ปัญหาและเฉลยวิชาพุทธานุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๓
สอบในสนามหลวง
วันพุธ ที่ ๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๓
,
๑.
พุทธานุพุทธประวัติ ให้ความรู้แก่ผู้ศึกษาทางใดบ้าง ? จงอธิบายพอได้ใจความ
ตอบ
พุทธานุพุทธประวัติ ให้ความรู้แก่ผู้ศึกษาดังนี้
ก. ทางประวัติศาสตร์ เช่นความเป็นไปของบ้านเมืองในครั้งพุทธกาล และลัทธิธรรมเนียมของประชาชนในสมัยนั้น
ข. ทางจรรยาของพระพุทธเจ้า และจรรยาของเหล่าพระอริยสาวก
ค. ทางธรรมวินัยที่ปรากฏในตํานานและความเป็นมาแห่งศาสนธรรม พร้อมทั้งตัวอย่างการบํารุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง
๒.
อาสยะ และ ปโยคะ ในสัตตูปการสัมปทา หมายถึงอะไร ?
ตอบ
อาสยะ หมายถึง ความมีพระหฤทัยเยือกเย็นด้วยความกรุณาปรารถนาคุณประโยชน์อยู่เป็นนิตย์ แม้ในบุคคลที่ทําผิดต่อพระองค์ มีพระเทวทัตเป็นต้น ก็ยังทรงกรุณา ฯ
ปโยคะ หมายถึง ความมีพระหฤทัยมิได้มุ่งหวังต่ออามิส เทศนาสั่งสอนสัตว์ ด้วยข้อปฏิบัติ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ฯ
๓.
หลังจากตรัสรู้แล้ว ขณะพิจารณาปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานในยามสุดท้ายว่าอย่างไร ?
ตอบ
ทรงเปล่งอุทานว่า เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นพราหมณ์นั้น ย่อมกําจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัย กําจัดมืดให้สว่างฉะนั้น ฯ
๔.
โอวาทปาฏิโมกข์ทรงแสดงที่ไหน ? มีใจความย่อว่าอย่างไร ?
ตอบ
ทรงแสดงที่วัดเวฬุวนาราม กรุงราชคฤห์ ฯ ใจความย่อว่า ไม่ทําบาปทั้งปวง ทํากุศลให้ถึงพร้อม ทําใจให้บริสุทธิ์ ฯ
๕.
พระอัสสชิแสดงธรรมแก่อุปติสสปริพาชกมีความว่าอย่างไร ? และมีผลอย่างไร ?
ตอบ
มีความว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุของธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น พระศาสดาทรงสอนอย่างนี้ ฯ มีผล คือ อุปติสสปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรมว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา ฯ
๖.
ธรรมุเทศ ๔ ข้อ ที่พระรัฐบาลแสดงแก่พระเจ้าโกรัพยะ มีใจความว่าอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
ธรรมุเทศ ๔ ข้อ ที่พระรัฐบาลแสดงแก่พระเจ้าโกรัพยะ มีใจความว่า
๑. โลกคือหมู่สัตว์ อันชราเป็นผู้นํา นําเข้าไปใกล้ ไม่ยั่งยืน
๒. โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีผู้ป้องกัน ไม่เป็นใหญ่จําเพาะตน
๓. โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีอะไรเป็นของตน จําต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป
๔. โลกคือหมู่สัตว์ พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา
๗.
พระพุทธโอวาท ๓ ข้อ ที่ทรงประทานแก่พระมหากัสสปะว่าอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
พระโอวาท ๓ ข้อว่าดังนี้ กัสสปะ ท่านพึงศึกษาว่า
๑. เราจักเข้าไปตั้งความละอายและความยําเกรงไว้ในภิกษุทั้งที่ เป็นผู้เฒ่า ทั้งที่เป็นผู้ใหม่ ทั้งที่เป็นปานกลางอย่างแรงกล้า
๒. เราจักฟังธรรมอันใดอันหนึ่งซึ่งประกอบด้วยกุศล เราจักเงี่ยโสตฟังธรรมนั้นพิจารณาเนื้อความ
๓. เราจักไม่ละสติเป็นไปในกาย คือพิจารณากายเป็นอารมณ์
๘.
พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่า เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ด้วยคุณสมบัติอะไรบ้าง ?
ตอบ
ด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ คือ
๑. เป็นพหูสูต
๒. มีสติ
๓. มีคติ
๔. มีธิติ
๕. เป็นพุทธอุปัฏฐาก
๙.
ภิกษุณีผู้มีชื่อต่อไปนี้ได้รับเอตทัคคะในทางไหน ?
ก. พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี
ข. พระนางเขมาเถรี
ค. พระนางอุบลวัณณาเถรี
ง. พระนางปฏาจาราเถรี
จ. พระนางธัมมทินนาเถรี
ตอบ
ก. พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางรัตตัญญู
ข. พระนางเขมาเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางมีปัญญา
ค. พระนางอุบลวัณณาเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางมีฤทธิ์
ง. พระนางปฏาจาราเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางทรงวินัย
จ. พระนางธัมมทินนาเถรี ได้รับเอตทัคคะในทางธรรมกถึก
๑๐.
การทําสังคายนาครั้งแรก ใครทําหน้าที่ปุจฉาและวิสัชนา ? และทําที่ไหน ?
ตอบ
การทําสังคายนาครั้งแรก พระมหากัสสปะทําหน้าที่ปุจฉา พระอุบาลีทําหน้าที่วิสัชนาพระวินัย พระอานนท์ทําหน้าที่วิสัชนาพระสูตรและพระอภิธรรม ฯ ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา ฯ