต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ให้ผลต่างกันดังนี้
๑. สมถะ ให้ผลคือทำให้ใจสงบระงับจากนิวรณ์ทั้ง ๕
๒. วิปัสสนา ให้ผลคือทำให้ได้ปัญญาเห็นสภาวธรรม ตามความเป็นจริง

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๑

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันอาทิตย์ ที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑
,
๑.
พระบรมศาสดาทรงชักชวนให้มาดูโลกนี้โดยมีพระประสงค์ อย่างไร ?
ตอบ
มีพระประสงค์เพื่อให้รู้จักสิ่งที่เป็นจริงอันมีอยู่ในโลก จักได้ละสิ่งที่เป็นโทษ และไม่ข้องติดอยู่ในสิ่งที่เป็นคุณ ฯ
๒.
คำว่า มาร และ บ่วงแห่งมาร หมายถึงอะไร ?
ตอบ
๑. คำว่า มาร หมายถึงกิเลสกาม อันทำจิตให้เศร้าหมอง ได้แก่ ตัณหา ราคะ และอรติ เป็นต้น
๒. คำว่า บ่วงแห่งมาร หมายถึงวัตถุกาม ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ
๓.
คำว่า มทนิมฺมทโน ธรรมยังความเมาให้สร่าง หมายถึงความเมาในอะไร ?
ตอบ
หมายถึงความเมาในอารมณ์อันยั่วยวนให้เกิดความเมาทุกประการ เช่น ชาติ สกุล อิสริยะ บริวาร ก็ดี ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ดี ความเยาว์วัย ความไม่มีโรค และชีวิต ก็ดี นับเข้าในอารมณ์ประเภทนี้ ฯ
๔.
บาลีอุทเทสว่า วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ แปลว่า เมื่อหลุดพ้นแล้ว ญาณว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมมี อะไรหลุดพ้น ? และหลุดพ้นจากอะไร ?
ตอบ
จิตหลุดพ้น ฯ จากอาสวะ ๓ ฯ
๕.
โลกามิสคืออะไร ? ที่ได้ชื่ออย่างนั้นเพราะเหตุไร ?
ตอบ
โลกามิส คือกามคุณ ๕ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ ฯ ที่ได้ชื่ออย่างนั้นเพราะเป็นเครื่องล่อใจให้ติดอยู่ในโลกดุจเหยื่ออันเบ็ดเกี่ยวไว้ฉะนั้น ฯ
๖.
ข้อความว่า ปลงภาระอันหนักเสียแล้ว ไม่ถือเอาภาระอันอื่น ดังนี้ มีอธิบายอย่างไร ?
ตอบ
อธิบายว่า ภาระ หมายถึงเบญจขันธ์ การปลงภาระ หมายถึง การถอนอุปาทาน การไม่ถือเอาภาระอื่น หมายถึงการไม่ถือเบญจขันธ์อื่นด้วยอุปาทาน ฯ
๗.
ในพระบาลีว่า “จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อใจเศร้าหมอง ต้องประสบทุคติ” ทุคติ คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ทุคติ คือ ภูมิเป็นที่ไปข้างชั่ว ฯ มี อบาย ทุคติ วินิบาต นรก (ตามนัยอรรถกถา มี ๔ คือ นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย) ฯ
๘.
คนวิตกจริตมีนิสัยอย่างไร ? คนประเภทนี้ควรเจริญกัมมัฏฐาน บทใด ?
ตอบ
คนวิตกจริตมีนิสัยชอบคิดมาก ฟุ้งซ่าน ฯ ควรเจริญอานาปานัสสติกัมมัฏฐาน ฯ
๙.
วิปัลลาสคืออะไร ? วัตถุที่วิปัลลาส มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
วิปัลลาส คือ กิริยาที่ถือเอาโดยอาการอันผิดจากความจริง ฯ วัตถุที่วิปัลลาสมี ๔ อย่าง คือ
๑. วิปัลลาสในของที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง
๒. วิปัลลาสในของที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข
๓. วิปัลลาสในของที่ไม่ใช่ตนว่าเป็นตน
๔. วิปัลลาสในของที่ไม่งามว่างาม
๑๐.
ผู้เจริญมหาสติปัฏฐาน ต้องประกอบด้วยธรรมใดบ้างจึงจะกำจัดอภิชฌาและโทมนัสได้ ?
ตอบ
ต้องประกอบด้วยธรรม ๓ คือ
๑. อาตาปี มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน
๒. สัมปชาโน รู้ทั่วพร้อม
๓. สติมา มีสติ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๒

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๒
,
๑.
บุคคลเช่นไรชื่อว่าติดอยู่ในโลก ? ผู้ติดอยู่ในโลกจะได้รับผลอย่างไร ?
ตอบ
บุคคลผู้ไร้พิจารณา ไม่หยั่งเห็นโดยถ่องแท้ เพลิดเพลินในสิ่งอันให้โทษ ระเริง จนเกินพอดีในสิ่งอันอาจให้โทษ ติดในสิ่งอันเป็นอุปการะ ชื่อว่าติดอยู่ในโลก ฯ
ผู้ติดอยู่ในโลก ย่อมได้เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง อันสิ่งนั้น ๆ พึงอำนวย แม้สุขก็เป็นเพียงสามิส คือ มีเหยื่อเจือด้วยของล่อใจ เป็นเหตุแห่งความติด ดุจเหยื่อคือมังสะอันเบ็ดเกี่ยวไว้ ฯ
๒.
นิพพิทาคืออะไร ? ปฏิปทาเครื่องดำเนินให้ถึงนิพพิทานั้นอย่างไร ?
ตอบ
นิพพิทา คือความหน่ายในทุกข์ ฯ ปฏิปทาเครื่องดำเนินให้ถึงนิพพิทานั้น อย่างนี้คือ พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมเกิดนิพพิทา เบื่อหน่ายในทุกขขันธ์ ไม่เพลิดเพลิน ไม่ยึดมั่น ไม่หมกมุ่นอยู่ในสังขารอันยั่วยวนเสน่หา ฯ
๓.
ทุกข์ประจำสังขารกับทุกข์จร ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ทุกข์ประจำสังขาร เป็นทุกข์ที่ต้องมีแก่คนทุกคน ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงพ้น ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ส่วนทุกข์จร เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวได้แก่ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ประจวบด้วยคนหรือสิ่งอันไม่เป็นที่รัก พลัดพรากจากคนหรือสิ่งอันเป็น ที่รัก ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สมหวัง ฯ
๔.
คำว่า วัฏฏูปัจเฉโท ธรรมอันเข้าไปตัดซึ่งวัฏฏะ วัฏฏะนั้น หมายถึงอะไร ? และตัดขาดได้อย่างไร ?
ตอบ
วัฏฏะ หมายถึง ความเวียนเกิดด้วยอำนาจ กิเลส กรรม วิบาก ฯ ตัดขาดได้โดยการละกิเลสอันเป็นเบื้องต้นเสีย ฯ
๕.
วิมุตติ ๕ อย่างไหนเป็นโลกิยะ อย่างไหนเป็นโลกุตตระ ?
ตอบ
ตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ เป็นโลกิยะ
สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ นิสสรณวิมุตติ เป็นโลกุตตระ
๖.
ธรรมอะไรพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นยอดแห่งสังขตธรรม ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
อัฏฐังคิกมรรคเป็นยอดแห่งสังขตธรรม ฯ เพราะองค์ ๘ แต่ละองค์ ๆ ของอัฏฐังคิกมรรค ล้วนแต่เป็นธรรมที่ดียิ่งรวมกันเข้า ทั้ง ๘ องค์ ย่อมเป็นธรรมดียิ่งนัก และเป็นทางเดียว นำไปถึงความดับทุกข์หรือถึง ความหมดจดแห่งทัสสนะ ฯ
๗.
พระพุทธพจน์ว่า ผู้เพ่งความสงบพึงละอามิสในโลกเสีย คำว่าอามิสในโลก หมายถึงอะไร ? และละอามิสเหล่านั้นได้ด้วยวิธีใด ?
ตอบ
อามิสในโลก หมายถึงกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ฯ ละได้ด้วยการทำใจมิให้ติดในสิ่งเหล่านั้น ฯ
๘.
เจริญมรณัสสติอย่างไรจึงจะบรรเทาความเมาในชีวิต ไม่ติดในโลกธรรม ?
ตอบ
เจริญพร้อมด้วยองค์ ๓ คือ
๑. สติ ระลึกถึงความตาย
๒. ญาณ รู้ว่าความตายจักมีแก่ตน
๓. เกิดสังเวชสลดใจ
๙.
จงแสดงวิธีเจริญมุทิตา พร้อมทั้งอานิสงส์แห่งการเจริญพอเป็นตัวอย่าง ?
ตอบ
วิธีเจริญมุทิตานั้นดังนี้ เมื่อได้เห็นหรือได้ยินมนุษย์หรือสัตว์ เป็นอยู่สุขสบาย เจริญรุ่งเรืองด้วยสุขสมบัติ พึงทำจิตใจให้ชื่นชมยินดี แล้วแผ่มุทิตาจิตไปว่า สัตว์ผู้นี้หนอบริบูรณ์ยิ่งนัก มีสุขสมบัติมาก จงเจริญยั่งยืนด้วยสุขสมบัติยิ่ง ๆ เถิด เมื่อเจริญอยู่เนือง ๆ ย่อมได้รับผลดีคือ จะละความริษยาในสมบัติของผู้อื่นได้ ฯ
๑๐.
อารมณ์ของสติปัฏฐาน มีอะไรบ้าง ? ผู้เจริญสติปัฏฐานพึงมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ?
ตอบ
อารมณ์ของสติปัฏฐาน มี กาย เวทนา จิต ธรรม ฯ ผู้เจริญสติปัฏฐานพึงมี
๑. อาตาปี มีความเพียรเผากิเลส
๒. สัมปชาโน มีสัมปชัญญะ
๓. สติมา มีสติ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันอังคาร ที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๓
,
๑.
อนิจจตา ความไม่เที่ยงแห่งสังขาร กําหนดรู้ในทางง่ายได้ด้วยอาการอย่างไร ?
ตอบ
กําหนดรู้ในทางง่ายได้ด้วยความเกิดขึ้นในเบื้องต้น และความสิ้นในเบื้องปลาย ฯ
๒.
คําว่า มาร และ บ่วงแห่งมาร หมายถึงอะไร ?
ตอบ
คําว่า มาร หมายถึงกิเลสกาม คือเจตสิกอันเศร้าหมอง ได้แก่ ตัณหาราคะ และอรติ เป็นต้น
คําว่า บ่วงแห่งมาร หมายถึงวัตถุกาม ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะ
๓.
ไวพจน์แห่งวิราคะ ได้แก่อะไรบ้าง ? เลือกตอบมา ๕ อย่าง
ตอบ
ไวพจน์แห่งวิราคะ ได้แก่ (เลือกตอบเพียง ๕ ข้อ)
๑. มทนิมฺมทโน แปลว่า ธรรมยังความเมาให้สร่าง
๒. ปิปาสวินโย แปลว่า ความนําเสียซึ่งความกระหาย
๓. อาลยสมุคฺฆาโต แปลว่า ความถอนขึ้นด้วยดีซึ่งอาลัย
๔. วฏฺฏูปจฺเฉโท แปลว่า ความเข้าไปตัดเสียซึ่งวัฏฏะ
๕. ตณฺหกฺขโย แปลว่า ความสิ้นแห่งตัณหา
๗. วิราโค แปลว่า ความสิ้นกําหนัด
๘. นิโรโธ แปลว่า ความดับ
๙. นิพฺพานํ แปลว่า ธรรมชาติหาเครื่องเสียบแทงมิได้
๔.
สันติ ความสงบ หมายถึงสงบอะไร ? ผู้มุ่งสันติสุขอย่างแท้จริง ท่านสอนให้ละอะไร ?
ตอบ
สันติ ความสงบ หมายถึง สงบกาย วาจา ใจ ฯ ท่านสอนให้ละโลกามิส คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ ฯ
๕.
สอุปาทิเสสนิพพาน กับ อนุปาทิเสสนิพพาน ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ต่างกัน คือ
ก. สอุปาทิเสสนิพพาน เป็นความดับกิเลสที่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ
ข. อนุปาทิเสสนิพพาน เป็นความดับกิเลสที่ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ
๖.
อบาย คืออะไร ? ในอรรถกถาแจกไว้เป็น ๔ อย่าง อะไรบ้าง ?
ตอบ
อบาย คือโลกที่ปราศจากความเจริญ ฯ ในอรรถกถาแจกไว้เป็น ๔ อย่าง คือ นิรยะ ติรัจฉานโยนิ ปิตติวิสยะ อสุรกาย ฯ
๗.
สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรบ้าง ? การกําหนดลมหายใจเข้าออก ชื่อว่าเจริญสติปัฏฐานข้อไหน ?
ตอบ
สติปัฏฐาน ๔ คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ฯ การกําหนดลมหายใจเข้าออก ชื่อว่าเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ฯ
๘.
ในพระพุทธคุณ ๙ ประการนั้น ส่วนไหนเป็นเหตุ ส่วนไหนเป็นผล ? เพราะเหตุไร ?
ตอบ
พระพุทธคุณ ส่วนอัตตสมบัติ เป็นเหตุ ส่วนปรหิตปฏิบัติ เป็นผล ฯ เพราะทรงบริบูรณ์ด้วยพระพุทธคุณส่วนอัตตสมบัติก่อนแล้วจึงทรงบําเพ็ญพุทธกิจ ให้สําเร็จประโยชน์แก่เวไนยสัตว์ ฯ
๙.
วิปัลลาสคืออะไร ? วัตถุที่วิปัลลาส มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
วิปัลลาส คือ กิริยาที่ถือเอาโดยอาการวิปริตผิดจากความจริง ฯ มี ๔ อย่าง คือ
๑. วิปัลลาสในของที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง
๒. วิปัลลาสในของที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข
๓. วิปัลลาสในของที่ไม่ใช่ตนว่าเป็นตน
๔. วิปัลลาสในของที่ไม่งามว่างาม
๑๐.
ผู้เจริญมหาสติปัฏฐาน ต้องประกอบด้วยธรรมใดบ้าง จึงจะกําจัดอภิชฌาและโทมนัสออกได้ ?
ตอบ
ต้องประกอบด้วยธรรม ๓ คือ
๑. อาตาปี มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน
๒. สัมปชาโน รู้ทั่วพร้อม
๓. สติมา มีสติ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๔

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันจันทร์ ที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
,
๑.
อุทเทสว่า “สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้” โลกในที่นี้หมายถึงอะไร ? คนมีลักษณะอย่างไรชื่อว่าติดอยู่ในโลก ?
ตอบ
โลก ในที่นี้ โดยตรง ได้แก่แผ่นดินเป็นที่อาศัย โดยอ้อม ได้แก่หมู่สัตว์ผู้อาศัย
คนผู้ไร้วิจารณญาณไม่หยั่งเห็นโดยถ่องแท้ เพลิดเพลินในสิ่งอันให้โทษ หลงระเริงจนเกินพอดีในสิ่งอันอาจให้โทษ ติดในสิ่งอันเป็นอุปการะจนถอนตนไม่ออก ได้รับสุขบ้างทุกข์บ้าง แม้สุขก็เป็นเพียงสามิสสุข สุขอันมีเหยื่อล่อใจเป็นเหตุให้ติด ดุจเหยื่ออันเบ็ดเกี่ยวไว้ฉะนั้น ฯ
๒.
ทุกข์ และ ทุกขลักขณะ เป็นอย่างเดียวกันหรือต่างกัน ? จงอธิบาย
ตอบ
ต่างกัน คือ ทุกข์ ได้แก่ ปัญจขันธ์ ส่วนทุกขลักขณะ ได้แก่ ปัญจขันธ์ที่ถูกเบียดเบียนถูกบีบคั้นจากเหตุปัจจัยอันเป็นข้าศึก เช่น ความเย็น ความร้อน เป็นต้น
๓.
บุคคลจะพึงกำหนดรู้สังขารทั้งหลายโดยความเป็นอนัตตาด้วยอาการอย่างไรบ้าง ? ตอบมา ๒ ข้อ
ตอบ
ด้วยอาการอย่างนี้ คือ
ก. ด้วยไม่อยู่ในอำนาจ หรือด้วยฝืนความปรารถนา
ข. ด้วยแย้งต่ออัตตา
ค. ด้วยความเป็นสภาพหาเจ้าของมิได้
ง. ด้วยความเป็นสภาพสูญ คือว่างหรือหายไป
จ. ด้วยความเป็นสภาวธรรมเป็นไปตามเหตุปัจจัย
๔.
คำว่า วัฏฏูปัจเฉโท ธรรมอันเข้าไปตัดซึ่งวัฏฏะ วัฏฏะนั้นหมายถึงอะไร ? และตัดขาดได้อย่างไร ?
ตอบ
วัฏฏะ หมายถึง ความเวียนเกิดด้วยอำนาจกิเลส กรรม วิบาก ฯ ตัดขาดได้โดยการละกิเลสอันเป็นเบื้องต้นเสีย ฯ
๕.
โลกามิสคืออะไร ? ที่ได้ชื่ออย่างนั้นเพราะเหตุไร ?
ตอบ
โลกามิส คือ กามคุณ ๕ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ ฯ ที่ได้ชื่ออย่างนั้น เพราะเป็นเครื่องล่อใจให้ติดอยู่ในโลกดุจเหยื่ออันเบ็ดเกี่ยวไว้ฉะนั้น ฯ
๖.
คติ คืออะไร ? สัตว์โลกตายแล้วมีคติเป็นอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๑. คติ คือ ภูมิหรือภพเป็นที่ไปหลังจากตายแล้ว ฯ สัตว์โลกตายแล้วมีคติเป็น ๒ คือ
๒. ทุคติ ภูมิเป็นที่ไปข้างชั่ว ซึ่งเกิดจากการประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ
๓. สุคติ ภูมิเป็นที่ไปข้างดี ซึ่งเกิดจากการประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ
๗.
สมถะ กับ วิปัสสนา ให้ผลต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
ให้ผลต่างกันดังนี้
๑. สมถะ ให้ผลอย่างต่ำ ทำให้ระงับนิวรณ์ได้ อย่างสูง ทำให้เข้าถึงฌานต่าง ๆ ได้
๒. ส่วนวิปัสสนา ให้ผลอย่างต่ำทำให้ได้ปัญญาเห็นสัจธรรม อย่างสูงทำให้ได้บรรบุอริยผลพ้นจากสังสารทุกข์ ฯ
๘.
คนสัทธาจริตมีนิสัยอย่งไร ? คนประเภทนี้ควรเจริญกัมมัฏฐานบทใด ?
ตอบ
คนสัทธาจริต มีนิสียเชื่อง่าย ๆ ในถ้อยคำวาจาที่กล่าวดีและชั่ว ที่เป็นบุญแบะบาป เป็นต้น คนประเภทนี้ควรเจริญอนุสสติกัมมัฏฐาน ๖ ประการ คือ พุทธานุสสติ ธัมมนุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ ฯ
๙.
จงแสดงวิธีเจริญมุทิตา พร้อมทั้งอานิสงส์แห่งการเจริญพอเป็นตัวอย่าง ?
ตอบ
วิธีเจริญมุทิตานั้น ดังนี้
เมื่อได้เห็นหรือได้ยินมนุษย์หรือสัตว์เป็นอยู่สุขสบาย เจริญรุ่งเรืองด้วยสุขสมบัติ พึงทำจิตใจให้ชื่นชมยินดีแล้วแผ่มุทิตาจิตไปว่า สัตว์ผู้นี้หนอ บริบูรณ์ยิ่งนัก มีสุขสมบัติมาก จงเจริญยั่งยืนด้วยสุขสมบัติยิ่ง ๆ เถิด เมื่อเจริญอยู่เนือง ๆ ย่อมได้รับผลดีคือจะละความริษยาในสมบัติของผู้อื่นได้ ฯ
๑๐.
ผู้เจริญมหาสติปัฏฐาน ต้องประกอบด้วยธรรมใดบ้าง จึงจะกำจัดอภิชฌาและโทมนัสออกได้ ?
ตอบ
ต้องประกอบด้วยธรรม ๓ คือ
๑. อาตาปี มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน
๒. สัมปชาโน รู้ทั่วพร้อม
๓. สติมา มีสติ

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๕

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันศุกร์ ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๕
,
๑.
นิพพิทาคืออะไร ? ปฏิปทาเครื่องดำเนินให้ถึงนิพพิทานั้น อย่างไร ?
ตอบ
นิพพิทาคือความหน่ายในทุกข์ ฯ ปฏิปทาเครื่องดำเนินให้ถึงนิพพิทานั้น อย่างนี้คือ พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมเกิด นิพพิทา ความหน่ายในทุกขขันธ์ ไม่เพลิดเพลินยึดมั่นหมกมุ่น อยู่ในสังขารอันยั่วยวนเสน่หา ฯ
๒.
อนิจจตา ความไม่เที่ยงแห่งสังขาร กำหนดรู้ในทางง่ายได้ด้วยอาการอย่างไร ?
ตอบ
กำหนดรู้ในทางง่ายได้ด้วยความเกิดขึ้นในเบื้องต้น และความสิ้นไปในเบื้องปลาย ฯ
๓.
ตัณหาเมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดที่ไหนและเมื่อดับย่อมดับที่ไหน ? ตัณหานั้นย่อมสิ้นไปเพราะธรรมอะไร ?
ตอบ
ตัณหา เมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดในสิ่งเป็นที่รักที่ยินดีในโลก เมื่อดับย่อมดับในสิ่งเป็นที่รักที่ยินดีในโลกนั่นเอง ฯ ย่อมสิ้นไปเพราะวิราคะคือพระนิพพาน ฯ
๔.
ความหลุดพ้นอย่างไรเป็นสมุจเฉทวิมุตติ ? จัดเป็นโลกิยะหรือโลกุตตระ ?
ตอบ
ความหลุดพ้นด้วยการตัดกิเลสได้เด็ดขาด ได้แก่อริยมรรค เป็นสมุจเฉทวิมุตติ ฯ จัดเป็นโลกุตตระ ฯ
๕.
สันติ ความสงบ เกิดขึ้นที่ใด ? มีปฏิปทาที่จะดำเนินอย่างไร ?
ตอบ
สันติ ความสงบ เกิดขึ้นที่ไตรทวาร คือ กาย วาจา ใจ ฯ มีปฏิปทาที่จะดำเนิน คือ ปฏิบัติกาย วาจา ใจ ให้สงบจากโทษเวรภัย ด้วยการละโลกามิส คือกามคุณ ๕ ฯ
๖.
ในส่วนสังสารวัฏฏ์ สัตว์โลกตายแล้วมีคติคือที่ไปเป็นอย่างไร ? มีอุทเทสบาลีแสดงไว้อย่างไร ?
ตอบ
สัตว์โลกตายแล้วมีคติเป็น ๒ คือ สุคติและทุคติ ฯ มีอุทเทสบาลีแสดงว่า จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ฯ
๗.
สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรบ้าง ? การพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยความเป็นของปฏิกูล จัดเข้าในสติปัฏฐานข้อไหน ?
ตอบ
สติปัฏฐาน ๔ คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ฯ การพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยความเป็นของปฏิกูล จัดเข้าในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ฯ
๘.
คนวิตกจริตมีนิสัยอย่างไร ? คนประเภทนี้ควรเจริญกัมมัฏฐานบทใด ?
ตอบ
คนวิตกจริตมีนิสัยชอบคิดฟุ้งซ่าน ตรึกตรองไม่ค่อยลง รู้เห็นไม่ตลอด นึกคิดเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ฯ คนประเภทนี้ควรเจริญอานาปานัสสติกัมมัฏฐาน ฯ
๙.
ท่านว่า ผู้ที่จะเจริญวิปัสสนาปัญญา พึงรู้ฐานะ ๖ ก่อน ทั้ง ๖ ประการนั้นมีอะไรบ้าง ?
ตอบ
ฐานะ ๖ นั้น มี
๑. อนิจจะ สภาวะอันไม่เที่ยง
๒. อนิจจลักขณะ เครื่องหมายที่จะให้กำหนดรู้ว่าไม่เที่ยง
๓. ทุกขะ สภาวะอันสัตว์ทนได้ยาก
๔. ทุกขลักขณะ เครื่องหมายที่จะให้กำหนดรู้ว่าเป็นทุกข์
๕. อนัตตา สภาวะอันไม่ใช่ตัวตน
๖. อนัตตลักขณะ เครื่องหมายที่จะกำหนดรู้ว่าเป็นอนัตตา
๑๐.
วิปัลลาสคืออะไร ? วัตถุที่วิปัลลาส มีอะไรบ้าง ?
ตอบ
วิปัลลาส คือ กิริยาที่ถือเอาโดยอาการวิปริตผิดจากความจริง ฯ มี ๔ อย่าง คือ
๑. วิปัลลาสในของที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง
๒. วิปัลลาสในของที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข
๓. วิปัลลาสในของที่ไม่ใช่ตนว่าเป็นตน
๔. วิปัลลาสในของที่ไม่งามว่างาม

ธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก ๒๕๖๖

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพฤหัสบดี ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๖
,
๑.
บุคคลเช่นไรชื่อว่าติดอยู่ในโลก ? ผู้ติดอยู่ในโลกจะได้รับผลอย่างไร ?
ตอบ
บุคคลผู้ไร้พิจารณา ไม่หยั่งเห็นโดยถ่องแท้ เพลิดเพลินในสิ่งอันให้โทษ ระเริงจนเกินพอดีในสิ่งอันอาจให้โทษ ติดในสิ่งอันเป็นอุปการะ ชื่อว่า ติดอยู่ในโลก ฯ ผู้ติดอยู่ในโลกย่อมได้เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง อันสิ่งนั้น ๆ พึงอำนวย แม้สุขก็เป็นเพียงสามิส คือมีเหยื่อเจือด้วยของล่อใจ เป็นเหตุแห่งความติด ดุจเหยื่อคือมังสะอันเบ็ดเกี่ยวไว้ ฯ
๒.
คำว่า มารและบ่วงแห่งมาร หมายถึงอะไร ?
ตอบ
คำว่า มาร หมายถึงกิเลสกาม อันทำจิตให้เศร้าหมอง ได้แก่ ตัณหา ราคะ และอรติ เป็นต้น คำว่า บ่วงแห่งมาร หมายถึงวัตถุกาม ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ฯ
๓.
คำว่า มะทะนิมมะทะโน ธรรมยังความเมาให้สร่าง หมายถึงความเมาในอะไร ?
ตอบ
หมายถึง ความเมาในอารมณ์อันยั่วยวนให้เกิดความเมาทุกประการ เช่น ชาติ สกุล อิสริยะ บริวาร ก็ดี ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ดี ความเยาว์วัย ความไม่มีโรค และชีวิต ก็ดี นับเข้าในอารมณ์ประเภทนี้ ฯ
๔.
วัฏฏะ ในคำว่า วัฏฏูปัจเฉโท นั้น หมายถึงอะไร ? และตัดวัฏฏะได้อย่างไร ?
ตอบ
วัฏฏะ หมายถึง ความเวียนเกิดด้วยอำนาจกิเลส กรรม วิบาก ฯ ตัดขาดได้โดยการละกิเลสอันเป็นเบื้องต้นเสีย ฯ
๕.
โลกามิส คืออะไร ? ที่ได้ชื่ออย่างนั้นเพราะเหตุไร ?
ตอบ
โลกามิส คือ กามคุณ ๕ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ ฯ ได้ชื่ออย่างนั้น เพราะเป็นเครื่องล่อใจให้ติดอยู่ในโลกดุจเหยื่ออันเบ็ดเกี่ยวไว้ฉะนั้น ฯ
๖.
คติ คืออะไร ? สัตว์โลกตายไปแล้ว มีคติเป็นอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
๑. คติ คือ ภูมิหรือภพเป็นที่ไปหลังจากตายแล้ว ฯ สัตว์โลกตายไปแล้ว มีคติเป็น ๒ คือ
๒. ทุคติ ภูมิเป็นที่ไปข้างชั่ว ซึ่งเกิดจากการประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ
๓. สุคติ ภูมิเป็นที่ไปข้างดี ซึ่งเกิดจากการประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ
๗.
ผู้เจริญเมตตาเป็นประจำ ย่อมได้รับอานิสงส์อะไรบ้าง ? จงตอบมา ๓ ประการ
ตอบ
ผู้เจริญเมตตาเป็นประจำ ได้รับอานิสงส์ดังนี้ (เลือกตอบเพียง ๓ ข้อ)
๑. หลับอยู่ก็เป็นสุข
๒. ตื่นอยู่ก็เป็นสุข
๓. ไม่ฝันเห็นสิ่งลามก
๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
๖. เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา
๗. ไฟไม่ไหม้ พิษหรือศัสตราวุธทั้งหลายไม่อาจประทุษร้าย
๘. จิตย่อมตั้งมั่นได้เร็วพลัน
๙. ผิวพรรณย่อมผ่องใสงดงาม
๑๐. ไม่หลงทำกาลกิริยา คือเมื่อจะตายย่อมได้สติ
๑๑. เมื่อตายแล้วแม้เกิดอีก ก็ย่อมเกิดในที่ดีเป็นที่เสวยสุข ถ้าไม่เสื่อมจากฌานก็ไปเกิดในพรหมโลก ฯ
๘.
สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ให้ผลต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ให้ผลต่างกันดังนี้
๑. สมถะ ให้ผลอย่างต่ำทำให้ระงับนิวรณ์ได้ อย่างสูงทำให้เข้าถึงฌานต่าง ๆ ได้
๒. วิปัสสนา ให้ผลอย่างต่ำทำให้ได้ปัญญาเห็นสัจธรรม อย่างสูงคือทำให้บรรลุพระนิพพาน
๙.
คนสัทธาจริตมีนิสัยอย่างไร ? คนประเภทนี้ควรเจริญกัมมัฏฐานใดบ้าง ?
ตอบ
คนสัทธาจริต มีนิสัยเชื่อง่าย ๆ ในถ้อยคำวาจาที่กล่าวดีและชั่วที่เป็นบุญและเป็นบาป เป็นต้น ฯ คนประเภทนี้ควรเจริญอนุสสติกัมมัฏฐาน ๖ ประการ คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ ฯ
๑๐.
อารมณ์ของวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้แก่อะไร ?
ตอบ
อารมณ์ของวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้แก่ สังขารและธรรมทั้งปวง คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ ฯ
(หรือจะเขียนตอบแบบนี้ก็ได้)
อารมณ์ของวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ สังขารทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอุปาทินนกะ และอนุปาทินนกะ (หรือ ธรรมในวิปัสสนาภูมิ คือ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ เป็นต้น) ฯ